LAW1003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมสัญญา S/2550

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา 2550

ข้อสอบกระบวนวิชา LW 203 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1  นิติกรรมที่กฎหมายบังคับว่า  จะต้องทำเป็นหนังสือแตกต่างจากนิติกรรมที่จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างไร  ให้อธิบายและยกตัวอย่างประกอบ

Advertisement

ธงคำตอบ

มาตรา  152  การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้การนั้นเป็นโมฆะ

อธิบาย  นิติกรรมที่กฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือนั้นคือ  นิติกรรมที่กฎหมายบังคับไว้ให้ทำในลักษณะของแบบบังคับนั้นเองและหากเป็นแบบบังคับแล้ว  ผลตามกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  152  คือ  ถ้าผู้ทำนิติกรรมมิได้ทำตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้นั้น  นิติกรรมนั้นก็จะตกเป็นโมฆะ

นิติกรรมที่ต้องทำเป็นหนังสือ  หมายถึง  นิติกรรมที่ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร  โดยลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย  จะมีเพียงหลักฐานเป็นหนังสือไม่ได้  ทั้งนี้การทำเป็นหนังสือที่ต้องลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายนี้  ไม่มีบทบัญญัติใดระบุว่าคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายจะต้องลงชื่อในวันทำสัญญานั้น

ตัวอย่างเช่น  สัญญาเช่าซื้อ  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  572  วรรคสอง  ที่กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ  หมายถึงว่าเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อจะต้องลงลายมมือชื่อในหนังสือสัญญาเช่าซื้อด้วยกันทั้งสองฝ่าย  สัญญาเช่าซื้อจึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย  ดังนั้นหากสัญญาเช่าซื้อใดตกลงด้วยวาจา  หรือในกรณีที่มีการทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อ  แต่ผู้ให้เช่าซื้อหรือผู้เช่าซื้อแต่เพียงฝ่ายเดียวลงลายมือชื่อในสัญญา  ถือได้ว่ามิได้ทำตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้  ตามมาตรา  572  วรรคสอง  สัญญาเช่าซื้อดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ

สำหรับลักษณะของการทำหลักฐานเป็นหนังสือนั้นคือ  การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร  มีข้อความทุกอย่างของนิติกรรมประเภทนั้นครบถ้วน  มีลายมือชื่อของคู่สัญญาฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ  ทั้งหมดนี้ไม่จำต้องมีหรือได้ทำขึ้นในขณะที่ทำนิติกรรม

นิติกรรมที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น  เป็นเพียงนิติกรรมที่กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อใช้ในการฟ้องร้องและต้องมีลายมือชื่อของผู้รับผิด  แม้นิติกรรมนั้นกฎหมายจะกำหนดให้ต้องมีหลักฐาน  แม้จะไม่มีหลักฐานในขณะทำนิติกรรม  นิติกรรมนั้นก็เป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการเพียงแต่คู่กรณีจะฟ้องกันโดยที่ไม่มีหลักฐานนั้นไม่ได้

ตัวอย่างเช่น  สัญญากู้ยืมเงิน  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  653  วรรคแรก  ที่กำหนดว่าการกู้ยืมเงินเกินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น  ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ  จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่  แสดงให้เห็นชัดอยู่ในตัวว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับว่าต้องทำสัญญากู้ยืมเป็นหนังสือ  เหมือนเช่นสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวข้าง  ต้นแต่อย่างใด  เพียงแต่หากประสงค์จะฟ้องร้องบังคับคดีในชั้นศาล  คู่สัญญาจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ  จึงจะฟ้องร้องกันได้  ดังนั้นในขณะทำสัญญากู้ยืมเงินกัน  เมื่อมีการส่งมอบเงินที่ยืมให้ผู้กู้ยืมแล้ว  สัญญากู้ยืมเงินย่อมสมบูรณ์ตามกฎหมาย  แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม  และทั้งนี้หลังจากรับมอบเงินแล้ว  คู่สัญญาจะทำสัญญากู้ยืมเงินกันในภายหลังเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องก็ได้

อย่างไรก็ดีข้อแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ  นิติกรรมที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น  ต้องมีลายมือชื่อของฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญเท่านั้น  แม้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะมิได้ลงลายมือชื่อ  ก็ไม่ทำให้หลักฐานเป็นหนังสือนั้นเป็นโมฆะ  ตามมาตรา  152  เพราะนิติกรรมที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือมิใช่แบบของนิติกรรมที่กฎหมายบังคับไว้ให้ต้องทำเป็นหนังสือนั่นเอง

Advertisement