LAW3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 2/2559

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. พนักงานอัยการฟ้องนายเสาร์เป็นจําเลยต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ข้อหาฆ่าผู้อื่นอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 (มีอัตราโทษจําคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึงจําคุกตลอดชีวิตหรือ ประหารชีวิต) โดยมีนายจันทร์และนายอังคารผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดเพชรบุรีทั้งสองคน เป็นองค์คณะ ระหว่างพิจารณาคดีนายจันทร์ป่วยต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล นายอาทิตย์ผู้พิพากษา หัวหน้าศาลจังหวัดเพชรบุรีมอบหมายให้นายพุธผู้พิพากษาประจําศาลจังหวัดเพชรบุรีเป็นองค์คณะ แทนนายจันทร์ ต่อมานายเสาร์หลบหนีไม่มาศาล นายพุธจึงออกหมายจับนายเสาร์และเจ้าพนักงาน จับกุมนายเสาร์มาพิจารณาคดีต่อศาลได้ หลังจากพิจารณาคดีเสร็จ นายอังคารและนายพุธ มีคําพิพากษาว่านายเสาร์มีความผิดตามฟ้อง ให้จําคุกมีกําหนดยี่สิบปี

Advertisement

ให้วินิจฉัยว่า การที่นายอาทิตย์ให้นายพุธเป็นองค์คณะร่วมกับนายอังคาร การที่นายพุธออกหมายจับ นายเสาร์ และการทําคําพิพากษาของนายอังคารและนายพุธชอบด้วยกฎหมายพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 24 “ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอํานาจดังต่อไปนี้

(1) ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น”

มาตรา 26 “ภายใต้บังคับมาตรา 25 ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น นอกจาก ศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกําหนดไว้เป็นอย่างอื่น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย สองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจําศาลเกินหนึ่งคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง หรือคดีอาญาทั้งปวง”

มาตรา 28 “ในระหว่างการพิจารณาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจําเป็นอื่นอันมิอาจ ก้าวล่วงได้ ทําให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ให้ผู้พิพากษา ดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(3) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษา หัวหน้าศาล หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้น ซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแล้วแต่กรณีมอบหมาย”

มาตรา 30 “เหตุจําเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 หมายถึง กรณี ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตําแหน่งที่ดํารงอยู่ หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป หรือไม่อาจ ปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณา หรือทําคําพิพากษาในคดีนั้นได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

1 การที่นายจันทร์และนายอังคาร ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดเป็นองค์คณะในการ พิจารณาคดีนั้น เมื่อปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาคดีนายจันทร์ป่วยต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ถือว่าเป็นกรณี ที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณาคดีได้ ซึ่งถือ เป็นเหตุจําเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 30 กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 28 (3) ที่นายอาทิตย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมีอํานาจมอบหมายให้นายพุธผู้พิพากษาประจําศาลของศาลนั้นเป็นองค์คณะนั่งพิจารณา คดีนั้นแทนนายจันทร์ได้

ดังนั้น การที่นายอาทิตย์ให้นายพุธเป็นองค์คณะร่วมกับนายอังคารจึงชอบด้วย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

2 ตามมาตรา 24 (1) ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอํานาจออกหมายจับซึ่งเป็นหมายอาญาชนิดหนึ่งได้ ดังนั้น เมื่อนายพุธผู้พิพากษาประจําศาลถือว่าเป็นผู้พิพากษาตามนัยของมาตรา 24 นายพุธจึงมีอํานาจออกหมายจับ นายเสาร์ได้ตามกฎหมาย

3 การที่นายเสาร์ถูกฟ้องข้อหาฆ่าผู้อื่นอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 นั้น จะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจําศาลเกินหนึ่งคนเป็น องค์คณะที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวตามมาตรา 26 ดังนั้น การที่นายอังคารผู้พิพากษาอาวุโส และนายพุธผู้พิพากษาประจําศาลได้ร่วมกันพิจารณาและพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวโดยให้จําคุกนายเสาร์มีกําหนด 20 ปีนั้น จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป

การที่นายอาทิตย์ให้นายพุธเป็นองค์คณะร่วมกับนายอังคาร การที่นายพุธออกหมายจับ นายเสาร์ และการทําคําพิพากษาของนายอังคารและนายพุธชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

Advertisement