LAW3005 กฎหมายวีธีพิจารณาความแพ่ง1 การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา2552

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2552

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. เมืองต้องการยกที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ 50 ไร่ แก่บุตรสองคน คือ หนึ่งและสอง จึงไปทำสัญญาให้และจดทะเบียนโอนที่สำนักงานที่ดิน และเมืองได้ทำสัญญาเช่าที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ 5 ไร่ จากไม้เพื่อใช้เป็นที่จอดรถของโรงแรมที่เมืองดำเนินกิจการอยู่ ปรากฏต่อมาว่า

ก.      ในโฉนดที่ดินมีการจดทะเบียนว่าผู้ได้รับการให้ที่ดินแปลงแรกสามคนคือ หนึ่ง และบุตรของหนึ่งอีกสองคน เพราะสองถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ซึ่งเมื่อเห็นว่าไม่ตรงตามความประสงค์ของตน และต้องการได้ที่ดินคืน โดยการยื่นคำร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งให้สัญญาให้เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 156

ข.       เอก โท และตรี เจ้าของตึกแถวซึ่งอยู่ข้างที่ดินที่เช่าได้ติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่เช่า ทำให้เมืองไม่สามารถปรับปรุงที่ดินที่เช่าและสร้างหลังคาโรงรถได้ เมืองจึงจะฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ เอก โท และตรี รื้อถอนกันสาดออกไปจากที่ดินที่เช่า ทำให้เมืองไม่สามารถปรับปรุงที่ดินที่เช่าและสร้างหลังคาโรงรถได้ เมืองจึงจะฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้เอก โท และตรี รื้อถอนกันสาดออกไปจากที่ดินทีเช่า

ท่านเห็นว่าเมืองจะยื่นคำร้องขอตามข้อ ก. และฟ้องคดีตามข้อ ข. ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

        หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

        มาตรา 55 “เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

        มาตรา 188 “ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับต่อไปนี้

(1)   ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล

วินิจฉัย

ก.      การที่บุคคลใดต้องใช้สิทธิทางศาลเป็นคดีที่ไม่มีข้อพิพาท  โดยทำเป็นคำร้องขอยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 188(1) ต้องพิจารณาจากกฎหมายสารบัญญัติ กล่าวคือ จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นๆได้

กรณีตามอุทาหรณ์ เมืองจะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้สัญญาให้เป็นโมฆะเพราะตนได้กระทำไปโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติแล้วไม่มีบทบัญญัติมาตราใดรับรองว่าหากผู้ทำนิติกรรมยกที่ดินให้ผู้ใดไปแล้วให้ผู้นั้นใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่านิติกรรมยกให้ดังกล่าวเป็นโมฆะได้ แม้ ป.พ.พ. มาตรา 156 ที่ให้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่านิติกรรมเป็นโมฆะได้ แต่ก็เป็นเพียงหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่จะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะเท่านั้น หาได้รับรองให้เมืองใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่านิติกรรมยกให้นั้นเป็นโมฆะแต่อย่างใด กรณีเช่นนี้ เมืองจึงไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้ (ฎ. 4530/2541) ต้องฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาล

ข.       กรณีตามอุทาหรณ์ เมืองจะยื่นฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้เอก โท และตรี รื้อถอนกันสาดออกไปจากที่ดินที่เช่าได้หรือไม่ เห็นว่า เอก โท และตรี ได้ติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่เมืองเช่าเมืองจึงไม่สามารถใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวได้ ทำให้เมืองได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ที่ดิน แม้ได้ความว่าเมืองเป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน แต่การเช่าดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์ในกิจการโรงแรมของเมือง กรณีเช่นนี้เมื่อเมืองเป็นเจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเป็นพิเศษจากการกระทำของเอก โท และ ตรี อันถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของเมืองโจทก์ตามมาตรา 55 แล้ว เมืองจึงมีอำนาจฟ้องให้ขจัดความเดือดร้อนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421และมาตรา 1337 ทั้งนี้แม้เอก โท และตรีจะติดตั้งหลังคากันสาดตึกแถวก่อนที่เมืองจะทำสัญญาเช่าที่ดินก็หาเป็นเหตุให้เมืองต้องเสียสิทธิดังกล่าวไปไม่ ดังนั้นเมืองโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเอก โท และตรี เป็นจำเลยให้รื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมและกีดขวางการใช้ประโยชน์ของเมืองได้ (ฎ. 877/2546)

สรุป ก. เมืองไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้สัญญาเป็นโมฆะได้

      ข.  เมืองมีสิทธิฟ้อง เอก โท และตรี ให้รื้อถอนกันสาดออกไปจากที่ดินที่เช่าได้