LAW3002 (LA 302),(LW 310) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน 2/2551

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3002 (LA 302),(LW 310) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  ชมพู่  น้ำอ้อย  และแอปเปิ้ล  เข้าหุ้นส่วนกันเปิดร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับสตรี  โดยจดทะเบียนภายใต้ชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสี่สาวแพรพรรณ  ต่อมาห้างจะขยายกิจการจึงไปกู้เงินจากธนาคารไทยกสิกร  จำนวนห้าแสนบาท  เมื่อวันที่  2  มกราคม  2547 

ต่อมาวันที่  1  ธันวาคม  2547  น้ำอ้อยมีเรื่องบาดหมางกับหุ้นส่วนอื่นจึงออกจากการเป็นหุ้นส่วน  ชมพู่แหม่ม  และแอปเปิ้ลยังคงเข้าหุ้นส่วนดำเนินการค้าต่อไปโดยไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อห้างเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสามสาวแพรพรรณ  ต่อมาวันที่  2  มกราคม  2548  ธนาคารไทยกสิกรเรียกให้ห้างหุ้นส่วนชำระหนี้เงินกู้  แต่ห้างฯผัดผ่อนเรื่อยมา  

วันที่  3  มกราคม  2550  ธนาคารจึงฟ้องห้างหุ้นส่วนฯ  ชมพู่  แอปเปิ้ล  และน้ำอ้อย  ให้ชำระหนี้จำนวนห้าแสนบาท  น้ำอ้อยต่อสู้ว่า  น้ำอ้อยไม่ต้องรับผิดต่อธนาคารเพราะน้ำอ้อยออกจากการเป็นหุ้นส่วน  ในห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสามสาวแพรพรรณแล้ว  จึงไม่ต้องรับผิด  ดังนี้  ข้อต่อสู้ของน้ำอ้อยรับฟังได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1068  ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนอันเกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากหุ้นส่วนนั้น  ย่อมมีจำกัดเพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน

วินิจฉัย

น้ำอ้อยออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสี่สาวแพรพรรณ  ตั้งแต่  1  ธันวาคม  2547  จึงยังคงต้องร่วมรับผิดในหนี้สินที่ห้างก่อขึ้นตั้งแต่ก่อนตนออกจากหุ้นส่วน  แต่รับผิดไม่เกิน  2  ปี  ตามหลักเกณฑ์ของมาตรา  1068  เมื่อห้างหุ้นส่วนได้กู้ยืมเงินจากธนาคารไทยกสิกร  เมื่อวันที่  2  มกราคม  2547  ก่อนนั้นน้ำอ้อยจะลาออกจากการเป็นหุ้นส่วน  ดังนั้นน้ำอ้อยจึงต้องร่วมรับผิด  แต่รับผิดไม่เกินวันที่  1  ธันวาคม  2549  การที่ธนาคารฟ้องให้น้ำอ้อยร่วมรับผิดใช้หนี้เงินกู้ต่อธนาคารในวันที่  3  มกราคม  2550  จึงเกินกำหนด  2  ปี  นับจากวันที่น้ำอ้อยออกจากการเป็นหุ้นส่วน  น้ำอ้อยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้หนี้แก่ธนาคาร

สรุป  ข้อต่อสู้ของน้ำอ้อยรับฟังได้

ข้อ  2  หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  จะต้องรับผิดไม่จำกัดจำนวนในกรณีใดบ้าง  ให้นักศึกษาอธิบายพร้อมยกตัวอย่างมา  3  กรณี

ธงคำตอบ

โดยหลักแล้ว  หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด  ย่อมจะต้องรับผิดโดยจำกัดจำนวนหาต้องรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนไม่  อย่างไรก็ตามหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดอาจรับผิดอย่างไม่จำกัดจำนวนได้  หากเป็นไปตามกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้  เช่น

1       ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล  ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนไม่ว่าจะตกลงเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  หรือไม่จำกัดความรับผิดก็ต้องรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวน  ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  1079  อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น  ถ้ายังมิได้จดทะเบียนอยู่ตราบใด  ท่านให้ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดย่อมต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัดจำนวนจนกว่าจะได้จดทะเบียน

2       ในกรณีที่หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดยินยอมให้ใช้ชื่อของตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด

มาตรา  1082  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดคนใดยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้าง  ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนดังว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดฉะนั้น

แต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกันเองนั้น  ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเช่นนี้  ท่านให้คงบังคับตามสัญญาหุ้นส่วน

ตัวอย่างเช่น  ศรีเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  ส่วนสมรเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด  จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยใช้ชื่อว่า  ห้างหุ้นส่วนศรีสมร  เช่นนี้หากห้างฯเป็นลูกหนี้  เจ้าหนี้ของห้างฯย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ศรีและสมรรับผิดได้ทันทีโดยไม่จำกัดจำนวน  เพราะศรีใช้ชื่อระคนปนเป็นชื่อห้างนั่นเอง

3  ในกรณีที่หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแสดงให้บุคคลภายนอกทราบว่าตนได้ลงหุ้นไว้มากกว่าจำนวนซึ่งได้จดทะเบียน

มาตรา  1085  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้แสดงด้วยจดหมายหรือใบแจ้งความหรือด้วยวิธีอย่างอื่นให้บุคคลภายนอกทราบว่าตนได้ลงหุ้นไว้มากกว่าจำนวนซึ่งได้จดทะเบียนเพียงใดท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดเท่าถึงจำนวนเพียงนั้น

ตัวอย่างเช่น  เอกเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  ลงหุ้นเพียง  5  หมื่นบาท  แต่มักจะบอกกับผู้มาติดต่อค้าขายกับห้างฯ  ว่าตนได้ลงหุ้นเป็นเงิน  5  ล้านบาท  ดังนี้เอกก็ต้องรับผิดเท่าถึงจำนวน  5  ล้านบาทเป็นต้น

ข้อ  3  เอกเป็นหุ้นส่วนของบริษัทแห่งหนึ่งอยู่จำนวน  50  หุ้น  โดยบริษัทออกใบหุ้นชนิดระบุชื่อให้เอกถือไว้  และยังเรียกเก็บค่าหุ้นไม่ครบ  เอกตกลงขายหุ้นทั้งหมดให้แก่โท  เมื่อตกลงพูดคุยกันเรียบร้อยแล้วเอกบอกว่าจะเป็นผู้แจ้งไปยังบริษัทเอง  ต่อมาเอกมีหนังสือไปที่บริษัทแจ้งให้ทราบว่าตนขายหุ้นแก่โททั้งหมดแล้ว  ขอให้บริษัทเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นในทางทะเบียนเป็นชื่อโท  ดังนี้  การโอนหุ้นระหว่างเอกและโทได้ทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่  และบริษัทจะเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นตามที่เอกร้องขอได้หรือไม่  เพราะเหตุใด  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มาตรา  1129  อันว่าหุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมของบริษัท  เว้นแต่เมื่อเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น 

การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น  ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน  มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้นๆด้วยแล้ว  ท่านว่าเป็นโมฆะ  อนึ่งตราสารอันนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย

การโอนเช่นนี้จะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกไม่ได้  จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น

วินิจฉัย

การโอนหุ้นนั้นโดยหลักแล้ว  ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบริษัท  แต่ถ้าเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น  และบริษัทมีข้อกำหนดการโอนอย่างไรไว้  ก็ให้เป็นไปตามนั้น  มิฉะนั้นการโอนย่อมไม่ชอบ  ตามมาตรา  1129  วรรคแรก

อย่างไรก็ตาม  การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น  จะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย  ไม่ตกเป็นโมฆะจะต้องปฏิบัติตามมาตรา  1129  วรรคสองด้วย  กล่าวคือ 

1       ต้องทำเป็นหนังสือ

2       ลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน

3       มีพยานอย่างน้อย  1  คน  ลงชื่อรับรองลายมือชื่อนั้นๆ

4       ในตราสารการโอนนั้น  ต้องแสดงหมายเลขของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย

กรณีตามอุทาหรณ์  เป็นเรื่องการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น  เมื่อทำการโอนด้วยวาจาไม่ได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน  และมีพยานรับรองลายมือชื่ออย่างน้อย  1  คน  รวมทั้งแถลงหมายเลขหุ้นด้วย  การโอนย่อมถือว่าไม่ได้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ในมาตรา  1129  วรรคสอง  จึงมีผลเป็นโมฆะ  บริษัทจึงไม่สามารถทำการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือหุ้นตามที่เอกเรียกร้องได้

สรุป  การโอนไม่ถูกต้องตามกำหมาย  และบริษัทไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือหุ้นได้