LAW3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 1/2555

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายหนึ่ง นายสอง และนายสามผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ตามลําดับ ได้ร่วมกันเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีอาญาเรื่องหนึ่ง แต่ปรากฏว่าคดีดังกล่าว มีปัญหาข้อกฎหมายที่องค์คณะ ไม่อาจหาข้อยุติได้ จึงเสนอต่อประธานศาลอุทธรณ์ให้นําคดีเข้า ที่ประชุมใหญ่ศาลอุทธรณ์ในการประชุมใหญ่นอกจากมีองค์คณะใหญ่ข้างต้นแล้ว ยังมีผู้พิพากษา ศาลอุทธรณ์ทั้งหมดเข้าร่วมประชุมใหญ่จนได้ข้อยุติ แต่นายสามไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุมใหญ่ จึงไม่ยอมลงลายมือชื่อทําคําพิพากษา นายหนึ่งจึงนําสํานวนคดีและคําพิพากษาตามมติที่ประชุมใหญ่ ไปให้นายแดงผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ได้เข้าที่ประชุมใหญ่ลงลายมือชื่อทําคําพิพากษา นายแดง เมื่อได้ตรวจสํานวนคดีที่ประชุมใหญ่แล้วจึงลงลายมือชื่อเป็นองค์คณะในคําพิพากษาร่วมกับนายหนึ่ง และนายสอง นายห้าซึ่งได้เข้าร่วมประชุมใหญ่ได้ทําความเห็นแย้งกลัดไว้ในสํานวนด้วย ท่านเห็นว่า คําพิพากษาของศาลอุทธรณ์และการทําความเห็นแย้งดังกล่าวขอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม หรือไม่

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 27 “ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค หรือศาลฎีกา ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค และผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เข้าประชุมใหญ่ ในศาลนั้นหรือในแผนกคดีของศาลดังกล่าว เมื่อได้ตรวจสํานวนคดีที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีแล้ว มีอํานาจ พิพากษาหรือทําคําสั่งคดีนั้นได้ และเฉพาะในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคมีอํานาจทําความเห็นแย้งได้ด้วย”

วินิจฉัย

ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 27 วรรคแรก ได้บัญญัติว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดี ของศาลอุทธรณ์นั้น จะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 3 คน จึงเป็นองค์คณะที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามลําดับ ได้เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีอาญาเรื่องหนึ่ง การพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษาทั้งสาม คนในคดีดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย

และในกรณีที่มีการนําคดีเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์นั้น พระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม มาตรา 27 วรรคสอง ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่เข้าประชุมใหญ่ในศาลอุทธรณ์นั้น เมื่อได้ ตรวจสํานวนคดีที่ประชุมใหญ่แล้ว มีอํานาจพิพากษาหรือทําคําสั่งคดีนั้นได้ และเฉพาะในศาลอุทธรณ์มีอํานาจ ทําความเห็นแย้งได้ด้วย

เมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ปรากฏว่า ได้มีการนําคดีอาญาเรื่องดังกล่าวที่มีปัญหาข้อกฎหมาย ที่องค์คณะไม่อาจหาข้อยุติได้เข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์จนได้ข้อยุติ แต่นายสามไม่เห็นด้วยกับมติ ที่ประชุมใหญ่ จึงไม่ยอมลงลายมือชื่อทําคําพิพากษา ดังนี้การที่นายแดงผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ได้เข้าที่ประชุมใหญ่ ได้ตรวจสํานวนคดีที่ประชุมใหญ่แล้ว ได้ลงลายมือชื่อเป็นองค์คณะในคําพิพากษาร่วมกับนายหนึ่งและนายสองนั้น

นายแดงย่อมมีอํานาจกระทําได้ตามมาตรา 27 วรรคสอง ดังนั้น คําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงชอบด้วย กฎหมาย เพราะถือว่ามีผู้พิพากษาอย่างน้อย 3 คน เป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้น

ส่วนกรณีที่นายห้าซึ่งได้เข้าร่วมประชุมใหญ่ได้ทําความเห็นแย้งกลัดไว้ในสํานวนนั้น นายห้า ย่อมมีอํานาจกระทําได้หลังจากได้ตรวจสํานวนคดีที่ประชุมใหญ่แล้วตามมาตรา 27 วรรคสองตอนท้าย

สรุป คําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และการทําความเห็นแย้งของนายห้าชอบด้วยพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม

 

Advertisement