LAW 3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 S/2551

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นางชนิกามีบุตร  1  คน  ชื่อนายประกอบ อายุ  22  ปี  นางชนิกายังได้จดทะเบียนรับนางสาวสุพรอายุ  16  ปี  เป็นบุตรบุญธรรมอีกคนหนึ่ง  นางสาวสุพรถูกนายวิชัยขับรถยนต์โดยประมาทชนถึงแก่ความตาย  นางชนิกายื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายวิชัยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางสาวสุพรถึงแก่ความตาย  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีมีมูล  ประทับฟ้องคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ปรากฏว่านางชนิกาป่วยถึงแก่ความตายไปเสียก่อน

Advertisement

นายประกอบเป็นทายาทที่มีเพียงคนเดียวและได้รับมรดกทั้งหมดของนางชนิกาได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอรับมรดกความอาญาเข้ามาดำเนินคดีนายวิชัยแทนนางชนิกาต่อไป ดังนี้  ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของนายประกอบว่าอย่างไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  2  ในประมวลกฎหมายนี้

(4) ผู้เสียหาย  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้  ดังบัญญัติไว้ในมาตรา  4, 5  และ  6

มาตรา  5  บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้

(1) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล  เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความดูแล

มาตรา  28  บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล

(2) ผู้เสียหาย

มาตรา  29  เมื่อผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง  ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดาน  สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้

ถ้าผู้เสียหายที่ตายนั้นเป็นผู้เยาว์  ผู้วิกลจริต  หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรมผู้อนุบาลหรือผู้แทนเฉพาะคดีได้ยื่นฟ้องแทนไว้แล้วผู้ฟ้องแทนนั้นจะว่าคดีต่อไปก็ได้

วินิจฉัย

การที่นางสาวสุพรอายุ  16  ปี  ถูกนายวิชัยขับรถยนต์โดยประมาทถึงแก่ความตายกรณีนี้ถือว่านางสาวสุพรเป็นผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย  อันถือว่านางสาวสุพรเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงและเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง  ตามมาตรา  2(4)

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า  นางสาวสุพรผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของนางชนิกา  กรณีย่อมถือว่านางชนิกาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมมีอำนาจจัดการแทนนางสาวสุพรผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในความผิดที่กระทำต่อนางสาวสุพรได้ด้วยการฟ้องคดีโดยอาศัยมาตรา  2(4)  ประกอบมาตรา  5(1)  และมาตรา  28  มิใช่การฟ้องคดีตามมาตรา  5(2)  เพราะนางชนิกาและนางสาวสุพรไม่ได้เป็นผู้บุพกรรีและผู้สืบสันดานซึ่งกันและกัน  เนื่องจากผู้บุพการีและผู้สืบสันดานนั้นต้องถือตามความเป็นจริง (ฎ. 1384/2516 (ประชุมใหญ่))

อนึ่งเมื่อนางชนิกาซึ่งเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา  5(1)  ได้ฟ้องคดีแล้วตายลง  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในกรณีนี้จึงมีว่า  นายประกอบอายุ  22  ปี  ซึ่งเป็นทายาทเพียงคนเดียวและได้รับมรดกทั้งหมดของนางชนิกาจะยื่นคำร้องขอเข้ารับมรดกความทางอาญาเพื่อดำเนินคดีกับนายวิชัยแทนนางชนิกาต่อไปได้หรือไม่  เห็นว่าการรับมรดกตามมาตรา  29  วรรคแรกนั้น  จะต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่แท้จริงยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้วตายลงเท่านั้นที่ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดาน  สามีหรือภริยาของผู้นั้นจึงจะเข้ามารับมรดกความทางอาญาได้  (ฎ. 1187/2543,  ฎ.  2231/2521)  เมื่อนางชนิกาผู้ตายยื่นฟ้องต่อศาลในฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม  เป็นเพียงผู้มีอำนาจจัดการแทนนางสาวสุพรผู้เยาว์  ตามมาตรา  5(1)  เท่านั้น    มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงแต่ประการใด  ดังนั้นนายประกอบแม้จะเป็นผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงของนางชนิกาและบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม  ก็ไม่อาจเข้ารับมรดกความทางอาญาต่อจากนางชนิกาได้  กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  29  ศาลต้องมีคำสั่งยกคำร้องของนายประกอบ

สรุป  ศาลต้องมีคำสั่งยกคำร้องของนายประกอบ

Advertisement