LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 1/2558

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. สหายและมิตรรัก ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง กรรชัยเป็นจําเลย โดยอ้างว่ากรรชัยขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ที่สหายขับมาและมีมิตรรักนั่งมาในรถยนต์นั้นด้วย ทําให้รถยนต์ของสหายเสียหาย และมิตรรักได้รับบาดเจ็บ ขอให้ศาลพิพากษาให้กรรชัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรรชัยให้การต่อสู้ว่ากรรชัยไม่ได้ขับรถยนต์โดยประมาท สหายต่างหากที่ขับรถยนต์ตัดหน้ารถยนต์ที่กรรชัยขับมาห้ามล้อไม่ทันจึงชนรถยนต์ของสหาย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่ากรรชัยไม่ประมาทจึงพิพากษายกฟ้อง มิตรรักคนเดียวยื่นฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคําพิพากษากลับคําพิพากษาศาลชั้นต้นให้กรรชัย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนี้ คําพิพากษาศาลอุทธรณ์จะมีผลถึงสหายด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 59 “บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้โดยเป็นโจทก์ร่วม หรือจําเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชําระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมาย บัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้

(1) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทําโดย หรือทําต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทําโดย หรือทําต่อคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทําไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่ คู่ความร่วมคนอื่น ๆ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อสหายและมิตรรักต่างได้รับความเสียหายจากการกระทําละเมิดของกรรชัย ย่อมถือว่าสหายและมิตรรักมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงเข้าเป็นคู่ความร่วมกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมฟ้องกรรชัยเป็นจําเลยได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59 ที่วางหลักไว้ว่าบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปอาจ เป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจําเลยร่วมถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ ร่วมกันในมูลความแห่งคดี

แต่อย่างไรก็ตาม แม้สหายและมิตรรักสามารถเป็นโจทก์ร่วมได้ แต่ระหว่างสหายและมิตรรักนั้น ถือว่ามูลความแห่งคดีเป็นการชําระหนี้ซึ่งแบ่งแยกกันได้ เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น กรรชัยจะต้อง รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แต่ละคนตามความเสียหายที่พิสูจน์ได้ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และมิตรรักคนเดียวยื่นฟ้องอุทธรณ์ กระบวนการพิจารณาที่กระทําโดยมิตรรักคู่ความร่วมคนหนึ่งจึงไม่ถือว่า ทําแทนคู่ความร่วมคนอื่น คําพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่กลับคําพิพากษาศาลชั้นต้นให้กรรชัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงไม่มีผลถึงสหายด้วยตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59 (1)

สรุป

คําพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้กรรชัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยกลับคําพิพากษา ศาลชั้นต้นไม่มีผลถึงสหายด้วย

 

Advertisement