LAW3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 1/2559

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายโทผู้พิพากษาศาลจังหวัดตากไต่สวนมูลฟ้องคดีที่นายตรีเป็นโจทก์ ฟ้องนายจัตวาข้อหาทําร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (มีอัตราโทษจําคุก ตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี) นายโทไต่สวนพยานโจทก์แล้วเห็นว่า คดีของโจทก์ไม่มีมูล เห็นควรพิพากษา ยกฟ้อง จึงจะไปปรึกษากับนายพิเศษ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดตาก แต่นายพิเศษไม่อยู่เนื่องจาก ไปราชการที่ต่างจังหวัด นายโทจึงนําสํานวนไปปรึกษากับนายเอกผู้พิพากษาศาลจังหวัดตากที่มี อาวุโสสูงสุด นายเอกตรวจสํานวนแล้วเห็นด้วยกับนายโทจึงลงชื่อในคําพิพากษาร่วมกับนายโทให้ ยกฟ้อง

Advertisement

ให้ท่านวินิจฉัยว่า การไต่สวนมูลฟ้องของนายโทและการทําคําพิพากษาของนายโทและ นายเอกชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 9 วรรคสอง “เมื่อตําแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แขวงว่างลง หรือเมื่อผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็น ผู้ทําการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลําดับ ในศาลนั้นเป็นผู้ทําการแทน”

มาตรา 25 “ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอํานาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ใน อํานาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้

(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคําสั่งในคดีอาญา

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกําหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

มาตรา 29 “ในระหว่างการทําคําพิพากษาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจําเป็นอื่นอันมิอาจ ก้าวล่วงได้ ทําให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทําคําพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอํานาจลงลายมือชื่อทําคําพิพากษา และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และ ศาลชั้นต้นมีอํานาจทําความเห็นแย้งได้ด้วย ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสํานวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดี ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี

ให้ผู้ทําการแทนในตําแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 13 มีอํานาจตาม (1) (2) และ (3) ด้วย”

มาตรา 31 “เหตุจําเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 นอกจากที่ กําหนดไว้ในมาตรา 30 แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(1) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง แต่ คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกําหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา 25 (5)”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นแรกที่ต้องวินิจฉัยคือ การไต่สวนมูลฟ้องของนายโทชอบด้วย พระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 25 (3) กําหนดให้ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอํานาจ ไต่สวนมูลฟ้องและมีคําสั่งในคดีอาญาที่อยู่ในอํานาจศาลนั้นได้ ดังนั้น คดีอาญาทั้งปวงจึงอยู่ในอํานาจของ ผู้พิพากษาคนเดียวที่จะไต่สวนมูลฟ้อง ดังนั้นการที่นายโทผู้พิพากษาศาลจังหวัดตากไต่สวนมูลฟ้องคดีที่นายตรี เป็นโจทก์ฟ้องนายจัตวาข้อหาทําร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อาญา มาตรา 297 เพียงคนเดียว จึงเป็นการปฏิบัติโดยถูกต้องและชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (คําพิพากษาฎีกาที่ 1752 – 1753/2557)

ประเด็นต่อมาที่ต้องวินิจฉัยคือ การทําคําพิพากษาของนายโทและนายเอกชอบด้วย พระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ เห็นว่า การที่นายโทไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูลควรพิพากษายกฟ้องนั้น เนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษจําคุกอย่างสูงเกินกว่า 3 ปี ซึ่งเป็นคดีที่มีอัตราโทษตามที่กฎหมายกําหนดเกินกว่าอัตราโทษ ตามมาตรา 25 (5) นายโทจึงไม่มีอํานาจทําคําพิพากษายกฟ้องเพียงคนเดียวได้ กรณีถือว่ามีเหตุจําเป็นอื่นอันมิอาจ ก้าวล่วงได้ ตามมาตรา 31 (1) ที่เกิดขึ้นระหว่างการทําคําพิพากษาตามมาตรา 29 นายโทจึงต้องนําสํานวนไปให้ นายพิเศษผู้พิพากษาหัวหน้าศาลตรวจสํานวนและลงลายมือชื่อร่วมกับนายโท แต่เนื่องจากนายพิเศษไปราชการ ต่างจังหวัดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ นายเอกผู้พิพากษาศาลจังหวัดตากที่มีอาวุโสสูงสุดจึงเป็นผู้ทําการแทนนายพิเศษ ตามมาตรา 9 วรรคสอง ดังนั้น นายเอกจึงมีอํานาจลงลายมือชื่อในคําพิพากษาร่วมกับนายโทหลังจากตรวจสํานวน แล้วได้ คําพิพากษาดังกล่าวจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป

การไต่สวนมูลฟ้องของนายโทและการทําคําพิพากษาของนายโทและนายเอกชอบด้วย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

Advertisement