LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2554

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2554

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในศาลแพ่งมีนายเอก ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง นายโท นายตรี และนายจัตวา ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง นายเอกได้จ่ายสำนวนคดีให้นายดำและ น.ส.สวย ผู้พิพากษาศาลแพ่งเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง

Advertisement

เมื่อได้มีการสืบพยานโจทก์ ไปแล้วสามปาก นายโทได้รับคำร้องเรียนจากฝ่ายจำเลยว่า น.ส.สวยเป็นญาติกับฝ่ายภริยาโจทก์ จำเลยเกรงว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรมขอให้โอนสำนวนคดีให้กับผู้พิพากษาอื่นเป็นองค์คณะ

นายโทจึงนำหนังสือร้องเรียนนี้ไปปรึกษากับนายเอก นายเอกบอกให้นายโททำความเห็นเสนอขอ เรียกคืนและโอนสำนวนคดีเสนอต่อตน นายโทแจ้งว่าตนเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาผู้ซึ่งได้รับคำร้อง เห็นควรให้นายตรีซึ่งเป็นรองอธิบดีเช่นกันเป็นผู้เสนอความเห็นแทน นายเอกจึงอนุญาตให้นายตรี เสนอความเห็นแทนนายโท เมื่อนายเอกได้รับความเห็นจากนายตรีแล้ว จึงเรียกสำนวนคดีดังกล่าวคืน และโอนให้นายแมนผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะแทน น.ส.สวย

ท่านเห็นว่า การกระทำดังกล่าว ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 33 วรรคแรกและวรรคสอง การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด ประธนศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น และรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวงที่มี อาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้

ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโส ถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้น เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็นแทน ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีหนึ่งคนหรือมีหลายคนแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้นทั้งหมด ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุด ของศาลนั้นเป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็น‘’

วินิจฉัย

ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 33 วรรคแรกนั้น เมื่อหัวหน้าผู้รับผิดชอบของศาล จ่ายสำนวนคดีให้แกองค์คณะผู้พิพากษาในศาลไปแล้ว ก็ต้องให้องค์คณะดังกล่าวนั้นพิจารณาคดีไปจนเสร็จสำนวน จะเรียกคืนสำนวนคดีหรือโอนสำนวนจากองค์คณะผู้พิพากษาผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่น ไม่ได้ เว้นแต่

1. เป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม และ

2. รองประธานศาลฎีกา รองประธนศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ซึงมิได้เป็นองค์คณะในคดีนั้น เสนอความเห็นให้เรียกคืนสำนวนคดีนั้น หรือให้โอนสำนวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่น

กรณีตามอุทาหรณ์ นายเอกอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งได้จ่ายสำนวนคดีให้นายดำและ น.ส.สวย ผู้พิพากษาศาลแพ่งเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อได้มีการสืบพยานโจทก์ไปแล้ว สามปาก

ได้มีการร้องเรียนจากฝ่ายจำเลยว่า น.ส.สวยเป็นญาติกับฝ่ายภริยาโจทก์ จึงถือว่าเป็นกรณีที่อาจจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม ดังนั้นในการเรียกสำนวนคดีคืนและโอนสำนวนคดีนี้ไปให้องค์คณะ ผู้พิพากษาอื่นเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป ในกรณีนี้เป็นศาลแพ่ง นายเอกอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งจะกระทำได้ ก็ต่อเมื่อให้รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพงที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น คือนายโทได้เสนอความเห็นให้กระทําได้

แต่ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ ปรากฏว่า นายโทซึ่งเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งที่มีอาวุโส สูงสุดในศาลนั้นไมได้เป็นผู้ทำความเห็นเสนอขอเรียกคืนและโอนสำนวนคดีเสนอต่อนายเอก แต่ผู้ที่ทำความเห็น เสนอต่อนายเอกเป็นนายตรี ซึงเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งที่มีอาวุโสถัดลงมา และกรณีดังกล่าวก็ไม่เข้าข้อยกเว้นของมาตรา 33 วรรคสอง

ที่นายโทไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือเข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืน หรือโอนนั้นแต่อย่างใด ดังนั้น การที่นายเอกได้อนุญาตให้นายตรีเสนอความเห็นแทนนายโท และเมื่อนายเอกได้รับ ความเห็นจากนายตรีแล้วจึงเรียกสำนวนคดีดังกล่าวคืน และโอนให้นายแมนผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะ แทน น.ส.สวยนั้น จึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 33

สรุป การกระทำดังกล่าวของนายเอกไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

Advertisement