LAW3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 2/2558

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นางสาวริ้วทองยื่นฟ้องขับไล่นางสาวเกล้ามาศที่ศาลแพ่งโดยขอให้นางสาวเกล้ามาศออกจากที่ดินราคาประเมินจํานวน 200,000 บาท ที่นางสาวเกล้ามาศเข้ามาบุกรุกตนมาเป็นเวลานานกว่า 8 เดือนแล้ว ศาลแพ่งรับฟ้องและนําส่งหมายเรียกและสําเนาคําฟ้องให้กับนางสาวเกล้ามาศ นางสาวเกล้ามาศยื่นคําให้การเข้าไปในคดีและต่อสู้ว่าตนมีสิทธิอยู่ในที่ดิน เพราะซื้อที่ดินมาจากพี่ชายของนางสาวริ้วทอง พร้อมอ้างหนังสือสัญญาซื้อขายและโฉนดที่ดินที่มีชื่อนางสาวเกล้ามาศผู้รับโอน นายสมรักษ์และ นายภูผาผู้พิพากษาศาลแพงได้นั่งพิจารณาคดีนี้ เห็นว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอํานาจศาลแพ่งและองค์คณะตน เพราะเป็นคดีมีทุนทรัพย์และอยู่ในอํานาจของศาลแขวงพระนครเหนือ จึงมีคําสั่งโอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงพระนครเหนือ กรณีนี้ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใด

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 17 “ศาลแขวงมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีอํานาจทําการไต่สวน หรือมีคําสั่ง ใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอํานาจตามที่กําหนดไว้ในมาตรา 24 และมาตรา 25 วรรคหนึ่ง”

มาตรา 19 วรรคหนึ่ง “ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลแพ่งธนบุรีมีอํานาจพิจารณา พิพากษาคดีแพ่งทั้งปวงและคดีอื่นใดที่มิได้อยู่ในอํานาจของศาลยุติธรรมอื่น”

มาตรา 19/1 วรรคสอง “ในกรณีที่ขณะยื่นฟ้องนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอํานาจศาลแพ่ง…อยู่แล้ว แม้ต่อมาจะมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปทําให้คดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอํานาจของศาลแขวงก็ให้ศาลนั้นพิจารณา พิพากษาคดีดังกล่าวต่อไป”

มาตรา 25 “ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอํานาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอํานาจ ของศาลนั้น ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจํานวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน สามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจํานวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา”

วินิจฉัย

ตามหลักของพระธรรมนูญศาลยุติธรรม คดีแพ่งที่ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอํานาจ พิจารณาพิพากษาคดีนั้น ต้องเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ และทุนทรัพย์ที่ฟ้องนั้นต้องมีราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือ จํานวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน 3 แสนบาท หากเกินกว่า 3 แสนบาท ศาลแขวงจะรับคดีนั้นไว้พิจารณาไม่ได้ (มาตรา 25 (4) ประกอบกับมาตรา 17) จะต้องนําคดีนั้นไปฟ้องที่ศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งแล้วแต่กรณี

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางสาวริ้วทองยื่นฟ้องขับไล่นางสาวเกล้ามาศที่ศาลแพ่ง โดยขอให้ นางสาวเกล้ามาศออกจากที่ดินราคาประเมินจํานวน 200,000 บาท ที่นางสาวเกล้ามาศเข้ามาบุกรุกตนมาเป็น เวลานานกว่า 8 เดือนแล้วนั้น ถือว่าคดีนี้เริ่มต้นโดยเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ดังนั้น การนําคดีนี้ไปยื่นฟ้องที่ศาลแพ่ง และศาลแพ่งได้รับฟ้องไว้จึงชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนางสาวเกล้ามาศจําเลยได้ยื่นคําให้การเข้าไปในคดี และต่อสู้ว่าตนมีสิทธิ อยู่ในที่ดิน เพราะซื้อที่ดินมาจากพี่ชายของนางสาวริ้วทอง คดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทําให้ จากคดีไม่มีทุนทรัพย์กลายเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ และเมื่อเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์จึงต้องมีการตรวจสอบราคาที่ดิน เมื่อปรากฏว่าราคาที่ดินประเมินมีมูลค่า 200,000 บาท จึงถือว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นคดี ที่อยู่ในอํานาจของศาลแขวงตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีนี้ได้มีการ ยื่นฟ้องที่ศาลแพ่งและศาลแพ่งได้รับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว แต่ต่อมามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปทําให้คดีนี้เป็นคดี ที่อยู่ในอํานาจศาลแขวง จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 19/1 วรรคสอง ซึ่งได้บัญญัติให้ศาลแพ่งพิจารณาคดีนี้ต่อไป จนพิพากษาจะมีคําสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงอีกไม่ได้ ดังนั้น การที่นายสมรักษ์และนายภูผาผู้พิพากษาศาลแพ่ง เห็นว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอํานาจศาลแพ่ง เพราะเป็นคดีมีทุนทรัพย์และอยู่ในอํานาจของศาลแขวงพระนครเหนือ จึงมีคําสั่ง โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงพระนครเหนือนั้น คําสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 19/1 วรรคสอง

สรุป

คําสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงพระนครเหนือของนายสมรักษ์และนายภูผาผู้พิพากษา ศาลแพ่งกรณีนี้ไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

หมายเหตุ ปัจจุบัน ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 ให้ยกเลิกมาตรา 16 วรรคสี่ ที่ว่า

“ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอํานาจ ของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคําสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอํานาจ”

โดยให้เพิ่มมาตรา 19/1 ขึ้นมาใช้บังคับแทน ดังนี้

“บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอํานาจของศาลแขวงนั้น ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี หรือศาลจังหวัด ให้อยู่ใน ดุลพินิจของศาลดังกล่าวที่จะยอมรับพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นหรือมีคําสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวง ที่มีเขตอํานาจก็ได้ และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด หากศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี หรือศาลจังหวัดได้มีคําสั่งรับฟ้องคดีเช่นว่านั้นไว้แล้ว ให้ศาลดังกล่าว พิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป

ในกรณีที่ขณะยื่นฟ้องนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอํานาจศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี หรือศาลจังหวัดอยู่แล้ว แม้ต่อมาจะมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ทําให้คดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอํานาจของศาลแขวง ก็ให้ศาลนั้นพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวต่อไป”

ดังนั้น แนวข้อสอบเก่าที่ข้อเท็จจริงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 16 วรรคสี่ (วรรคท้าย) ที่ให้ ศาลจังหวัดมีคําสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอํานาจนั้น ขอให้เปลี่ยนมาใช้บทบัญญัติมาตรา 19/1 แทนนะครับ

 

Advertisement