SOC1003 สังคมวิทยาและมนุษยวิทยาเบื้องต้น การสอบไล่ภาค2 ปีการศึกษา 2557

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา SOC 1003 สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเบื้องต้น

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว (ข้อสอบมีทั้งหมด 120 ข้อ)

1. ตามทัศนะของค้องท์ (Comte) การศึกษาเรื่องราวภายในสถาบันทางสังคม คือการศึกษาในข้อใด

Advertisement

(1) สังคมสถิต

(2) การกระทำทางสังคม

(3) สังคมพลวัต

(4) วิวัฒนาการทางสังคม

ตอบ 1 หน้า 18 – 19 ค้องทํ (Comte) ได้แบ่งการศึกษาทางสังคมวิทยาออกเป็น 2 สาขา ได้แก่

1. สังคมสถิต (Social Statics) เป็นการศึกษาโครงสร้าง-หน้าที่และเรื่องราวภายในสังคม คือ ศึกษาส่วนย่อย ได้แก่ สถาบันต่าง ๆ ทางสังคม เช่น สถาบันเศรษฐกิจ สถาบันครอบครัว สถาบันการเมือง สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา ฯลฯ

2. สังคมพลวัต (Social Dynamics) เป็นการศึกษาสังคมทั้งสังคม โดยเน้นการศึกษาในเรื่อง ที่ว่าสังคมเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีวิวัฒนาการความเป็นมาหรือเป็นไปอย่างไร ซึ่งเป็น การศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

2. ข้อใดคือลักษณะของการศึกษาแบบ “แวร์สเตเฮ็น” (Verstehen) ของเวเบอร์ (Weber)

(1) เน้นความเข้าใจภาพรวม

(2) ไม่เน้นรายละเอียดของปรากฏการณ์

(3) เชื่อมโยงความหมายของส่วนย่อย

(4) ถูกทั้งหมด

ตอบ 4 หน้า 20 เวเบอร์ (Weber) เป็นนักสังคมวิทยาชาวเยอรมันที่สนับสนุนการใช้วิธีการศึกษาที่เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า “แวร์สเตเฮ็น” (Verstehen) แปลว่า Understanding (ความเข้าใจ) ซึ่งเป็นวิธีการที่เน้นความเข้าใจรวม ๆ กันมากกว่าในรายละเอียดของปรากฏการณ์ทางสังคม โดยเชื่อมโยงความหมายของส่วนย่อยเพื่อให้อยู่ในโครงสร้างใหญ่หรือประเด็นใหญ่

3. หลักตรรกศาสตร์ในทางสังคมศาสตร์ที่นำมาใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ได้แก่วิธีการแบบใด

(1) นิรนัยและตรรกนัย

(2) อุปนัยและตรรกนัย

(3) นิรนัยและอัตนัย

(4) นิรนัยและอุปนัย

ตอบ 4 หน้า 43 ในทางสังคมศาสตร์ได้นำเอาหลักตรรกวิทยา (ตรรกศาสตร์) มาใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ดังนี้ 1. วิธีนิรนัย (Deductive Method) เป็นการอธิบายส่วนใหญ่ มาหาส่วนน้อย 2. วิธีอุปนัย (Inductive Method) เป็นการอธิบายในเชิงเป็นไปไต้ เมื่อรู้ว่าส่วนน้อยเป็นอย่างไรก็นำไปอธิบายส่วนใหญ่

4. ข้อใดคือขอบเขตของการศึกษาทางสังคมวิทยา

(1) สถาบันทางสังคม

(2) ความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคม (3) สังคมมนุษย์ทั้งสังคม (4) ถูกทั้งหมด

ตอบ 4 หน้า 21 – 22 สาระของวิชาสังคมวิทยามีขอบเขตในการศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ดังนี้

1. ความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคม เช่น ระหว่างสามีภริยา มารดากับบุตร พี่กับน้อง ฯลฯ

2. สังคมมนุษย์ทั้งสังคม เช่น โครงสร้างของสังคม ลักษณะภายในของสังคม ฯลฯ

3. สถาบันทางสังคม เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา ฯลฯ

5. ข้อใดชี้ให้เห็นว่า สังคมวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์

(1) ไม่ได้รับอิทธิพลจากศาสตร์อื่น (2) ช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคม

(3) ศึกษาเพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับสังคม (4) ช่วยวางนโยบายพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม

ตอบ 3 หน้า 14 สิ่งทีชี้ให้เห็นว่าสังคมวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ก็คือ เป็นการศึกษาหาความรู้ ต่าง ๆ ทางสังคมเท่านั้น มิได้นำความรู้มาใช้เพีอประโยชน์บางอย่าง เพียงแต่เป็นผู้เสาะแสวงหา องค์ความรู้ให้ผู้อื่นนำไปใช้ ทั้งนี้นักสังคมวิทยาไม่มีหน้าที่เข้าไปช่วยรัฐบาลวางนโยบายพัฒนา ด้านเศรษฐกิจและสังคม ไม่ได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคม

6. คำว่า “วัฒนธรรม” ในสังคมไทยถือกำเนิดขึ้นเมื่อใด

(1) สมัยรัชกาลที่ 6

(2) พ.ศ. 2475 (3) สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม (4) พ.ศ. 2500

ตอบ 2 หน้า 56 พ.ศ. 2475 พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ขณะทรงพระยศเป็นพระองศ์เจ้าวรรณไวทยากรทรงเป็นผู้ริ่เริมบัญญัติศัพท์คำว่า “วัฒนธรรม” ขึ้นเป็นคนแรก

7. ตัวเลือกใดเป็นความหมายของวัฒนธรรมตามนัยแห่งสังคมศาสตร์

(1) ความเชื่อ (2) ขนบธรรมเนียมและประเพณีต่าง ๆ

(3) ทุกสิ่งที่ดีงาม (4) ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นผลงานของมนุษย์

ตอบ 4 หน้า 56-61 ความหมายของวัฒนธรรม แบ่งออกเป็น 3 ความหมายใหญ่ ๆ ดังนี้

1. ความหมายตามรากศัพท์เดิม วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ได้รับการปรุงแต่งให้ดีแล้ว หรือสิ่งที่ได้รับการยอมรับและยกย่องมาเป็นเวลานานแล้ว

2. วัฒนธรรม ได้แก่ ขนบธรรมเนียมและประเพณีต่าง ๆ เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งชื่อเด็ก การหมั้น การสมรส การขึ้นบ้านใหม่ การบวชนาค การลงแขกเกี่ยวข้าว ฯลฯ

3. ความหมายตามนัยแห่งสังคมศาสตร์ วัฒนธรรมมีความหมายกว้างขวางมาก คือ ครอบคลุม ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นผลผลิต/ผลงาน/ผลแห่งการกระทำของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทางวัตถุ หรืออวัตถุ รวมถึงพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้

8. การตื่นตัวในวัฒนธรรมประจำชาติโดยจะมีการพูดถึง “เอกลักษณ์ของชาติหรือวัฒนธรรมอันดีงาม”มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด

(1) กระแสความคิดชาตินิยมและการต่อสู้เพื่อเอกราช (2) ยามศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน

(3) การไหลบ่าของวัฒนธรรมต่างชาติ (4) ถูกทั้งหมด

ตอบ 3 หน้า 55 การตื่นตัวในทางวัฒนธรรมประจำชาติมักมีมากในช่วงที่มีความรู้สึกว่าวัฒนธรรม ต่างชาติกำลังไหลบ่าและแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามา ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวนี้จะมีการพูดถึง “เอกลักษณ์ของชาติ” หรือ “วัฒนธรรมอันดีงาม” ของชาติอยู่บ่อย ๆ

9. ก่อนปรากฏการณ์การปฏิวัติอุตสาหกรรม การศึกษาสังคมเป็นแบบใด

(1) วิทยาศาสตร์ทางสังคม (2)สามัญสำนึก (3)วิทยาศาสตร์ (4)ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 2-3, (คำบรรยาย) การใช้สามัญสำนึก (Common Sense) ศึกษาสังคม เกิดขึ้น ในช่วงระยะเริ่มแรกก่อนที่วิชาสังคมวิทยาจะกำเนิดขึ้น คือ ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ต่อมาในราวปลายศตวรรษที่ 18 (หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม) การศึกษาสังคมก็เปลี่ยน จากการใช้สามัญสำนึกมาเป็นวิทยาศาสตร์ทางสังคม (Social Sciense)

10. ข้อใดที่ไม่ใช่ลักษณะของวิทยาศาสตร์ทางสังคม

(1) มีหลักการ สามารถอธิบายบนพื้นฐานของทฤษฎี มีความรู้สนับสบุน

(2) อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างเป็นระบบและมีหลักเกณฑ์

(3) มีการสังเกต ตรวจสอบ ทดลอง

(4) รับรู้ผ่านประสาทสัมผัส

ตอบ 4 หน้า 13 สังคมวิทยาเป็นศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ทางสังคม) ซึ่ง “ศาสตร์” มีลักษณะดังนี้

1. มีการสังเกต ยืนยันข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน มีการอธิบาย ตรวจสอบ ทดลอง และอธิบาย ปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างเป็นระบบและมีหลักเกณฑ์

2. มีหลักการ มีวิทยาการ สามารถอธิบายบนพื้นฐานของทฤษฎีที่มีระบบระเบียบ

3. ต้องมาจากการศึกษาและค้นคว้า 4. มีความรู้สนับสนุน

Advertisement