LAW2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2551

Advertisement

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ  ข้อละ  25  คะแนน

ข้อ  1  นายเอก  ได้กู้เงินจากนายข้อง  100,000  บาท  โดยนายเอกได้เขียนข้อความลงในกระดาษด้วยลายมือตนเองว่า  ข้าพเจ้านายเอก  ได้ยืมเงิน  100,000  บาท  ไปจากนายข้อง  เมื่อวันที่  10  มกราคม  2548  แล้วนายเอกลงลายมือชื่อในกระดาษนั้นมอบกระดาษนั้นแก่นายข้อง  นายข้องมอบเงินแก่นายเอกไป  โดยกล่าวด้วยว่า  ช่วงที่ยืมไปนี้ไม่คิดดอกเบี้ย  เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนกัน  เวลาผ่านไปนานหลายปี  นายข้องเห็นว่า  นายเอกยังไม่ได้ชำระเงินดังกล่าวคืนแก่ตน  นายข้องจึงมาปรึกษานักศึกษาว่า  จะทำอย่างไรจึงจะได้รับเงินต้นพร้อมอัตราดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดจากนายเอก  จึงให้นักศึกษาแนะนำนายข้องว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง  จึงจะเป็นไปตามที่นายข้องต้องการ

Advertisement

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  7  ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง  ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

มาตรา  203  วรรคแรก  ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้มิได้กำหนดลงไว้  หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้  ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน  และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน

มาตรา  204  วรรคแรก ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว  และภายหลังแต่นั้น  เจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว  ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้  ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

มาตรา  224  วรรคแรก  หนี้เงินนั้น  ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี  ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น  โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย  ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายเอกได้เขียนข้อความลงในกระดาษด้วยลายมือตนเองว่า  ข้าพเจ้านายเอก  ได้ยืมเงิน  100,000  บาท  ไปจากนายข้อง  เมื่อวันที่  10  มกราคม  2548  แล้วนายเอกลงลายมือชื่อในกระดาษนั้น  เห็นได้ชัดว่าข้อความในกระดาษซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แต่อย่างใด  ทั้งตามพฤติการณ์ก็ไม่ปรากฏว่านายเอกกับนายข้องได้ตกลงกันในเรื่องนี้ไว้ด้วย  กรณีจึงเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา  203  วรรคแรกที่ว่า  ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้มิได้กำหนดลงไว้  หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้  เช่นนี้  นายข้องเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกให้นายเอกลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลัน  และถือได้ว่าหนี้เงินกู้รายนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว  (ฎ. 917/2539)

สำหรับดอกเบี้ยนั้น  โดยหลักแล้วนายข้องจะคิดดอกเบี้ยจากหนี้เงินกู้ยืมหาได้ไม่  เพราะนายข้องและนายเอกไม่มีเจตนาจะเรียกดอกเบี้ยแก่กัน  กรณีจึงไม่ต้องบทบัญญัติมาตรา  7  ที่ว่า  ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน  ซึ่งหมายความเฉพาะกรณีที่คู่สัญญาตกลงกันหรือมีเจตนาที่จะเรียกดอกเบี้ยจากกัน  แต่มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เท่านั้น  นายข้องจึงเรียกดอกเบี้ยเงินกู้จากนายเอกในอัตราร้อยละ  7.5 ต่อปีตามมาตรา  7  ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม  หากนายข้องต้องการได้ดอกเบี้ย  นายข้องจะต้องให้คำเตือนนายเอกลูกหนี้ด้วยการทวงถามให้นายเอกชำระหนี้เงินกู้  100,000  บาท  หากนายเอกไม่ชำระหนี้หลังจากนายข้องเตือนแล้ว  นายเอกก็จะตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีตามมาตรา  204  วรรคแรก  เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้และหนี้นั้นเป็นหนี้เงิน  นายข้องย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างที่นายเอกผิดนัดร้อยละ  7.5  ต่อปีได้ตามมาตรา  224  วรรคแรก

ดังนั้น  ในกรณีนี้ข้าพเจ้าจะให้คำแนะนำแก่นายข้องว่า  นายข้องมีสิทธิเรียกเงินต้น  100,000  บาท  คืนได้ทันที  เพราะถือว่าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วตามมาตรา  203  วรรคแรก  ส่วนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดนั้น  นายข้องจะเรียกได้ก็ต่อเมื่อนายข้องได้เตือนให้นายเอกชำระหนี้แล้ว  เมื่อนายเอกไม่ชำระหนี้ตามคำเตือนก็จะตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา  204  วรรคแรก  นายข้องก็จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ  7.5  ต่อปี  ตามมาตรา  224  วรรคแรก  ส่วนดอกเบี้ยก่อนหน้าที่นายเอกจะผิดนัด  นายข้องไม่สามารถเรียกให้นายเอกชำระได้  เพราะคู่สัญญาไม่มีเจตนาจะเรียกดอกเบี้ยแก่กันเลย

สรุป  ข้าพเจ้าจะให้คำแนะนำแก่นายข้องดังกล่าวข้างต้น

Advertisement