HIS1003 อารยธรรมโลก การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา HIS 1003 อารยธรรมโลก

คำสั่ง   ข้อความดังต่อไปนี้ เป็นคำอธิบายอารยธรรมโบราณอารยธรรมใด หากคิดว่าคือ

อารยธรรมอียิปต์ ตอบ 1 เมโสโปเตเมีย ตอบ 2 กรีก ตอบ 3 โรมัน ตอบ 4

Advertisement

1.         เป็นวัฒนธรรมที่ถือกำเนิดในลุ่มแม่นํ้าไนล์

ตอบ 1 หน้า 7,13, (คำบรรยาย) อารยธรรมอียิปต์โบราณ เป็นวัฒนธรรมที่ถือกำเนิดขึ้นในบริเวณที่ราบลุ่ม แม่น้ำไนล์ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศอียิปต์ โดยเฮโรโดตัส (Herodotus) นักประวัตศาสตร์ ชาวกรีกได้กล่าวว่า อียิปต์เป็นของขวัญของแม่นํ้าไนล์” (Egypt is the gift of the Nile) ทั้งนี้ เพราะอียิปต์ได้รับความชุ่มชื้นจากแม่นํ้าไนล์ จึงทำให้อียิปต์กลายเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม และมีความมั่งคั่งจนสามารถสร้างสรรค์อารยธรรมหรือความเจริญ ต่างๆ จนกระทั่งกลายเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลกในยุคโบราณได้

2.         จักรพรรดิพระองค์แรกของจักรวรรดิ ทรงพระนามว่า ออกัสตัส ซีซาร์ (ออคเตเวียน)

ตอบ 4 หน้า 55 การปกครองแบบสาธารณรัฐโรมันสิ้นสุดลงเพราะถูกออคเตเวียนยึดอำนาจ หลังจากนั้น ออคเตเวียนจึงได้สถาปนาพระองค์เป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน ทรงพระนามว่า ออกัสตัส ซีซาร์ (Augustus Caesar) โดยทรงมีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการสูงสุด และทรงเรียก พระองค์เองว่า ปรินเซปส์” หรือประชาชนคนที่หนึ่งของรัฐ สมัยนี้จึงได้ชื่อว่า ปรินซิเปท” หรือยุคต้นของจักรวรรดิโรมัน

3.         พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great) ทรงเข้ายึดครองกรุงบานิโลนในปี 568 ก่อนคริสตกาล

ตอบ 2 หน้า 21, (คำบรรยาย) หลังจากที่พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great) ทรงสถาปนาจักรวรรดิเปอร์เซียขึ้นในดินแดนเปอร์เซียบริเวณทางตะวันออกของเมโสโปเตเมียแล้ว พระองค์ ได้ทรงดำเนินการขยายอาณาจักรออกไปยังบริเวณเอเชียไมเนอร์หรือเอเชียน้อยและซีเรีย แล้วเข้ายึดกรุงบานิโลนในปี 568 ก่อนคริสตกาล และได้ขยายอำนาจมาทางด้านตะวันออก จนถึงอินเดียบริเวณลุ่มแม่นํ้าสินธุได้สำเร็จ

4.         นักโบราณคดีชาวเยอรมันนามว่า Heinrich Schliemann ขุดค้นพบซากเมืองทรอยใน ค.ศ. 1870

ตอบ 3 หน้า 27 เมืองทรอยตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเอเชียไมเนอร์ ซึ่งนับเป็นนครเก่าแก่ของกรีกที่ได้รับอารยธรรมจากครีต โดยในปี ค.ศ. 1870 ไฮน์ริช ชลีมานน์ (Heinrich Schliemann) นักโบราณคดีชาวเยอรมัน ได้ขุดพบซากเมืองทรอยซึ่งสร้างซ้อนทับถมกันอยู่ถึง 9 เมือง นอกจากนี้ยังขุดพบซากปรักหักพังและเครื่องทองที่มีค่า จึงมีการสันนิษฐานกันว่าครั้งหนึ่ง เมืองทรอยเคยเป็นศูนย์กลางการค้าที่มั่งคั่งใบริเวณทะเลเอเจียนด้วย

5.         จักรพรรดิคอนสแตนตินประกาศ Edict of Milan ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ชาวคริสต์

ตอบ 4 หน้า 59205, (คำบรรยาย) ในปี ค.ศ. 313 จักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantine) นับเป็น จักรพรรดิโรมันองค์แรกที่หันมานับถือศาสนาคริสต์ โดยทรงประกาศกฤษฎีกาแห่งเมืองมิลาน (Edict of Milan) เพื่ออนุญาตให้เผยแผ่คริสต์ศาสนาในจักรวรรดิโรมันได้อย่างเสรี โดยให้ เสรีภาพแก่ประชาชนในการนับถือศาสนาคริสต์ และออกกฎหมายห้ามขู่บังคับหรือปราบปราม พวกคริสเตียนอีกต่อไป

6.         เป็นวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดอักษรลิ่ม (Cuneiform)

ตอบ 2 หน้า 17, (คำบรรยาย) สุเมเรียนเป็นชนชาติแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและวางรากฐานทาง อารยธรรมในดินแดนเมโสโปเตเมีย โดยเข้ามาอยู่ในเขตซูเมอร์เมื่อประมาณ 4,000 B.C. ซึ่งความเจริญของชนชาติสุเมเรียนมีหลายด้านดังนี้

1.         เป็นกลุ่มชนที่ประดิษฐ์ตัวอักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) หรือตัวอักษรรูปลิ่มขึ้นเมื่อ ประมาณ 3,500 B.C. โดยใช้ต้นอ้อแห้งหรือเหล็กแหลมกดลงบนแผ่นดินเหนียวแล้วนำ ไปตากแดดให้แห้ง

2.         มีการสร้างสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ด้วยอิฐ ที่เด่นคือ ซิกกูแรต (Ziggurat) ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้าง เพื่อศาสนาที่มีลักษณะคล้ายกับพีระมิด สร้างบนฐานที่ยกสูงจากระดับพื้นดิน ข้างบนทำเป็น วิหารของเทพเจ้า โดยมีบันไดทอดยาวขึ้นไป ฯลฯ

7.         พระเจ้าฮัมมูราบีได้ตราประมวลกฎหมาย ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

ตอบ 2 หน้า 17-18 หลังจากที่พระเจ้าฮัมมูราบี กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของอะมอไรท์จัดตั้งจักรวรรดิ บาบิโลเนียขึ้นในดินแดนเมโสโปเตเมียแล้ว พระองค์ได้โปรดให้ตราประมวลกฎหมายฮัมมูราบี (Code of Hammurabi) ขึ้น ซึ่งจารึกด้วยอักษรคูนิฟอร์ม และมีลักษณะเป็นกฎหมายที่ใช้ หลักการลงโทษแบบสนองตอบ (Lex Talionis) หรือตาต่อตา ฟันต่อฟัน ตามแบบกฎหมาย ของสุเมเรียน นอกจากนี้ยังเป็นประมวลกฎหมายที่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างทางสังคมของ เมโสโปเตเมียว่าประกอบไปด้วย 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นต่ำ

8.         ผู้คนมีความเชื่อว่า เมื่อตายไปแล้วจะต้องไปพิสูจน์ความดีของตนต่อหน้าเทพเจ้าโอซิริส

ตอบ 1 หน้า 11, (HI 102 เลขพิมพ์ 52058 หน้า 17) ชาวอียิปต์โบราณเป็นชนกลุ่มแรกที่มีความเชื่อ ในเรื่องวิญญาณเป็นอมตะ วันพิพากษา และโลกหน้ามีจริง โดยเชื่อว่าโลกหน้าจะเป็นโลกที่ อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเมื่อตายไปแล้วผู้ตายจะต้องพิสูจน์ความดีของตนก่อนไปอยู่โลกหน้า ดังนั้น ผู้ตายมักจะเขียนเรื่องราวแสดงความบริสุทธิ์และความดีของตนลงในหนังสือที่เรียกว่า บันทึกของผู้วายชนม์” (Book of the Dead) เพื่อนำไปแสดงต่อเทพเจ้าโอซิริส ถ้าเขียนอยู่ บนกำแพงพีระมิดเรียกว่า พีระมิดเท็กซ์” ส่วนที่เขียนไว้ตามฝาหีบศพเรียกว่าคอฟฟินเท็กซ์

9.         สถาปัตยกรรมที่เมืองกีซาถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ

ตอบ 1 หน้า 11 – 12, (HI 102 เลขพิมพ์ 52058 หน้า 19 – 20) ชาวอียิปต์โบราณได้รับการยกย่องว่าเป็นนักสร้างถาวรวัตถุผู้ยิ่งใหญของโลกโบราณ ซึ่งผลงานเด่นทางด้านสถาปัตยกรรม ที่ควรกล่าวถึง ได้แก่

1.         พีระมิดยักษ์ที่เมืองกีซา ซึ่งสร้างถวายฟาโรห์คูฟู (Khufu) หรือคีออปส์ (Cheops) ถือว่า เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกโบราณ โดยใช้เวลาสร้างนานถึง 20 ปี

2.         วิหารที่คาร์นัคและลุคซอร์ ซึ่งแสลงให้เห็นถึงอำนาจของฟาโรห์และความยิ่งใหญ่ของชาติ

10.       ผู้คนทำกระดาษจากต้นปาปิรุส

ตอบ 1 (คำบรรยาย) ชาวอียิปต์โบราณได้คิดค้นวิธีทำกระดาษจากต้นกกปาปิรุส โดยการนำเอาต้นกกปาปิรุสมาผ่าออกเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วนำมาวางบนแผ่นหินเรียบและใช้ไม้ตะลุมพื่ทุบ เพีอให้น้ำที่มีลักษณะเหนียวคล้ายกาวไหลออกมา จากนั้นก็ทำให้กระดาษแต่ละแผ่นติดกันยาว โดยใช้แป้งเปียกทา จนเกิดเป็นม้วนกระดาษที่เรียกว่า ปาปิรุส ลอง

Advertisement