LAW2010 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกัน 2/2559

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2010 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกัน ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. A กู้เงิน B 100,000 บาท โดยนําโฉนดที่ดินมอบไว้ให้ B ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้ โดยมี C ทําหนังสือค้ำประกันไว้โดยระบุในสัญญาว่าขอค้ำประกันแต่เฉพาะเงินต้น 100,000 บาท เท่านั้น ไม่รวมดอกเบี้ย และค่าอุปกรณ์อื่น ๆ อีก ต่อมาเมื่อ A ผิดนัดชําระหนี้ B เจ้าหนี้ได้ทําหนังสือถึง C ผู้ค้ําประกันว่า ลูกหนี้ผิดนัดแล้วให้ C มาชําระหนี้แทน A

Advertisement

ดังนั้นให้ท่านวินิจฉัยว่า C ผู้ค้ําประกันจะเกี่ยงให้ A ชําระหนี้ก่อนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 680 “อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชําระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชําระหนี้นั้น

อนึ่งสัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน เป็นสําคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

มาตรา 681 “อันค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์

หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไข จะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็ประกันได้ แต่ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้รายที่ค้ำประกัน ลักษณะของมูลหนี้ จํานวนเงินสูงสุดที่ ค้ำประกัน…”

มาตรา 689 “ถึงแม้จะได้เรียกให้ลูกหนี้ชําระหนี้ดังกล่าวมาในมาตราก่อนนั้นแล้วก็ตาม ถ้าผู้ค้ำประกันพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้นั้นมีทางที่จะชําระหนี้ได้ และการที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชําระหนี้นั้นจะไม่เป็นการ ยากไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้จะต้องบังคับการชําระหนี้รายนั้นเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน”

มาตรา 690 “ถ้าเจ้าหนี้มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกันไซร้ เมื่อผู้ค้ำประกันร้องขอ ท่านว่าเจ้าหนี้จะต้องให้ชําระหนี้เอาจากทรัพย์ซึ่งเป็นประกันนั้นก่อน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ A กู้เงิน B 100,000 บาท ต่อมาเมื่อ A ผิดนัดชําระหนี้ B เจ้าหนี้ ได้ทําหนังสือถึง C ผู้ค้ําประกันว่าลูกหนี้ผิดนัดแล้วให้ C มาชําระหนี้แทน A และ C ผู้ค้ำประกันจะเกี่ยงให้ A ชําระหนี้ก่อน (เกี่ยงให้ B เจ้าหนี้บังคับชําระหนี้เอาจาก A ก่อน) ได้หรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีแรก การที่ A กู้เงิน 8 แล้วนําโฉนดที่ดินมอบไว้ให้ B ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้นั้น ไม่ถือว่า เป็นการจํานองตามมาตรา 702 และไม่ถือว่าเป็นการจํานําตามมาตรา 747 แต่อย่างใด กรณีนี้จึงไม่ถือว่า B เป็น เจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 690 กล่าวคือ B เป็นเจ้าหนี้ที่ไม่มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกัน ดังนั้น C ผู้ค้ำประกันจะเกี่ยงโดยการร้องขอให้เจ้าหนี้ไปเรียกชําระหนี้เอาจากลูกหนี้ก่อนตามมาตรา 690 ไม่ได้

 

กรณีที่ 2 ในการที่ A กู้เงิน 8 ครั้งนี้ C ได้ทําหนังสือค้ําประกันไว้โดยระบุไว้ในสัญญาว่า ขอค้ำประกันแต่เฉพาะเงินต้น 100,000 บาทเท่านั้น ไม่รวมดอกเบี้ยและค่าอุปกรณ์อื่น ๆ อีก ซึ่งเป็นการค้ําประกัน อย่างจํากัดความรับผิด และถูกต้องตามมาตรา 680 และ 681 ดังนั้น C ผู้ค้ำประกันจึงมีสิทธิเกี่ยงให้ B เจ้าหนี้ ไปเรียกบังคับชําระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนได้ตามมาตรา 689 แต่ C ผู้ค้ำประกันจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ลูกหนี้นั้นมีทางที่จะชําระหนี้ได้ และการบังคับให้ลูกหนี้ชําระหนี้นั้นไม่เป็นการยาก กล่าวคือ พิสูจน์ให้เห็นว่าลูกหนี้ ยังมีทรัพย์สินอื่นอีกที่เจ้าหนี้สามารถบังคับเพื่อชําระหนี้ได้และการบังคับเอาจากทรัพย์สินเหล่านั้นก็ไม่เป็นการยาก

สรุป

C ผู้ค้ำประกันสามารถเกี่ยงให้ B เจ้าหนี้ไปบังคับชําระหนี้เอาจากทรัพย์สินของ A ลูกหนี้ ก่อนได้ตามมาตรา 689 โดยพิสูจน์ให้ได้ว่า A ลูกหนี้มีทางที่จะชําระหนี้ได้ และการบังคับให้ A ลูกหนี้ชําระหนี้นั้น ไม่เป็นการยาก

 

Advertisement