SOC1003 สังคมวิทยาและมนุษยวิทยาเบื้องต้น ภาค 1 ปีการศึกษา 2552

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2552

ข้อสอบกระบวนวิชา SOC1003 สังคมวิทยาและมนุษยวิทยาเบื้องต้น

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว (ข้อสอบมีทั้งหมด 120 ข้อ)

1. ตัวเลือกใดไม่ใช่ความเห็นว่าทำไมมนุษย์จึงต้องมาอยู่รวมกันเป็นสังคม

Advertisement

(1) มนุษย์ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ในระยะเริ่มต้น

(2) มนุษย์ต้องอาศัยความร่วมมือและแบ่งงานกันทำ

(3) แต่ละบุคคลมีความสามารถควบคุมธรรมชาติได้

(4) แต่ละบุคคลมีความสามารถจำกัดเฉพาะตัว

(5) การถ่ายทอดวัฒนธรรมต้องทำต่อเนื่องกันไปไม่ขาดระยะ

ตอบ 3 ปัจจัยที่ทำให้มนุษย์ต้องมาอยู่รวมกันเป็นสังคม ได้แก่

1.มนุษย์มีระยะแห่งการเป็นทารกนานและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ในระยะเริ่มต้นของชีวิต จึงจำเป็นต้องมีผู้เลี้ยงดูในขณะที่เป็นทารก

2.มนุษย์มีความสามารถด้านสมอง สามารถคิดค้นและควบคุมธรรมชาติได้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและแบ่งงานกันทำกับคนอื่น ๆ ในสังคม เพราะการควบคุมธรรมชาตินั้นบุคคลคนเดียวไม่สามารถที่จะกระทำได้ และแต่ละบุคคลก็มีความสามารถจำกัดเฉพาะตัว

3.มนุษย์สามารถสร้างและถ่ายทอดวัฒนธรรม ซึ่งการถ่ายทอดวัฒนธรรมเป็นกระบวนการที่จะต้องกระทำต่อเนื่องกันไปไม่ขาดระยะ ทำให้มีความจำเป็นที่มนุษย์ต้องมาอยู่ร่วมกันตลอดไป

2. ผู้ใดทำให้สังคมวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ทางสังคม

(1) ค้องท์ (Comte) และบาร์นส์ (Barnes)

(2) บาร์นส์ (Barnes) และสเปนเซอร์ (Spencer)

(3) สเปนเซอร์ (Spencer) และค้องท์ (Comte)

(4) มาลินอฟสกี้ (Malinowski) และมาร์กซ์ (Marx)

(5) เวเบอร์ (Weber) และเดอร์ไคม์ (Durkherm)

ตอบ 3 สเปนเซอร์ (Spencer) และค้องท์ (Comte) เป็นผู้ที่ทำให้ความรู้เกี่ยวกับคนและสังคมหรือสังคมวิทยากลายเป็น “วิทยาศาสตร์ทางสังคม” ขึ้นมา โดยพยายามใช้วิธีการศึกษาทุกขั้นตอนเหมือนกับการทดลองวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความรู้และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษามนุษย์และสังคมมนุษย์

3. การศึกษาสังคมในระยะเริ่มแรกเป็นแบบใด

(1) สามัญสำนึก (2) ตั้งและทดสอบสมมติฐาน

(3) วิเคราะห์เชิงเหตุผล (4) อธิบายด้วยทฤษฎี (5) สรุปตามข้อเท็จจริง

ตอบ 1 ในระยะเริ่มแรกของการศึกษาสังคมนั้น ความรู้ที่ได้รับมักจะออกมาในรูปของสามัญสำนึก(Common Sense) คือ เป็นข้อสรุปที่เกิดจากความรู้สำนึกคิดของแต่ละคนว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งทำให้การตั้งกฏเกณฑ์และทฤษฎีของการศึกษาในสังคมในสมัยนั้นยังไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นศาสตร์ (Science)

4. นักวิชาการท่านใดเปรียบสังคมเหมือนร่างกายมนุษย์ อวัยวะทุกส่วนจะแสดงอาการหรือพฤติกรรมที่ได้รับมอบหมาย

(1) อริสโตเติล (Aristotle) และดาร์วิน (Darwin)

(2) ค้องท์ (Comte) และบาร์นส (Barnes)

(3) เดอร์ไคม์ (DurKheim) และเวเบอร์ (Weber)

(4) มาร์กซ์ (Marx) และลีซ (Leach)

(5) เรดคลิฟฟ์-บราวน์ (Radcliffe-Brown) และมาลินอฟสกี้ (Malinowski)

ตอบ 5 เรดคลิฟฟ์-บราวน์ (Radcliffe-Brown) และมาลินอฟสกี้ (Malinowski) เป็นนักวิชาการที่

ได้ศึกษาสังคมโดยเน้นการศึกษาด้านโครงสร้างและหน้าที่ ด้วยการเปรียบเทียบว่าสังคมเป็น

เสมือนร่างกายมนุษย์ โดย “โครงสร้าง” ทางด้านร่างกายเมื่อประกอบกันแล้วก็จะเป็นร่างกาย

มนุษย์ที่สมบูรณ์ อวัยวะทุกส่วนจะมี “หน้าที่” และจะแสดงกิริยาอาการหรือพฤติกรรมที่ได้รับ

มอบหมาย สังคมก็เป็นเช่นเดียวกัน โดยมีการแบ่งระบบความสัมพันธ์ของคนออกเป็นส่วนต่าง

ๆ และแต่ละส่วนก็จะมีหน้าที่แสดงไปตามบทบาทที่ถูกกำหนดไว้

5. ตัวเลือกใดไม่ใช่ผลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสังคมมนุษย์

(1) ทำให้มนุษย์สามารถแยกตัวอยู่โดดเดี่ยวได้

(2) ทราบแนวทางประพฤติปฏิบัติตามกฎหมายที่สังคมกำหนดขึ้น

(3) เข้าใจโครงสร้างและรูปแบบของสังคม

(4) เกิดประโยชน์ต่อทุกวิชาชีพเพราะต้องสัมพันธ์กับสังคม

(5) เข้าใจสาเหตุที่กำหนดพฤติกรรมเบี่ยงเบน

ตอบ 1 ผลที่ได้รับจากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสังคมมนุษย์ มีดังนี้

1.เข้าใจลักษณะ รูปแบบ และโครงสร้างของสังคมตนเองและสังคมอื่น ๆ ซึ่งทำให้ทราบถึงแนวทางประพฤติปฏิบัติตามกเกณฑ์ที่สังคมได้กำหนดขึ้น

2.สามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อสมาชิกร่วมสังคมและสมาชิกร่วมโลก เข้าใจสถานภาพและบทบาทของตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้ก็เนื่องจากมนุษย์จะแยกตัวอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้

3.เข้าใจสาเหตุที่กำหนดพฤติกรรมเบี่ยงเบน และปรากฏการณ์ทางสังคมที่เป็นโทษ

4.เกิดประโยชน์ต่อทุกวิชาชีพ เพราะทุกฝ่ายต่างจะต้องใช้วิชาชีพนั้น ๆ กับคนในสังคมทั้งสิ้น

6. ตัวเลือกใดไม่ใช่สาระของสังคมวิทยา

(1) ศึกษาความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคม (2) ศึกษาสังคมมนุษย์ทั้งสังคม

(3) ศึกษาสังคมทั้งในส่วนย่อยของสังคมและส่วนใหญ่ (4) ศึกษาว่าสังคมประเภทใดสามารถคงอยู่ได้นาน

(5) ศึกษาสถาบันต่าง ๆ ตั้งแต่สถาบันครอบครัว จนถึงสถาบันการเมืองแต่ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ

ตอบ 5 สาระของสังคมวิทยา มีดังนี้

1.ศึกษาความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคม เช่น ระหว่างบิดามารดากับบุตร พี่กับน้อง ฯลฯ

2.ศึกษาสังคมมนุษย์ทั้งสังคมโดยพยายามศึกษาสังคมทั้งในส่วนย่อยของสังคมและส่วนใหญ่คือ ศึกษาภาวะหรือโครงสร้างภายในของสังคม และลักษณะภายในของสังคมต่าง ๆ เช่นศึกษาว่าสังคมประเภทใดสามารถคงอยู่ได้นาน

3.ศึกษาสถาบันต่าง ๆ ตั้งแต่สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันเศรษฐกิจจนถึงสถาบันการเมืองระดับรัฐ

7. สังคมวิทยาเกิดขึ้นมาเพราะสาเหตุใด

(1) ความสนใจสภาพแวดล้อมของชนบทที่เปลี่ยนไป เพราะการปฏิวัติทางการเกษตร

(2) คนสังคมยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีมากเกินไป ทำให้สังคมภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีปัญหา

(3)ชาวไร่ชาวนาขยายพื้นที่เกษตรกรรมมากขึ้นภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม

(4)ชาวชนบทมีสิทธิเสรีภาพในความเป็นอยู่มากเกินไป สังคมจึงเกิดปัญหา

(5)เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนโครงสร้างของสังคม

ตอบ 5 สังคมวิทยาเกิดขึ้นเพื่อสนองตอบต่อวิกฤตการณ์และปัญหาของประเทศยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่19 โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดวิชาสังคมวิทยาก็คือ ผลสะท้อนของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมตะวันตกเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งก่อให้เกิดความหวังและความตื่นตระหนกในเรื่องชีวิตอนาคต ดังนั้นสังคมวิทยาจึงเกิดขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนโครงสร้างของสังคม

8. ฉายาของสังคมวิทยาว่า “ราชินีแห่งศาสตร์” มีความหมายอย่างไร

(1) ศาสตร์ที่มีทฤษฎีมากกว่าศาสตร์ชนิดอื่น (2) ศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์

(3) ศาสตร์ที่มีวิธีการศึกษาหลากหลาย (4) ศาสตร์ที่แตกแขนงออกไปหลายสาขา

(5) ศาสตร์ที่มีผู้นิยมศึกษามาก

ตอบ 4 ออกัส ค้องท์ (Comte) เป็นผู้ให้ฉายาสังคมวิทยาว่าเป็น “ราชินีแห่งศาสตร์” ทั้งนี้เนื่องจากสังคมวิทยาเป็นศาสตร์ที่แตกแขนงออกไปเป็นหลายสาขา ซึ่งเปรียบเสมือนสตรีผู้สูงศักดิ์ที่มีบุตรธิดามาก และยังหมายถึงการมีความสำคัญแทรกอยู่ในบรรดาวิทยาการต่าง ๆ

9. ความสัมพันธ์กันทางสังคมแบ่งได้เป็น 2 ประเภทตามตัวเลือกใด

(1) สถานภาพ และค่านิยม (2) บทบาท และโครงสร้างสังคม

(3) สถานภาพ และบทบาท (4) โครงสร้างสังคม และค่านิยม

(5) โครงสร้างสังคม และการปะทะสังสรรค์ทางสังคม

ตอบ 3 ความสัมพันธ์กันทางสังคม (Social Relations) แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. สถานภาพ (Status) 2. บทบาท (Role)

10. ตัวเลือกใดไม่ใช่รูปแบบของกระบวนการทางสังคมตามแนวคิดของปาร์ค และเบอร์เกรส (Park andBurgress)

(1) การร่วมมือกันปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

(2) การดิ้นรนสู่เป้าหมายเดียวกันของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

(3) กระบวนการที่บุคคลตกลงยินยอมปรับตัวให้เข้ากัน

(4) ทัศนคติหรือความเห็นของบุคคล 2 ฝ่าย ไม่ตรงกัน

(5) กระบวนการเปลี่ยนแปลงตามวัยของบุคคลในสังคม

ตอบ 5 Park และ Burgress แบ่งกระบวนการทางสังคมออกเป็น 5 รูปแบบ ดังนี้

1.การร่วมมือ เป็นกระบวนการที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปปฏิบัติตามหรือร่วมมือกันปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

2.การแข่งขัน เป็นการดิ้นรนสู่เป้าหมายเดียวกันของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

3.การสมานลักษณ์ เป็นกระบวนการที่บุคคลตกลงยินยอมที่จะปรับตัวให้เข้ากัน

4.การกลืนกลายหรือการปรับปรน เป็นกระบวนการผสมกลืนกลนของบุคคลแต่ละกลุ่มในเรื่องทัศนคติ ความเชื่อ วัฒนธรรม ฯลฯ

5.การขัดกัน เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อทัศนคติหรือความเห็นของบุคคล 2 ฝ่าย ไม่ตรงกัน

Advertisement