การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 2006 กฎหมายอาญา 1

Advertisement

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายเต้ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้  ในขณะที่ฝนตกถนนลื่น  ช่วงที่นายเต้เลี้ยวตรงถนนนั้นเอง  นายยิ้มซึ่งหาบตะโก้ขายกำลังเดินข้ามถนนจะพ้นแล้ว  นายเต้จึงเบรกทันที  แต่รถก็ได้ลื่นไถลไปชนหาบตะโก้ของนายยิ้มเสียหาย  โดยที่นายยิ้มไม่ได้เป็นอะไรเลย  จงวินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของนายเต้

Advertisement

ธงคำตอบ

มาตรา  59  วรรคแรก  วรรคสอง  และวรรคสี่  บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา  เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท  หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิด  แม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

Advertisement

กระทำโดยเจตนา  ได้แก่  กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ  และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

กระทำโดยประมาท  ได้แก่  กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา  แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง  ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์  และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้  แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

Advertisement

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  นายเต้มิได้มีเจตนาจะกระทำต่อนายยิ้ม  เนื่องจากไม่ได้ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้นกับนายยิ้มตามมาตรา  59  วรรคสอง  แต่อย่างไรก็ตามการขับรถด้วยความเร็วสูงขณะฝนตกถนนลื่นนั้น  เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังตามภาวะและวิสัยของตนขับรถในพฤติการณ์เช่นนั้น  (พฤติการณ์ฝนตกถนนลื่น)  ซึ่งนายเต้อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้  (คือ  ขับรถให้ช้าลงกว่ายามปกติที่ฝนไม่ตก  ไม่ใช่ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด)  แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ตามมาตรา  59  วรรคสี่  การกระทำของนายเต้จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนหาบตะโก้อันเป็นทรัพย์สินของนายยิ้มเสียหาย  แต่เนื่องจากการทำให้เสียทรัพย์ของผู้อื่นโดยระมาทนี้  ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด  นายเต้จึงไม่ต้องรับผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ของนายยิ้ม  ทั้งนี้ตามหลักในมาตรา  59  วรรคแรก  ที่ว่า  บุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาเมื่อได้กระทำโดยประมาทก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท

Advertisement

สรุป  นายเต้ไม่ต้องรับผิดทางอาญาฐานทำให้เสียมรัพย์

 

ข้อ  2  นายแดงต้องการฆ่านายดำ  เมื่อนายขาวบิดาของนายแดงเดินผ่านมา  นายแดงเข้าใจว่าเป็นนายดำ  จึงใช้ปืนยิงไปที่นายขาว กระสุนปืนถูกหัวไหล่ของนายขาวได้รับบาดเจ็บ  นอกจากนี้กระสุนยังเลยไปถูกนายเขียวมารดาของนายแดงได้รับบาดเจ็บที่ขาซ้ายอีกด้วย  จงวินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของนายแดง

ธงคำตอบ

มาตรา  59  วรรคแรก  วรรคสองและวรรคสาม  บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา  เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท  หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิด  แม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

กระทำโดยเจตนา  ได้แก่  กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ  และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริง  อันเป็นองค์ประกอบของความผิด  จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้

มาตรา  60  ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง  แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป  ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น  แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้น  เพราะฐานะของบุคคลหรือเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้าย  มิให้นำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น

มาตรา  61  ผู้ใดเจตนาจะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง  แต่ได้กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิดผู้นั้นจะยกเอาความสำคัญผิดเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาหาได้ไม่

มาตรา  62  วรรคท้าย  บุคคลจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใด  บุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น

มาตรา  80  วรรคแรก  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

วินิจฉัย

ความรับผิดของนายแดงต่อนายขาว

จากข้อเท็จจริง  แม้นายแดงจะต้องการฆ่านายขาว  แต่เพราะความเข้าใจผิดว่านายขาวเป็นนายดำ  และได้ลงมือกระทำต่อนายขาวไปแล้ว นายแดงจะยกเอาความสำคัญผิดในตัวบุคคลมาเป็นข้อแก้ตัวว่า  ไม่มีเจตนากระทำต่อนายขาวผู้ถูกกระทำไม่ได้  เหตุผลเพราะนายแดงมีการกระทำที่ครบองค์ประกอบของความผิดทั้งองค์ประกอบภายนอก  (ผู้กระทำ  การกระทำ  วัตถุแห่งการกระทำ)  และองค์ประกอบภายใน  (เจตนาตามมาตรา  59  วรรคสอง  และวรรคสาม)  นั่นคือ นายแดงรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด  รวมทั้งยังประสงค์ต่อผลในการกระทำนั้นด้วย  (ผลคือความตายของผู้ที่นายแดงลงมือยิง)  ดังนั้น  เมื่อนายขาวผู้ที่นายแดงลงมือกระทำต่อนายแดงจึงต้องรับผิดเพียงฐานพยายามฆ่าบุคคลธรรมดา  โดยสำคัญผิดตามมาตรา  59  ประกอบกับมาตรา  61  และมาตรา  80  วรรคแรก  ได้รับบาดเจ็บเพียงที่หัวไหล่  แต่ไม่ถึงแก่ความตายจึงเป็นการกระทำที่ได้ลงมือกระทำไปตลอดแล้ว  แต่การกระทำไม่บรรลุผลตามมาตรา  80 แต่นายแดงไม่ต้องรับผิดฐานพยายามฆ่านายขาวในฐานะที่เป็นบุพการี  เพราะนายแดงไม่รู้ว่าผู้ที่ถูกยิงเป็นบุพการี  ทั้งนี้ตามมาตรา  62 วรรคท้ายวางหลักไว้ว่า  การจะให้ผู้กระทำรับโทษหนักขึ้น  โดยอาศัยข้อเท็จจริงใด  บุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น  เมื่อนายแดงไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าตนกำลังทำต่อบุพการี  จึงจะให้นายแดงรับโทษหนักขึ้นไม่ได้

ความรับผิดของนายแดงต่อนางเขียว

ตามข้อเท็จจริง  นางเขียวเป็นบุคคลที่นายแดงไม่ได้ต้องการให้เกิดผลใดๆ  จากการกระทำของตน  แต่อย่างไรก็ตาม  นายแดงก็ยังต้องรับผิดต่อนางเขียวในความผิดที่กระทำโดยพลาด  นั่นคือ  นายแดงเจตนากระทำต่อบุคคลหนึ่ง  แต่เมื่อผลของการกระทำในครั้งนั้นไปเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งด้วย  มาตรา  60  จึงให้ถือว่านายแดงมีเจตนาต่อผู้ได้รับผลร้ายด้วย  ดังนั้น  เมื่อนายแดงมีเจตนาฆ่าตั้งแต่ต้น  เจตนาที่โอนมายังนางเขียว  คือ  เจตนาฆ่าเช่นเดียวกัน  แต่จากข้อเท็จจริงนางเขียวได้รับบาดเจ็บที่ขาซ้ายเท่านั้น  ไม่ถึงแก่ความตาย  นายแดงจึงต้องรับผิดต่อนางเขียวฐานพยายามฆ่าบุคคลธรรมดาโดยพลาดตามมาตรา  60  ประกอบกับมาตรา  80  วรรคแรก  แต่นายแดงไม่ต้องรับผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีโดยพลาด  เพราะมาตรา  60  ตอนท้าย  วางหลักว่า  ไม่ให้ลงโทษผู้กระทำหนักขึ้น  เพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำ  (นายแดง)  กับผู้ได้รับผลร้าย  (นางเขียวซึ่งเป็นมารดา)

สรุป  นายแดงรับผิดฐานพยายามฆ่านายขาวโดยสำคัญผิดและรับผิดฐานพยายามฆ่านางเขียวโดยพลาด

 

ข้อ  3  วันรบนำระเบิดไปวางไว้ที่บ้านของสมเดช  ซึ่งมีภริยาและลูกอยู่ในบ้าน  วันรบบอกให้สมเดชใช้มีดแทงสามารถให้ตาย  หากไม่แทงจะระเบิดบ้านสมเดช  สมเดชกลัวว่าภริยาและลูกจะได้รับอันตราย  จึงชัดมีดแทงไปที่สามารถในระยะกระชั้นชิด  สามารถเห็นเข้าพอดีจึงหลบทัน  ขณะสมเดชแทงซ้ำสามารถได้ใช้อาวุธปืนไม่มีทะเบียนที่บันลือฝากไว้ยิงสวนถูกสมเดชได้รับบาดเจ็บ  ดังนี้  วันรบ  สมเดช  และสามารถ  ต้องรับผิดและรับโทษทางอาญาอย่างไรหรือไม่  และศาลจะสั่งริบอาวุธปืนที่สามารถใช้ยิงสมเดชได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  32  ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า  ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด  ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่

มาตรา  59  วรรคแรก และวรรคสอง  บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา 

กระทำโดยเจตนา  ได้แก่  กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ  และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

มาตรา  67  ผู้ใดกระทำผิดด้วยความจำเป็น

(1) เพราะอยู่ในที่บังคับ  หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้

ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว  ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

มาตรา  68  ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย  และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง  ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุการกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย  ผู้นั้นไม่มีความผิด

มาตรา  80  วรรคแรก  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

มาตรา  84  ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้  บังคับ  ขู่เข็ญ  จ้าง  วานหรือยุยงส่งเสริม  หรือด้วยวิธีอื่นใด  ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด

ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น  ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ

วินิจฉัย

ความรับผิดของสมเดช

จากข้อเท็จจริง  สมเดชใช้มีดแทงสามารถ  สมเดชได้กระทำไปโดยรู้สำนึกในการกระทำ  ขณะเดียวกันก็ประสงค์ต่อผล  คือ  ความตายของสามารถ  การกระทำของสมเดชจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาตามมาตรา  59  วรรคสอง  เมื่อได้ลงมือกระทำไปตลอดแล้ว  แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะสามารถหลบทัน  จึงไม่ถึงแก่ความตาย  สมเดชต้องรับผิดฐานพยายามกระทำความผิด  ตามมาตรา  59  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  80  วรรคแรก  แต่อย่างไรก็ดีสมเดชไม่ต้องรับโทษในความผิดที่ได้พยายามนั้น  เพราะขณะกระทำสมเดชอยู่ภายใต้อำนาจบังคับของวันรบ  โดยที่สมเดชไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้  นอกจากการกระทำความผิดตามที่ถูกบังคับนั้น  กล่าวคือ  ถ้าสมเดชขัดขืนไม่แทงสามารถตามคำขู่ของวันรบแล้ว  วันรบอาจระเบิดบ้านสมเดช  ภริยาและลุกอาจจะได้รับอันตราย  ทั้งการกระทำของสมเดชก็ไม่เกินสมควรแก่เหตุ  ดังนั้น  สมเดชจึงกระทำความผิดด้วยความจำเป็นตามมาตรา  67(1)  สมเดชมีความผิด  แต่ไม่ต้องรับโทษ

ความรับผิดของสามารถ

จากข้อเท็จจริง  การกระทำของสามารถที่ได้ใช้อาวุธปืนไม่มีทะเบียนยิงสวนถูกสมเดชได้รับบาดเจ็บ  สามารถได้กระทำต่อสมเดชโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและขณะเดียวกันประสงค์ต่อผล  สามารถได้กระทำต่อสมเดชโดยเจตนาตามมาตรา  59  วรรคสอง แต่สามารถกระทำไปเพื่อให้ตนพ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่สมเดชก่อขึ้น  และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง  สามารถจำต้องป้องกันสิทธิของตนเอง 

และได้กระทำไปพอสมควรแก่เหตุ  การกระทำของสามารถเป็นการกระทำป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย  สามารถไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าสมเดชตามมาตรา  68

แต่อย่างไรก็ตาม  แม้สามารถจะไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าสมเดชเพราะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม  แต่อาวุธปืนที่ใช้ยิงไม่มีทะเบียนเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า  ผู้ใดมีไว้เป็นความผิดให้ริบทั้งสิ้น  ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่  ศาลจึงสั่งริบอาวุธปืนนั้นได้ตามมาตรา  32  เทียบฎีกาที่  570/2521  และฎีกาที่  111/2504  (ประชุมใหญ่)

ความรับผิดของวันรบ

จากข้อเท็จจริง

การที่วันรบได้นำระเบิดไปวางไว้ที่บ้านของสมเดช  เพื่อให้สมเดชใช้มีดแทงสามารถ  อันถือว่าวันรบมีเจตนาก่อให้สมเดชกระทำความผิดด้วยวิธีบังคับตามมาตรา  84  วรรคแรก  และคามผิดได้กระทำลงโดยเจตนาตามที่ก่อไว้นั้น  วันรบต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้และรับโทษเสมือนตัวการตามมาตรา  84  วรรคสอง

สรุป 

1       สมเดช  มีความผิดฐานพยายามกระทำความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ

2       สามรถ  กระทำการเพื่อป้องกันตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย  ไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่า  และศาลสามารถสั่งริบอาวุธปืนได้

3       วันรบ  เป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดและรับโทษเสมือนตัวการ

 

ข้อ  4  เฮง  อยู่ที่ฮ่องกงทราบว่าที่เมืองทองธานี  ประเทศไทยมีงานแสดงโชว์เครื่องเพชร  เฮงต้องการเพชร  เมื่อเจซิงชาวปากีสถานมาหาเฮง  เฮงได้พูดหว่านล้อมเจซิง  จนเจซิงตกลงใจไปลักเครื่องเพชรในงานดังกล่าว  เจซิงได้ชวนอุสมานซึ่งเป็นเพื่อนกันไปด้วย  ขณะเดียวกันเจซิงได้โทรศัพท์ถึงสมคาดที่อยู่ในประเทศไทยให้ทราบถึงความประสงค์ของตน  สมคาดจึงเขียนแผนที่ตั้งของร้านทางเข้าออกพร้อมถ่ายรูปส่งให้เจซิง  เจซิงและอุสมานเข้ามาที่ประเทศไทย  และเข้าไปในงานแสดงโชว์เครื่องเพชรตามแผนที่และรูปถ่ายที่สมคาดส่งมาให้  อุสมานทำทีเข้าไปขอซื้อเพชร  เจ้าของร้านเพชรได้วางกระเป๋าที่มีเพชรราคา  50  ล้านอยู่ข้างในไว้ด้านล่าง  เจซิงเดินอ้อมเข้าด้านหลังแล้วเอากระเป๋าที่มีเพชรอยู่ข้างในไป  อุสมานเห็นเจซิงเอากระเป๋าไปแล้วจึงเดินตามไปห่างๆ  ดังนี้  เฮง  อุสมาน  และสมคาด  ต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำของเจซิงอย่างไร  และศาลไทยจะลงโทษเฮง  เจซิง  และอุสมานในราชอาณาจักรไทยได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  4  วรรคแรก  ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักร  ต้องรับโทษตามกฎหมาย

มาตรา  6  ความผิดใดที่ได้กระทำในราชอาณาจักร  หรือที่ประมวลกฎหมายนี้ถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร  แม้การกระทำของผู้เป็นตัวการด้วยกัน  ของผู้สนับสนุนหรือของผู้ใช้ให้กระทำความผิดนั้นจะได้กระทำนอกราชอาณาจักร  ก็ให้ถือว่าตัวการ  ผู้สนับสนุน  หรือผู้ใช้ให้กระทำได้กระทำในราชอาณาจักร

มาตรา  59  วรรคแรก และวรรคสอง  บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา 

กระทำโดยเจตนา  ได้แก่  กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ  และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

มาตรา  83  ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป  ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ  ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

 มาตรา  84  ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้  บังคับ  ขู่เข็ญ  จ้าง  วานหรือยุยงส่งเสริม  หรือด้วยวิธีอื่นใด  ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด

ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น  ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ  ถ้าความผิดมิได้กระทำลงไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ  ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด  ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  86  ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ  อันเป็นการช่วยเหลือ  หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อน  หรือขณะกระทำความผิด  แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม  ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด  ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่เจซิงตกลงใจไปลักเครื่องเพชรตามที่เฮงหว่านล้อม  ขณะที่อุสมานทำทีเข้าไปขอซื้อเพชร  เจซิงเดินอ้อมไปด้านหลังแล้วเอากระเป๋าที่มีเพชรอยู่ข้างในไป  จะเห็นได้ว่า  เจซิงมีเจตนาลักกระเป๋าใส่เครื่องเพชรนั้น  เพราะได้กระทำการลักทรัพย์โดยรู้สำนึกในการที่กระทำ  คือ  รู้ว่าเป็นทรัพย์ของผู้อื่นและในขณะเดียวกันเจซิงก็ประสงค์ต่อผล  คือ  กระเป๋าที่ใส่เครื่องเพชรตามมาตรา  59  วรรคสอง  ดังนั้นจึงต้องรับผิดทางอาญาตามมาตรา  59  วรรคแรก

การกระทำของอุสมาน  ในขณะเกิดเหตุอุสมานทำทีไปขอซื้อเพชร  เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้เจซิงลักทรัพย์อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ  เมื่ออุสมานอยู่ในที่เกิดเหตุในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือเจซิงผู้กระทำความผิดทุกเมื่อ  กรณีจึงถือว่าอุสมานได้ร่วมกระทำความผิดกับเจซิงตามที่ได้ตกลงหรือคบคิดกัน  อุสมานเป็นตัวการร่วมต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติตามมาตรา  83

เจซิงและอุสมานได้ร่วมกันกระทำความผิดในราชอาณาจักร  ต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติตามมาตรา  4  วรรคแรก  ศาลไทยสามารถลงโทษทั้งสองในราชอาณาจักรไทยได้

การกระทำของเฮง  การที่เฮงหว่านล้อมเจซิงให้ไปลักเครื่องเพชร  กรณีถือว่าเฮงมีเจตนาก่อให้เจซิงกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริมหรือด้วยวิธีอื่นใด  โดยที่เจซิงมิได้มีเจตนาจะกระทำความผิดอยู่ก่อน  เฮงจึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามมาตรา  84 วรรคแรก  เมื่อเจซิงได้กระทำความผิดตามที่ได้ก่อแล้ว  เฮงจึงต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการตามมาตรา  84  วรรคสอง  แม้การกระทำของเฮงผู้ใช้จะได้กระทำนอกราชอาณาจักร  แต่เมื่อความผิดได้กระทำขึ้นในราชอาณาจักร  ศาลไทยก็มีอำนาจลงโทษเฮงได้ตามมาตรา  6 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวให้ถือว่าผู้ใช้ให้กระทำผิดได้กระทำในราชอาณาจักรไทย

การกระทำของสมคาด  การที่สมคาดได้เขียนแผนที่ตั้งของร้าน  ทางเข้าออกพร้อมถ่ายรูปส่งให้เจซิง  กรณีนี้ถือว่าสมคาดได้ให้การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่เจซิงกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด  สมคาดจึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา  86

สรุป

เฮงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดและรับโทษเสมือนตัวการ

อุสมานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด

สมคาดต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด

และศาลไทยสามารถลงโทษเจซิง  เฮง  อุสมานในราชอาณาจักรไทยได้

Advertisement