การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา 2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 2006 กฎหมายอาญา 1

Advertisement

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ  1  นายตี๋ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้  ในขณะที่ฝนตกถนนลื่น  ช่วงที่นายตี๋เลี้ยวตรงโค้งถนนนั้นเอง  นายแป๊ะซึ่งหาบเต้าฮวยขายกำลังเดินข้ามถนนจะพ้นแล้ว  นายตี๋จึงเบรกรถทันที  แต่รถได้ลื่นไปชนเอาหาบเต้าฮวยของนายแป๊ะเสียหายหมดทั้งหาบ  แต่ตัวของนายแป๊ะไม่เป็นอะไรเลย  จงวินิจฉัยความผิดทางอาญาของนายตี๋

Advertisement

ธงคำตอบ

มาตรา  59  วรรคแรกและวรรคสี่  บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา  เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท

Advertisement

กระทำโดยประมาท  ได้แก่  กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา  แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง  ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์  และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้  แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

วินิจฉัย

Advertisement

นายตี๋มิได้มีเจตนาจะกระทำต่อนายแป๊ะ  แต่การขับรถด้วยความเร็วสูงขณะฝนตกถนนลื่น  เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังตามภาวะและวิสัยของคนขับรถในพฤติการณ์เช่นนั้น  (พฤติการณ์ฝนตกถนนลื่น)  ซึ่งนายตี๋อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้  (คือ  การขับรถให้ช้าลงกว่ายามปกติที่ฝนไม่ตก  ไม่ใช่ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด)  แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่  ตามมาตรา  59  วรรคสี่  นายตี๋จึงกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนหาบเต้าฮวยอันเป็นทรัพย์สินของนายแป๊ะเสียหาย  

เป็นการทำให้เสียทรัพย์ของผู้อื่น  แต่เนื่องจากการทำให้เสียทรัพย์ของผู้อื่นโดยประมาทนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด  นายตี๋จึงไม่ต้องรับผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ของนายแป๊ะ  ทั้งนี้ตามหลักในมาตรา  59  วรรคแรกที่ว่า  บุคคลจะต้องรับผิดทางอาญา  เมื่อได้กระทำโดยประมาทก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท

Advertisement

สรุป  นายตี๋ไม่ต้องรับผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ของนายแป๊ะ

 

ข้อ  2  นายแดงต้องการฆ่านายดำ  เมื่อนายขาวบิดาของนายแดงเดินผ่านมา  นายแดงเข้าใจว่าเป็นนายดำ  จึงใช้ปืนยิงไปที่นายขาว  กระสุนปืนถูกหัวไหล่ของนายขาวได้รับบาดเจ็บ  นอกจากนี้กระสุนยังได้เลยไปถูกนางเขียวมารดาของนายแดงได้รับบาดเจ็บที่ขาซ้ายอีกด้วย    จงวินิจฉัยความผิดทางอาญาของนายแดง

ธงคำตอบ

มาตรา  59  วรรคแรก  วรรคสอง  และวรรคสาม  บุคคลจะรับผิดในทางอาญา  ก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา  เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท  ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท  หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

กระทำโดยเจตนา  ได้แก่  กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ  และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริง  อันเป็นองค์ประกอบของความผิด  จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้

มาตรา  60  ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง  แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป  ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น  แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้น  เพราะฐานะของบุคคลหรือเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้าย  มิให้นำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น

มาตรา  61  ผู้ใดเจตนาจะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง  แต่ได้กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิดผู้นั้นจะยกเอาความสำคัญผิดเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาหาได้ไม่

มาตรา  62  วรรคท้าย  บุคคลจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใด  บุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น

มาตรา  80  วรรคแรก  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

วินิจฉัย

จากข้อเท็จจริง  แม้นายแดงจะต้องการฆ่านายดำ  แต่เพราะเข้าใจผิดคิดว่านายขาวเป็นนายดำ  และได้ลงมือกระทำต่อนายขาวไปแล้ว นายแดงจะยกเอาความสำคัญผิดในตัวบุคคลมาเป็นข้อแก้ตัวว่าไม่มีเจตนากระทำต่อนายขาวผู้ถูกกระทำไม่ได้  เหตุผลเพราะนายแดงมีการกระทำที่ครบองค์ประกอบของความผิดทั้งองค์ประกอบภายนอก  (ผู้กระทำ  การกระทำ  วัตถุแห่งการกระทำ)  และองค์ประกอบภายใน (เจตนาตามมาตรา 59  วรรคสอง  และวรรคสาม) นั่นคือ  นายแดงรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด  รวมทั้งยังประสงค์ต่อผลในการกระทำนั้นด้วย  (ผลคือความตายของผู้ที่นายแดงลงมือยิง)

ดังนั้น  เมื่อนายขาวผู้ที่นายแดงลงมือยิงได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่  จึงเป็นการกระทำที่ได้ลงมือกระทำไปตลอดแล้ว  แต่การกระทำไม่บรรลุผลตามมาตรา  80

แต่นายแดงไม่ต้องรับผิดฐานพยายามฆ่านายขาวในฐานะที่เป็นบุพการี  เพราะนายแดงไม่รู้ว่าผู้ที่ถูกยิงเป็นบุพการี  ทั้งนี้ตามมาตรา  62 วรรคท้าย  วางหลักไว้ว่า  การจะให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น

โดยอาศัยข้อเท็จจริงใดบุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น  เมื่อนายแดงไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าตนกำลังทำต่อบุพการี  จึงจะให้นายแดงรับโทษหนักขึ้นไม่ได้  นายแดงจึงต้องรับผิดในฐานพยายามฆ่าบุคคลธรรมดาโดยสำคัญผิด  ตามมาตรา  59  ประกอบกับมาตรา  61 มาตรา  62 วรรคท้าย  และมาตรา  80

ความรับผิดของนายแดงต่อนางเขียว

ตามข้อเท็จจริง  นางเขียวเป็นบุคคลที่นายแดงไม่ได้ต้องการให้เกิดผลใดๆ  จากการกระทำของตน  แต่อย่างไรก็ตาม  นายแดงก็ยังต้องรับผิดต่อนางเขียวในความผิดที่กระทำโดยพลาด  นั่นคือ  นายแดงเจตนากระทำต่อบุคคลหนึ่ง  แต่เมื่อผลของการกระทำในครั้งนั้นไปเกิดแก่บุคคลอีกคนหนึ่งด้วย  มาตรา  60  จึงให้ถือว่านายแดงมีเจตนาต่อผู้ได้รับผลร้ายด้วย  ดังนั้น  เมื่อนายแดงมีเจตนาฆ่าตั้งแต่ต้น  เจตนาที่โอนมายังนางเขียวคือเจตนาฆ่าเช่นเดียวกัน  แต่ข้อเท็จจริงนางเขียวได้รับบาดเจ็บที่ขาขวาเท่านั้น  แต่นายแดงไม่ต้องรับผิดฐานพยายามฆ่าบุพการี  โดยพลาดเพราะมาตรา  60  ตอนท้าย  วางหลักว่า  ไม่ให้ลงโทษผู้กระทำหนักขึ้น  เพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำ  (นายแดง)  กับผู้ได้รับผลร้าย  (นางเขียวซึ่งเป็นมารดา)  นายแดงจึงต้องรับผิดต่อนางเขียวเพียงฐานพยายามฆ่าบุคคลธรรมดาโดยพลาดตามมาตรา  60  ประกอบกับมาตรา  80

สรุป  นายแดงรับผิดฐานพยายามฆ่านายขาวโดยสำคัญผิดและรับผิดฐานพยายามฆ่านางเขียวโดยพลาด

 

ข้อ  3  นายไม่ดีพูดจาเสียดสีและต่อยหน้านางสาวสวย  1  ที  จนนางสาวสวยล้มลงแล้ววิ่งหนีไป  นางสาวสวยวิ่งตามไปจนทัน  นางสาวสวยชักมีดพกออกมาแทงนายไม่ดีถูกที่แขนขวา  นายไม่ดีหันไปเห็นนายหล่อกำลังจะปิดบ้านจึงเปิดประตูบ้านเพื่อจะเข้าไปซ่อนตัว  แต่นายหล่อไม่ยอม  นายไม่ดีจึงผลักนายหล่อหัวกระแทกประตูได้รับบาดเจ็บ  นายหล่อฮึดสู้จึงต่อยนายไม่ดีปากแตกได้รับบาดเจ็บเช่นกัน  จงวินิจฉัยความผิดทางอาญาของนายไม่ดี  นางสาวสวย  และนายหล่อ

ธงคำตอบ

มาตรา  59  วรรคแรก  วรรคสอง  และวรรคสาม  บุคคลจะรับผิดในทางอาญา  ก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา  เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท  ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท  หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

กระทำโดยเจตนา  ได้แก่  กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ  และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริง  อันเป็นองค์ประกอบของความผิด  จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้

มาตรา  67  ผู้ใดกระทำผิดด้วยความจำเป็น

(2)  เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้เมื่อ

ภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน

ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว  ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

มาตรา  68  ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย  และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง  ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุการกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย  ผู้นั้นไม่มีความผิด

มาตรา  72  ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม  จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น  ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

วินิจฉัย

ความรับผิดของนายไม่ดี

นายไม่ดีต่อยหน้านางสาวสวยโดยเจตนาทำร้ายร่างกาย  จึงต้องรับผิดต่อนางสาวสวยฐานทำร้ายร่างกาย  ตามมาตรา  59  วรรคแรก  วรรคสอง  และวรรคสาม

นายไม่ดีทำร้ายร่างกายนายหล่อเจ้าของบ้านได้รับบาดเจ็บ  เพราะจะเข้าบ้านเพื่อซ่อนตัวนั้น  นายไม่ดีมีเจตนาทำร้ายร่างกายนายหล่อแล้วโดยเป็นเจตนาประสงค์ต่อผล  โดยต้องรับผิดทางอาญาฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามมาตรา  59  วรรคแรก  วรรคสอง  และวรรคสาม  โดยไม่สามารถอ้างเหตุจำเป็นตามมาตรา  67 (2) เพื่อมายกเว้นโทษของตนได้  เพราะภยันตรายที่นายไม่ดีจะหลีกเลี่ยงนั้นเป็นภยันตรายที่นายไม่ดีก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตนเอง

ดังนั้น  นายไม่ดีต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกายนางสาวสวยโดยเจตนา  และรับผิดฐานทำร้ายร่างกายนายหล่อโดยเจตนา  โดยไม่อาจอ้างเหตุจำเป็นเพื่อยกเว้นโทษได้

ความรับผิดของนางสาวสวย

นางสาวสวยใช้มีดแทงถูกแขนของนายไม่ดี  โดยเจตนาทำร้ายร่างกายนายไม่ดี  โดยเป็นเจตนาประสงค์ต่อผล  นางสาวสวยจึงต้องรับผิดตามมาตรา  59  วรรคแรก  วรรคสอง  และวรรคสาม  แต่ทั้งนี้  นางสาวสวยได้กระทำลงไปเพราะความโกรธเนื่องจากถูกนายไม่ดีข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม  จึงได้กระทำความผิดต่อผู้ที่ข่มเหงตนไปในขณะนั้น  (ขณะที่ยังมีความโกรธอยู่)  จากข้อเท็จจริง นางสาวสวยได้วิ่งไล่ติดตามไปทันทีในขณะที่ยังมีความโกรธอยู่  จึงสามารถนำเหตุบันดาลโทสะซึ่งเป็นเหตุลดโทษมาอ้างเพื่อให้ตนได้รับโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา  72

ดังนั้น  นางสาวสวยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายนายไม่ดี  แต่สามารถอ้างเหตุบันดาลโทสะเพื่อลดโทษได้

ความรับผิดของนายหล่อ

นายหล่อมีเจตนาทำร้ายร่างกายนายไม่ดี  โดยการต่อยนายไม่ดีจนปากแตกได้รับบาดเจ็บถือว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผลแล้ว  แต่การที่นายหล่อกระทำลงไปนั้นเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองจากภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายของนายไม่ดี  นอกจากนี้นายหล่อยังได้กระทำไปพอสมควรแก่เหตุ  นายหล่อจึงสามารถอ้างว่าเป็นการป้องกันซึ่งเป็นเหตุยกเว้นความผิดมายกเว้นความผิดในฐานทำร้ายร่างกายนายไม่ดีได้  ตามมาตรา  68

ดังนั้น  นายหล่อไม่มีความผิดทางอาญา  เพราะสามารถอ้างป้องกันเพื่อยกเว้นความผิดฐานเจตนาทำร้ายร่างกายนายไม่ดีได้

สรุป  นายไม่ดีรับผิดฐานเจตนาทำร้ายร่างกายนางสาวสวย  และฐานเจตนทำร้ายร่างกายนายหล่อ  นางสาวสวยรับผิดฐานเจตนาทำร้ายร่างกายนายไม่ดี  แต่อ้างบันดาลโทสะเพื่อลดโทษได้  นายหล่อไม่มีความผิด  เพราะอ้างป้องกันเพื่อยกเว้นความผิดฐานเจตนาทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้

 

ข้อ  4  นายมาเฟียเป็นศัตรูกับนายเจ้าพ่อ  นายมาเฟียจึงจ้างมือปืนไปฆ่านายเจ้าพ่อ  นายมือปืนได้สมคบกับนายลูกปืนจะไปฆ่านายเจ้าพ่อโดยแบ่งหน้าที่กันทำ  คือ นายมือปืนจะเป็นคนยิง  นายลูกปืนจะเป็นคนดูต้นทางให้  ระหว่างที่รอนายเจ้าพ่อ  นายระเบิดเดินผ่านมา  นายลูกปืนซึ่งดูต้นทางอยู่รู้จักกันดีกับนายระเบิด  จึงเล่าให้นายระเบิดฟัง  และให้ช่วยดูต้นทางอีกคน  นายระเบิดตกลงโดยที่นายมือปืนไม่ได้ล่วงรู้ถึงการดูต้นทางของนายระเบิดเลย  ระหว่างนั้นมีคนจะเดินไปตรงที่นายมือปืนดักซุ่มรอนายเจ้าพ่ออยู่  นายระเบิดได้บอกให้คนที่จะเดินผ่านไปว่าให้ไปทางอื่นเสีย  เพราะข้างหน้าถนนไม่ดี  หลังจากนั้นนายเจ้าพ่อก็เดินมาถึงที่เกิดเหตุ  นายมือปืนจึงยิงนายเจ้าพ่อถึงแก่ความตาย  จงวินิจฉัยความรับผิดของนายมาเฟีย  นายลูกปืน  และนายระเบิด

ธงคำตอบ

มาตรา  83  ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป  ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ  ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  84  ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้  บังคับ  ขู่เข็ญ  จ้าง  วานหรือยุยงส่งเสริม  หรือด้วยวิธีอื่นใด  ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด

ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น  ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ  ถ้าความผิดมิได้กระทำลงไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ  ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด  ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  86  ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ  อันเป็นการช่วยเหลือ  หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อน  หรือขณะกระทำความผิด  แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม  ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด  ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น

วินิจฉัย

ความผิดของนายมาเฟีย

นายมาเฟียจ้างให้นายมือปืนฆ่าศัตรูของตน  ถือเป็นการ  ก่อ  ให้ผู้อื่นกระทำความผิด  เมื่อนายมือปืนผู้รับจ้างได้ลงมือฆ่านายเจ้าพ่อไปแล้ว  นายมาเฟียจึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้  และต้องรับโทษเสมือนตัวการตามมาตรา  84  ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ความผิดของนายลูกปืน

นายลูกปืนได้แบ่งหน้าที่กันกับนายมือปืนผู้ลงมือ  โดยรับหน้าที่ดูต้นทางให้กับผู้ลงมือ  ถือว่านายลูกปืนมีการกระทำและมีเจตนาร่วมกันกับนายมือปืนผู้ลงมือแล้วจึงมีคุณสมบัติที่จะเป็นตัวการในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา  83

ความผิดของนายระเบิด

นายระเบิดดูต้นทางให้นายมือปืนโดยที่นายมือปืนไม่ได้ล่วงรู้ถึงการดังกล่าว  ย่อมถือไม่ได้ว่ามีการกระทำร่วมกันและมีเจตนาร่วมกัน  เพราะแต่ละคนไม่ได้รับรู้ถึงการกระทำของกันและกัน  นายระเบิดจึงไม่ได้เป็นตัวการในความผิดฐานดังกล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม  นายระเบิดได้กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกในการที่นายมือปืนได้กระทำความผิด  โดยเป็นการให้ความสะดวก  ก่อน  ที่นายมือปืนจะกระทำความผิดด้วยการบอกให้คนที่เดินผ่านไปทางนั้นให้เดินไปทางอื่นเสีย  ถึงแม้ตัวผู้ลงมือคือ  นายมือปืนจะไม่ได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม  นายระเบิดมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนโดยความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา  86

สรุป  นายมาเฟีย  เป็นผู้ใช้    นายลูกปืน  เป็นตัวการ  นายระเบิด  เป็นผู้สนับสนุน

Advertisement