POL4100 หลักและวิธีการวิจัยทางรัฐศาสตร์ 1/2562

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 4100 หลักและวิธีการวิจัยทางรัฐศาสตร์

คําสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคําตอบเดียว (ข้อสอบมีทั้งหมด 100 ข้อ)

1 ข้อใดไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการตั้งปัญหาในการวิจัย

(1) เพื่อบรรยาย

(2) เพื่ออธิบาย

(3) เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

(4) เพื่อการทํานาย

(5) เป็นจุดมุ่งหมายทุกข้อ

ตอบ 3 หน้า 94 – 95 จุดมุ่งหมายของการตั้งปัญหาในการวิจัย มีดังนี้

1 เพื่อบุกเบิกหรือรวบรวมแหล่งความรู้

2 เพื่อบรรยาย

3 เพื่ออธิบาย

4 เพื่อทํานายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

2 ข้อใดไม่ใช่หลักเกณฑ์ในการเลือกหัวข้อของการวิจัย

(1) ความเป็นไปได้

(2) ความน่าสนใจและทันต่อเหตุการณ์

(3) ความสนใจของผู้วิจัย

(4) ความยากง่ายในการศึกษา

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 หน้า 96 – 97 หลักเกณฑ์ในการเลือกหัวข้อของการวิจัย มีดังนี้

1 ความสําคัญของปัญหา

2 ความเป็นไปได้

3 ความน่าสนใจและทันต่อเหตุการณ์

4 ความสนใจของผู้ที่จะวิจัย

5 ความสามารถที่จะทําให้บรรลุผล

3 ลักษณะของปัญหาที่ต้องใช้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์นั้น ๆ มากําหนดความสัมพันธ์ เรียกว่าปัญหา ประเภทใด

(1) ปัญหาเชิงวิเคราะห์

(2) ปัญหาเชิงประจักษ์

(3) ปัญหาเชิงปทัสถาน

(4) ปัญหาเชิงสังเคราะห์

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 97 ปัญหาเชิงประจักษ์ (Empirical Problems) คือ ลักษณะของปัญหาที่ต้องใช้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์นั้น ๆ มากําหนดความสัมพันธ์

4 ลักษณะของปัญหาที่ต้องใช้ความคิด ความรู้ในเชิงวิชาการมาประมวลเป็นข้อสรุปหรือกฎ หรืออ้างอิงจากแนวคิดทฤษฎี หรือนักวิชาการ เรียกว่าปัญหาประเภทใด

(1) ปัญหาเชิงวิเคราะห์

(2) ปัญหาเชิงประจักษ์

(3) ปัญหาเชิงปทัสถาน

(4) ปัญหาเชิงสังเคราะห์

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 97, (คําบรรยาย) ปัญหาเชิงปที่สถาน (Normative Problems) คือ ลักษณะของปัญหาที่ต้องใช้ความคิด ความรู้เชิงวิชาการมาประมวลเป็นข้อสรุปหรือกฏ หรือใช้การอ้างอิงจากตําราวิชาการ แนวคิดทฤษฎี หรือนักวิชาการ ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิ มายืนยันและตรวจสอบความถูกต้อง

5 วัตถุประสงค์ในการวิจัย “เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างภูมิหลังของบุคคลกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง” เป็นวัตถุประสงค์ประเภทใด

(1) วัตถุประสงค์เชิงพรรณนา

(2) วัตถุประสงค์เชิงอธิบาย

(3) วัตถุประสงค์เชิงทํานาย

(4) วัตถุประสงค์เชิงเปรียบเทียบ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 99 – 100, (คําบรรยาย) การกําหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย มีดังนี้

1 วัตถุประสงค์เชิงพรรณนา เช่น เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนนทบุรี เป็นต้น

2 วัตถุประสงค์เชิงเปรียบเทียบ เช่น เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างภูมิหลังของบุคคลกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นต้น

6 การมีส่วนร่วมทางการเมืองในวัตถุประสงค์ข้างต้น เป็นตัวแปรประเภทใด (1) ตัวแปรอิสระ

(2) ตัวแปรแทรกซ้อน

(3) ตัวแปรต้น

(4) ตัวแปรตาม

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 110 – 111, (คําบรรยาย) ตัวแปรที่กําหนดความสัมพันธ์โดยตรง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1 ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) หรือตัวแปรต้น เป็นตัวแปรที่เป็นสาเหตุหรือเป็นความสัมพันธ์ตั้งต้นที่ก่อให้เกิดผล เป็นสาเหตุที่ทําให้เกิดตัวแปรตาม มักจะใช้สัญลักษณ์แทน เป็นตัวอักษร X เช่น ระดับการศึกษาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงคะแนน, ภูมิหลังของบุคคล,การอยู่อาศัยในท้องถิ่น เป็นต้น

2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable) เป็นตัวแปรที่เป็นผลหรือเปลี่ยนแปลงตามอิทธิพลของตัวแปรอื่น มักจะใช้สัญลักษณ์แทนเป็นตัวอักษร Y เช่น ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ภูมิประเทศ, การมีส่วนร่วมทางการเมือง, ความพึงพอใจในการทํางาน, ประสิทธิผลในการทํางาน เป็นต้น

7 ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์เชิงพรรณนา

(1) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างภูมิหลังของบุคคลกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง

(2) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนนทบุรี (3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ของประชาชนกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง

(4) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน (5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 5 ประกอบ

8 กระบวนการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เป็นนามธรรมในการศึกษากับสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สังเกตได้ ได้แก่

(1) กรอบแนวความคิด

(2) มาตรวัด

(3) ตัวบ่งชี้เชิงประจักษ์

(4) นิยามความหมาย

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 หน้า 101, (คําบรรยาย) มาตรวัด (Measurement) คือ กระบวนการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เป็นนามธรรมในการศึกษากับสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สังเกตได้

9 วิธีการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เป็นระบบ มีเหตุมีผลและเป็นวัตถุวิสัย เพื่อที่จะบรรยาย อธิบายหรือทํานายปรากฏการณ์ที่สามารถสังเกตเห็นได้ เรียกวิธีการนั้นว่าอะไร

(1) ทฤษฎี

(2) สมมุติฐาน

(3) ศาสตร์

(4) องค์ความรู้

(5) กรอบแนวคิด

ตอบ 3 (คําบรรยาย) ศาสตร์ หมายถึง วิธีการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เป็นระบบ มีเหตุมีผลและเป็นวัตถุวิสัย (Objectivity! เพื่อที่จะบรรยาย อธิบาย และทํานายปรากฏการณ์ที่สามารถสังเกตเห็นได้

10 ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามารอบของทฤษฎีที่ผู้วิจัยคาดว่าจะเกิดขึ้นและรอการพิสูจน์ เรียกว่าอะไร

(1) ตัวแปรตาม

(2) สมมุติฐาน

(3) ศาสตร์

(4) องค์ความรู้

(5) กรอบแนวคิด

ตอบ 2 หน้า 108 สมมุติฐาน (Hypothesis) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามกรอบของทฤษฎีที่ผู้วิจัยคาดว่าจะเกิดขึ้น และรอการพิสูจน์ต่อไป

11 ภูมิหลังของประชากร ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ การศึกษา เรียกว่าตัวแปรประเภทใด

(1) ตัวแปรเชิงพัฒนา

(2) ตัวแปรมาตรฐาน

(3) ตัวแปรหลัก

(4) ตัวแปรองค์ประกอบ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 หน้า 109 ตัวแปรม ตรฐาน คือ ตัวแปรที่จําเป็นต้องมีในการวิจัยทุก ๆ เรื่อง ได้แก่ คุณสมบัติของสิ่งที่ศึกษา เช่น ภูมิหลังของประชากร ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ การศึกษา เป็นต้น

12 ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรซึ่งเมื่อตัวแปรตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปทําให้ตัวแปรอีกตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปด้วยในลักษณะคงที่ เรียกความสัมพันธ์นั้นว่าอย่างไร

(1) ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล

(2) ความสัมพันธ์เชิงซ้อน

(3) ความสัมพันธ์เชิงเส้นตรง

(4) ความสัมพันธ์เชิงตอบโต้

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 114 ความสัมพันธ์เชิงเส้นตรง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรซึ่งเมื่อตัวแปรหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปจะทําให้ตัวแปรอีกตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปด้วยในลักษณะคงที่ เช่น ปริมาณที่ขายสินค้ากับรายได้ เป็นต้น

13 ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว ที่มีทิศทางของความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยไม่ทราบลําดับก่อนหลังของตัวแปร เรียกความสัมพันธ์นั้นว่าอย่างไร

(1) ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล

(2) ความสัมพันธ์เชิงซ้อน

(3) ความสัมพันธ์เชิงเส้นตรง

(4) ความสัมพันธ์เชิงตอบโต้

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 114 ความสัมพันธ์เชิงตอบโต้ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว ที่มีทิศทางของความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยไม่ทราบลําดับก่อนหลังของตัวแปร

14 ตัวแปรที่พิสูจน์ได้ว่ามีความสัมพันธ์กันโดยทราบลําดับก่อนหลังและพิสูจน์ได้ว่าไม่มีสิ่งใดมาแทรกซ้อน เรียกความสัมพันธ์นั้นว่าอย่างไร

(1) ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล

(2) ความสัมพันธ์เชิงซ้อน

(3) ความสัมพันธ์เชิงเส้นตรง

(4) ความสัมพันธ์เชิงตอบโต้

ตอบ 1 หน้า 115 116, (คําบรรยาย) ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล คือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว โดยที่ตัวแปรสาเหตุ (X) จะต้องเกิดก่อนตัวแปรที่เป็นผล (Y) นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรที่พิสูจน์ได้ว่ามีความสัมพันธ์กันโดยทราบลําดับก่อนหลังและพิสูจน์ได้ว่าไม่มีสิ่งใดมาแทรกซ้อน

15 ข้อใดเป็นสิ่งจําเป็นในการสร้างมาตรวัด

(1) ข้อคําถาม

(2) นิยามปฏิบัติการ

(3) ตัวแปร

(4) ดัชนีชี้วัด

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 128, (คําบรรยาย) สิ่งจําเป็นในการสร้างมาตรวัด คือ การกําหนดนิยามปฏิบัติการของตัวแปรและตัวชี้วัดหรือดัชนีชี้วัดที่สัมพันธ์กัน ต่อจากนั้นจึงกําหนดข้อคําถามที่ตรงกับตัวชี้วัดก็จะได้มาตรวัดตัวแปรตามที่ต้องการ

16 เพศ เป็นการวัดระดับใด

(1) Nominal Scale

(2) Ordinal Scale

(3) Interval Scale

(4) Ratio Scale

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 1 หน้า 129, คําบรรยาย) Nominal Scale เป็นวิธีการวัดที่ง่ายที่สุด เพียงแต่การกําหนดเกณฑ์แบ่งแยกประชากรที่ศึษาออกเป็นกลุ่ม แล้วตั้งชื่อให้แต่ละกลุ่มที่มีคุณสมบัติเหมือนกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ตัวเลขหรือสัญลักษณ์เป็นเพียงแต่ชื่อไม่สามารถเอามาคํานวณทางเลขคณิตได้ เช่น เพศ สถานภาพการสมรส ภูมิลําเนา อาชีพ เป็นต้น

17 อายุ เป็นการวัดระดับใด

(1) Nominal Scale

(2) Ordinal Scale

(3) Interval Scale

(4) Ratio Scale

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 129, (คําบรรยาย) Ratio Scale เป็นการวัดที่มีคุณสมบัติของมาตรวัดแบบช่วงทุกประการแต่มีคุณสมบัติเพิ่มเติมคือ มีจุดเริ่มต้นที่ศูนย์ที่แท้จริง เช่น อายุ น้ําหนัก ความสูง เงินเดือน รายได้ เป็นต้น

18 การศึกษา เป็นการวัดระดับใด

(1) Nominal Scale

(2) Ordinal Scale

(3) Interval Scale

(4) Ratio Scale

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 129, (คําบรรยาย) Ordinal Scale เหมือนกับการแบ่งกลุ่ม แต่สามารถจัดอันดับอัตราความแตกต่างระหว่างกันและกันได้ ซึ่งอาจใช้ข้อความว่า มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่แสดงไม่มีผลต่อการคํานวณ แต่จะบอกความสําคัญเท่านั้น ไม่สามารถบอกปริมาณและความแตกต่างได้ เช่น ระดับการศึกษา เกรด ความคิดเห็น ความพึงพอใจ เป็นต้น

19 จุดประสงค์ในการใช้สถิติ t-Test ใช้เพื่อทดสอบอะไร

(1) ทดสอบความแตกต่างระหว่างตัวแปรที่มี 2 กลุ่ม

(2) ทดสอบความแตกต่างระหว่างตัวแปรที่มีมากกว่า 2 กลุ่ม

(3) ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

(4) ทดสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลระหว่างตัวแปร

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 1 หน้า 178, (คําบรรยาย) สถิติ t-Test ใช้เพื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างตัวแปรที่มี 2 กลุ่ม โดยมีเงื่อนไขในการใช้คือ ต้องมีการแจกแจงแบบโค้งปกติ ข้อมูลของตัวแปรตามต้องมีระดับการวัดเป็น Interval Scale ขึ้นไป และใช้เพื่อทดสอบสมมติฐานความแตกต่างระหว่างตัวแปร

20 จุดประสงค์ในการใช้สถิติ F-Test ใช้เพื่อทดสอบอะไร

(1) ทดสอบความแตกต่างระหว่างตัวแปรที่มี 2 กลุ่ม

(2) ทดสอบความแตกต่างระหว่างตัวแปรที่มีมากกว่า 2 กลุ่ม

(3) ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

(4) ทดสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลระหว่างตัวแปร

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 278, (คําบรรยาย) สถิติ F-Test หรือ One way ANOVA ใช้เพื่อทดสอบความแตกต่าง ระหว่างตัวแปรที่มีมากกว่า 2 กลุ่ม โดยมีเงื่อนไขในการใช้เหมียน t-Test แต่ไม่จําเป็นต้องมีการแจกแจงแบบโค้งปกติ

21 จุดประสงค์ในการใช้สถิติ Correlation ใช้เพื่อทดสอบอะไร

(1) ทดสอบความแตกต่างระหว่างตัวแปรที่มี 2 กลุ่ม

(2) ทดสอบความแตกต่างระหว่างตัวแปรที่มีมากกว่า 2 กลุ่ม

(3) ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

(4) ทดสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลระหว่างตัวแปร

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 179, (คําบรรยาย) สถิติ Correlation ใช้เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยข้อมูลทั้งตัวเปรอิสระและตัวแปรตามต้องมีระดับการวัดเป็น Interval Scale แต่ไม่สามารถ บอกได้ว่าตัวใดเป็นเหตุหรือตัวใดเป็นผล ทราบแต่เพียงความสัมพันธ์ของตัวแปรและขนาดของ ความสัมพันธ์เท่านั้น

22 Rating Scale เป็นมาตรวัดระดับใด

(1) Nominal Scale

(2) Ordinal Scale

(3) Interval Scale

(4) Ratio Scale

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 130, (คําบรรยาย) Rating Scale เป็นมาตรวัดระดับ Ordinal Scale ที่ใช้ในการกําหนดค่าคะแนนให้กับข้อคําถามที่ใช้วัดตัวแปรต่าง ๆ โดยมีคะแนนแตกต่างกันตามลักษณะของตัวแปร – เช่น 3 5 7 9 หรือ 11 ดังนั้นการใช้ Rating Scale ผู้ให้คะแนนควรมีความรู้ในการให้คะแนนเป็นอย่างดี

23 เทคนิคการทดสอบสหสัมพันธ์เฉลิยระหว่างข้อ เกี่ยวข้องกับเรื่องใดมากที่สุด

(1) การทดสอบทฤษฎี

(2) การทดสอบความแม่นตรงของมาตรวัด

(3) การทดสอบความเชื่อถือได้ของมาตรวัด

(4) ไม่มีข้อใดถูก

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 3 หน้า 135 136, (คําบรรยาย) เทคนิคการทดสอบความเชื่อถือได้ของมาตรวัด มีดังนี้

1 เทคนิคการทดสอบซ้ำ (Test-Retest)

2 เทคนิคการทดสอบ แบบแบ่งครึ่ง (Split-Hal)

3 เทคนิคการทดสอบ คู่ขนาน (Parallel Form)

4 เทคนิคการทดสอบ สหสัมพันธ์เฉลี่ยระหว่างข้อ (Average Inter Correlation)

24 Content Validity เกี่ยวข้องกับเรื่องใดมากที่สุด

(1) การทดสอบทฤษฎี

(2) การทดสอบความแม่นตรงของมาตรวัด

(3) การทดสอบความเชื่อถือได้ของมาตรวัด

(4) ไม่มีข้อใดถูก

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 2 หน้า 139, (คําบรรยาย) Zeller & ammunes ได้จําแนกความแม่นตรงของมาตรวัด ออกเป็น 3 ประเภท คือ

1 ความแม่นตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)

2 ความแม่นตรงที่สัมพันธ์กับมาตรฐาน (Criterion-Related Validity)

3 ความแม่นตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity)

25 ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของเครื่องมือวัด

(1) การทดสอบทฤษฎี

(2) การทดสอบความแม่นตรงของมาตรวัด

(3) การทดสอบความเชื่อถือได้ของมาตรวัด

(4) การมีความหมายของการวัด

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 1 หน้า 135 136, 13 – 140, (คําบรรยาย) คุณภาพของเครื่องมือวัด มีเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้

1 ความเชื่อถือได้ (Reliability)

2 ความแม่นตรง (Validity)

3 ความเป็นปรนัย (Objectivity)

4 ความแม่นยํา (Precision)

5 ความไวในการแบ่งแยก (Sensibility)

6 การมีความหมายของการวัด (Meaningfulness)

7 การนําเครื่องมือนั้นไปปฏิบัติได้ง่าย (Practicality)

8 การมีประสิทธิภาพสูง (Efficiency)

26 ข้อใดไม่ถูกต้อง

(1) ตัวแปรที่มีความซับซ้อนอาจใช้ดัชนีหลาย ๆ อันประกอบกัน

(2) การสร้างมาตรวัดต้องทําความเข้าใจประเภทของตัวแปร และระดับการวัดของตัวแปร

(3) มาตรวัดระดับสูงสามารถลดระดับลงมาเป็นระดับต่ำได้

(4) มาตรวัดระดับต่ำสามารถยกระดับให้สูงได้

ตอบ 4 หน้า 129, (คําบรรยาย) ข้อสังเกตที่สําคัญของมาตรวัด คือ มาตรวัดระดับสูงนั้นสามารถลดระดับลงมาแบบต่ำได้ แต่มาตรวัดระดับต่ำไม่สามารถยกระดับให้สูงขึ้นได้

27 ท่านสามารถใกล้ชิดกับเกย์ได้เพียงใด

1 นั่งใกล้ ๆ ได้

2 กินข้าวร่วมกันได้

3 อยู่บ้านเดียวกันได้

4 นอนห้องเดียวกันได้

เป็นมาตรวัดประเภทใด

(1) Likert Scale

(2) Guttman Scale

(3) Semantic Differential Scale

(4) Rating Scale

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 132 Guttman Scale เป็นคําตอบในมิติเดียว โดยแต่ละคําถามจะถูกการกลั่นกรองและเรียงลําดับ ข้อที่ได้คะแนนสูงกว่าจะมีการสะสมข้อที่ได้คะแนนน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น

คําถาม : ท่านสามารถใกล้ชิดกับเกย์ได้มากน้อยเพียงใด

คําตอบ : 1 นั่งใกล้ ๆ ได้ 2 กินข้าวร่วมกันได้ 3 อยู่บ้านเดียวกันได้ 4 นอนห้องเดียวกันได้

ถ้าตอบข้อ 1 ท่านสามารถทําข้อ 1 ได้เพียงข้อเดียว

ถ้าตอบข้อ 2 ท่านสามารถทําทั้งข้อ 1 และ 2 ได้

ถ้าตอบข้อ 3 ท่านสามารถทําทั้งข้อ 1, 2 และ 3 ได้

ถ้าตอบข้อ 4 ท่านสามารถทําได้ทุกข้อ

28 ความรู้สึกต่อชีวิตปัจจุบันของท่านเป็นอย่างไร

ชีวิตไร้ค่า________ชีวิตมีค่า

สิ้นหวัง_________มีความหวัง

เป็นมาตรวัดประเภทใด

(1) Likert Scale

(2) Guttman Scale

(3) Semantic Differential Scale

(4) Rating Scale

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 132 133 Semantic Differential Scale เป็นมาตรวัดที่พัฒนาขึ้นโดย Osgood และคณะเพื่อศึกษามิติของความแตกต่างโดยมาจากการตัดสินคําศัพท์คู่ที่ตรงกันข้าม โดยแต่ละแนวคิด จะปรากฏอยู่ตรงกันข้ามภายใต้คะแนน 7-11 และให้ผู้ตอบตัดสินแนวคิด โดยเลือกช่วงที่เหมาะสม กับความรู้สึกมากที่สุด ตัวอย่างเช่น

คําถาม : ความรู้สึกต่อชีวิตปัจจุบันของท่านเป็นอย่างไร

คําตอบ : ชีวิตไร้ค่า <——-> ชีวิตมีค่า

สิ้นหวัง <———-> มีความหวัง

เบื่อหน่าย <———-> น่าสนใจ

ยาก <————> ง่าย

29 การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร โดยกําหนดประเด็นที่ต้องการศึกษา และทําการค้นคว้าหาข้อมูลจากหลักฐานเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นการวิจัยประเภทใด

(1) Survey Research

(2) Documentary Research

(3) Field Research

(4) Experimental Research

(5) Descriptive Research

ตอบ 2 หน้า 27, (คําบรรยาย การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) เป็นการวิจัยแบบหนึ่งที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ หรือสื่อข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต โดยกําหนดประเด็นที่ต้องการศึกษา และทําการค้นคว้าหาข้อมูล ซึ่งต้องใช้ทักษะด้านการอ่านมาก ที่สุดในการศึกษา จากหลักฐานเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น หนังสือพิมพ์ เอกสารราชการ หนังสือ ตํารา คลิป YouTube รวมไปถึงหลักฐาน/เอกสารทางประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุ และสิ่งปรักหักพัง ศิลาจารึก เป็นต้น

30 ผู้วิจัยสามารถควบคุมตัวแปรต่าง ๆ โดยวิธีกําหนดกลุ่มควบคุมและกลุ่มเปรียบเทียบเพื่อให้การวิจัยมีความเชื่อถือได้สูง เป็นการวิจัยประเภทใด

(1) Survey Research

(2) Documentary Research

(3) Field Research

(4) Experimental Research

(5) Descriptive Research

ตอบ 4 หน้า 27, (คําบรรยาย) การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เป็นการวิจัยที่ผู้วิจัยสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมและตัวแปรต่าง ๆ โดยวิธีกําหนดกลุ่มควบคุมและกลุ่มเปรียบเทียบ เพื่อให้การวิจัยมีความเชื่อถือได้สูง ซึ่งวิธีการวิจัยในลักษณะนี้แทบจะไม่ค่อยได้นํามาใช้ในทางรัฐศาสตร์ แต่มักจะถูกนํามาใช้มากในทางศึกษาศาสตร์

31 การวิจัยโดยจัดทําแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของหน่วยในการศึกษา เป็นการวิจัยประเภทใด

(1) Survey Research

(2) Documentary Research

(3) Field Research

(4) Experimental Research

(5) Descriptive Research

ตอบ 1 หน้า 28, (คําบรรยาย การวิจัยเชิงสํารวจ (Survey Research) เป็นการวิจัยที่เน้นการสํารวจข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ลงลึกมากนัก โดยจัดทําแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นตัวแทนของหน่ายในการศึกษา การวิจัยนี้จะไม่เน้นการอธิบายหรือวิเคราะห์ถึงสาเหตุของ การเกิดขึ้นของข้อมูล เต่จะมุ่งเก็บข้อมูลที่เป็นรูปธรรมที่สังเกตเห็นได้ง่าย ตัวอย่างเช่น การสํารวจ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของไทยในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2562 ว่ามีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนกี่คน ไม่มาใช้สิทธิกี่คน เป็นต้น

32 การวิจัยที่ผู้วิจัยเลือกหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเพื่อทําการศึกษา เพื่อให้เข้าใจในพื้นที่นั้น ๆเป็นการวิจัยประเภทใด

(1) Survey Research

(2) Documentary Research

(3) Field Research

(4) Experimental Research

(5) Descriptive Research

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การวิจัยสนาม (Field Research) เป็นการวิจัยที่ผู้วิจัยเลือกหมู่บ้านในหมู่บ้านหนึ่งหรือพื้นที่ในพื้นที่หนึ่งเพื่อทําการศึกษา เพื่อให้เข้าใจในพื้นที่นั้น ๆ โดยการวิจัยประเภทนี้มีข้อจํากัดอยู่ว่า ไม่สามารถนํามาขยายผลในพื้นที่อื่นได้ เพราะผลการวิจัยเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แต่จะมีข้อดีคือ เข้าใจตัวอย่างที่ศึกษาได้อย่างละเอียด ครอบคลุมในทุกประเด็นที่ต้องการศึกษา

33 การวิจัยเพื่อมุ่งหาข้อเท็จจริงใหม่ ๆ เท่านั้น ไม่ต้องการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการวิจัยประเภทใด

(1) Survey Research

(2) Documentary Research

(3) Field Research

(4) Experimental Research

(5) Descriptive Research

ตอบ 5 หน้า 26 – 27, (คําบรรยาย) การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เป็นการวิจัยเพื่อมุ่งหาข้อเท็จจริงใหม่ ๆ เท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายว่าปรากฏการณ์ที่ศึกษานั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร หรือมีปัจจัยอะไรที่ทําให้เกิด

34 ข้อใดที่การสุ่มตัวอย่างไม่สามารถเป็นตัวแทนประชากรทั้งหมดได้

(1) การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย

(2) การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ

(3) การเลือกตัวอย่างแบบกําหนดโควตา

(4) การสุ่มตัวอย่างแบบแยกประเภทสุ่ม

(5) การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งเป็นกลุ่ม

ตอบ 3 หน้า 146, (คําบรรยาย) การกําหนดกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น เป็นการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เจตนาใช้ความสะดวก หรือความสนใจของผู้วิจัยเป็นหลัก ซึ่งไม่สามารถ เป็นตัวแทนประชากรทั้งหมดได้ เช่น การเลือกตัวอย่างแบบกําหนดโควตา การเลือกตัวอย่างโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญระบุ การเลือกตัวอย่างแบบลูกโซ่ เป็นต้น

35 ข้อใดเป็นสถิติอนุมาน

(1) การแจกแจงความถี่

(2) การวัดการกระจาย

(3) การประมาณค่า

(4) ไม่มีข้อใดถูก

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 หน้า 158 – 160 สถิติอนุมาน (Inferential Statistics) แบ่งออกเป็น 3 เทคนิคย่อย ได้แก่

1 การประมาณค่า

2 การทดสอบสมมุติฐาน

3 การกระจายของกลุ่มประชากร

36 ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยตามหลัก “SMART”

(1) สามารถวัดและตรวจสอบได้

(2) สามารถทําได้จริง

(3) สอดคล้องกับปัญหา

(4) ใช้ระยะเวลาอย่างเต็มที่ไม่จํากัด

(5) มีความเหมาะสมกับผู้วิจัย

ตอบ 4 หน้า 195 วัตถุประสงค์ที่มีลักษณะ “SMART” ประกอบด้วย ความเหมาะสม (Sensible : S),การวัดและตรวจสอบได้ (Measurably : M), การบรรลุและทําได้จริง (Attainable : A), ความสมเหตุสมผลสอดคล้องกับปัญหา (Reasonable : R) และการคํานึงถึงระยะเวลาที่ เหมาะสม (Time : T)

37 ข้อใดต่อไปนี้เป็นการเขียนที่มาและความสําคัญของปัญหาที่เหมาะสม

(1) การเขียนอารัมภบทให้น่าอ่านและได้อรรถรส

(2) การเลือกเขียนบางประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าความครอบคลุมทั้งหมด

(3) การอ้างอิงแหล่งที่มาเท่าที่จําเป็นเท่านั้น

(4) การนําตัวเลขและตารางมาประกอบให้มากที่สุด

(5) การขมวดประเด็นที่จะศึกษาในย่อหน้าสุดท้าย

ตอบ 5 หน้า 194, (คําบรรยาย) การเขียนที่มาและความสําคัญของปัญหาที่เหมาะสม ผู้วิจัยต้องคํานึงถึงหลักสําคัญ ได้แก่

1 การเขียนให้ตรงประเด็น ไม่เยิ่นเย้อหรืออ้อมค้อมวกวน

2 การเขียนให้ครอบคลุมประเด็นสําคัญทั้งหมด

3 การเขียนให้มีความยาวเหมาะสมไม่สั้นจนเกินไป

4 การหลีกเลี่ยงการนําตัวเลขและตารางยาว ๆ หรือข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องมาใส่

5 การอ้างอิงแหล่งที่มาของเอกสารประกอบอย่างสมบูรณ์เสมอ

6 การขมวดหรือสรุปประเด็นที่จะศึกษาในย่อหน้าสุดท้าย เป็นต้น

38 การเขียนบทนําให้มีความชัดเจนเละดึงดูดผู้อ่านสามารถเริ่มจากสิ่งใดได้

(1) ปัญหาสังคมในวงกว้าง

(2) ข่าวสารบ้านเมืองทั่วไป

(3) ความลับของนักการเมือง

(4) เรื่องเล่าเกี่ยวกับดารา

(5) ประเด็นที่นักวิจัยต้องการศึกษาเป็นการส่วนตัว

ตอบ 1 หน้า 194 การเขียนบทนําให้มีความชัดเจนและดึงดูดผู้อ่านให้ได้ โดยทั่วไปแล้วควรเริ่มต้นจากสภาพการณ์หรือเหตุการณ์บางอยางที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอย่างกว้าง ๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่า สังคมกําลังมีความเดือดร้อนหรือความยุ่งยากอย่างไรบ้าง ถ้าหากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่รีบหา ทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นย่อมนําไปสู่ความสูญเสียที่มากขึ้นได้

39 คําว่า “การออกแบบงานวิจัย” ตรงกับข้อใดต่อไปนี้

(1) Research Result

(2) Research Project

(3) Research Design

(4) Research Outcome

(5) Research Method

ตอบ 3 หน้า 193 บทนํา เป็นเนื้อหาที่มีความสําคัญอย่างมากในการเปิดประเด็นให้ผู้อ่านเห็นถึง – ความสําคัญของการศึกษาปัญหาวิจัย อันจะนําไปสู่ “การออกแบบงานวิจัย (Research Design) ต่อไป

40 ข้อตกลงที่เรียกว่า “สัญญา” ในการทําวิจัย สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด (1) ความสําคัญของการศึกษา

(2) วัตถุประสงค์

(3) สมมุติฐาน

(4) ประโยชน์ในการทําวิจัย

(5) ข้อตกลงในการทําวิจัย

ตอบ 2 หน้า 194 วัตถุประสงค์ของการวิจัย เป็นการอธิบายที่ต้องการบอกเป้าหมายหรือความต้องการของงานวิจัยว่า ผู้วิจัยต้องการทราบอะไรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบการวิจัยที่มีความ เหมาะสมต่อไป หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วัตถุประสงค์ของการวิจัยเปรียบได้กับ “สัญญา”ที่ผู้วิจัยได้กระทําไว้ว่าผู้อ่านจะได้รับทราบข้อมูลเหล่านั้นในรายงานการวิจัยฉบับนี้ก็ได้

41 ประโยคที่ว่า “เพื่อแก้ปัญหาในการดําเนินงานของหน่วยงานที่ทําวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในเชิงวิชาการ เพื่อบริการให้ความรู้แก่ประชาชน” เป็นตัวอย่างของข้อใดต่อไปนี้

(1) ความสําคัญของการศึกษา

(2) วัตถุประสงค์

(3) สมมุติฐาน

(4) ประโยชน์ในการทําวิจัย

(5) ข้อตกลงในการทําวิจัย

ตอบ 4 หน้า 195 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับในการทําวิจัย เป็นการแสดงให้ผู้อ่านได้เห็นคุณค่าหรือประโยชน์ของข้อค้นพบที่ได้จากการศึกษาวิจัย ทั้งนี้ผู้วิจัยจําเป็นต้องแสดงประโยชน์ให้อยู่ใน ขอบเขตของวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้วิจัยสามารถแสดงได้หลายทาง ตัวอย่างเช่น เพื่อ แก้ปัญหาในการดําเนินงานของหน่วยงานที่ทําวิจัย, เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในเชิงวิชาการเพื่อบริการให้ความรู้แก่ประชาชน, เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ เป็นต้น

42 ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ขอบเขตของการทําวิจัย

(1) ขอบเขตด้านประชากร

(2) ขอบเขตด้านเนื้อหา

(3) ขอบเขตด้านเวลา

(4) ขอบเขตด้านสถานที่

(5) ขอบเขตด้านวิธีการวิจัย

ตอบ 5 หน้า 195 ขอบเขตของการวิจัย เป็นการทําให้ผู้อ่านเห็นภาพทั้งหมดของงานวิจัยว่า การศึกษาของผู้วิจัยนั้นครอบคลุมในประเด็นใด พื้นที่ใด หรือระยะเวลาใดบ้าง ซึ่งการกําหนดขอบเขตที่ ชัดเจนนั้นจะทําให้ผู้วิจัยตีกรอบที่ชัดเจนว่างานวิจัยมีความเกี่ยวข้องกับอาณาบริเวณของคลัง ข้อมูลจํานวนมหาศาลเพียงใด ดังนั้นขอบเขตของงานวิจัยจึงสามารถปรากฏได้ในหลายลักษณะ เช่น ขอบเขตด้านสถานที่ ประชากร เนื้อหาสาระ เวลา เป็นต้น

43 การทําให้ผู้อ่านทราบถึงปัญหาความคลาดเคลื่อน (Error) ในช่วงระหว่างการวิจัย โดยที่ผู้วิจัยไม่สามารถควบคุมหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยดังกล่าวได้ จนกระทั่งอาจส่งผลต่อผลการศึกษาหรือข้อค้นพบของงานวิจัยนั้น หมายถึงข้อใดต่อไปนี้

(1) ข้อตกลงในการท้าวิจัย

(2) ข้อจํากัดของการวิจัย

(3) นิยามศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย

(4) ขอบเขตของการวิจัย

(5) ประโยชน์ในการทําวิจัย

ตอบ 2 หน้า 196 ข้อจํากัดของการวิจัย เป็นการทําให้ผู้อ่านทราบถึงปัญหาความคลาดเคลื่อน (Error)ในช่วงระหว่างการวิจัย โดยที่ผู้วิจัยไม่สามารถควบคุมหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยดังกล่าวได้ จนกระทั่งอาจส่งผลต่อผลการศึกษาหรือข้อค้นพบของงานวิจัยนั้น

44 คําว่า “ขนมชั้น” มักปรากฏให้เห็นในส่วนใดของการวิจัย

(1) ความสําคัญของการศึกษา

(2) นิยามศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย

(3) การทบทวนวรรณกรรม

(4) การเก็บข้อมูลการวิจัย

(5) การเขียนข้อเสนอแนะ

ตอบ 3 หน้า 184, (คําบรรยาย) คําว่า “ขนมชั้น” ในงานวิจัย หมายถึง การเรียงเอกสารงานวิจัยตามรายชื่อหรือปีที่มีการเผยแพร่ต่อกันไปเรื่อย ๆ ซึ่งมักปรากฏให้เห็นในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทบทวนวรรณารรมและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง

45 คําว่า “ประชากรเละกลุ่มตัวอย่าง” สัมพันธ์กับข้อใดต่อไปนี้มากที่สุด (1) Research Methodology

(2) Research Result

(3) Research Conclusion

(4) Recommendation

(5) Research Findings

ตอบ 1 หน้า 184, 199 200 (คําบรรยาย) บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย ของรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์จะเกี่ยวข้องกับระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) ซึ่งเป็นการแสดงให้ผู้อ่านได้เห็นว่า การค้นหาคําตอบตามวัตถุประสงค์ข้างต้นนั้นได้ใช้วิธีการในการแสวงหาคําตอบอย่างไร มีรูปแบบ การวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง พื้นที่ที่ใช้ในการวิจัย วิธีการสร้างเครื่องมือ การตรวจสอบ เครื่องมือ การทดสอบเครื่องมือ วิธีการและขั้นตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร

 

จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถามข้อ 46 – 55

(1) บทที่ 1 บทนํา

(2) บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมและการสํารวจองค์ความรู้

(3) บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย

(4) บทที่ 4 ผลการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล

(5) บทที่ 5 การสรุปผล การอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

 

46 วิธีการและขั้นตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูล

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 45 ประกอบ

47 เงื่อนไขของงานวิจัยที่กําลังศึกษาว่าเป็นไปในลักษณะใด

ตอบ 1 หน้า 196 บทที่ 1 บทนํา ในส่วนของข้อตกลงเบื้องต้น (ถ้ามี) เป็นการทําให้ผู้อ่านทราบถึงเงื่อนไขของงานวิจัยที่กําลังศึกษาว่าเป็นไปในลักษณะใด โดยอาจจะเป็นเงื่อนไขที่ผู้วิจัยไม่ได้ทําการตรวจสอบ หรือไม่ได้ศึกษาอย่างเพียงพอ

48 การนําเสนอข้อมูลของงานวิจัย สามารถกระทําได้ทั้งแบบ “นิรนัย” และแบบ “อุปนัย”

ตอบ 4 หน้า 185, 201. (คําบรรยาย) บทที่ 4 ผลการวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูล ของรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ มีเทคนิคในการเขียนผลการวิจัยที่สําคัญ 2 ส่วน ได้แก่

1 การนําเสนอ ข้อมูล (Presentation of Data) สามารถกระทําได้ทั้งแบบ “นิรนัย” และแบบ “อุปนัย”

2 การตีความข้อมูล (Interpretation of Data) เป็นการที่ผู้วิจัยชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงและข้อค้นพบจากการวิจัยนั้น

49 การเขียนเพื่อประเมินและขยายความผลการวิจัยที่ได้ เพื่อยืนยันให้ผู้อ่านได้เห็นว่าผลการวิจัยที่ได้นั้นน่าเชื่อถือ ถูกต้อง และเป็นจริง

ตอบ 5 หน้า 185, 202, (คําบรรยาย) บทที่ 5 การสรุปผลการอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ของรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์นั้นพบว่า การอภิปรายผลเป็นการเขียนเพื่อประเมินและขยายความผลการวิจัยที่ได้ เพื่อยืนยันให้ผู้อ่านได้เห็นว่าผลการวิจัยที่ได้นั้นน่าเชื่อถือ ถูกต้อง และเป็นจริง

50 ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 48 ประกอบ

51 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ตอบ 2 หน้า 184, 197 – 198, (คําบรรยาย) บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมและการสํารวจองค์ความรู้ของรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ ประกอบด้วยเนื้อหาสําคัญ 6 ส่วน ได้แก่

1 แนวคิดของผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อที่ทําวิจัย

2 ทฤษฎีและกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้อง

3 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

4 กรอบแนวคิดในการทําวิจัย

5 สมมติฐานของการวิจัย

6 นิยามปฏิบัติการ

52 การแสดงให้ผู้อ่านได้เห็นว่า การค้นหาคําตอบตามวัตถุประสงค์ข้างต้น งานวิจัยฉบับนี้ได้ใช้วิธีการในการแสวงหาคําตอบอย่างไร

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 45 ประกอบ

53 วิธีการสร้างเครื่องมือ การตรวจสอบเครื่องมือ และการทดสอบเครื่องมือ

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 45 ประกอบ

54 เป็นการให้ความหมายเฉพาะของคําศัพท์บางคําที่ผู้วิจัยนํามาใช้ในงานวิจัยโดยเป็นคําที่คนจํานวนน้อยเท่านั้นที่ทราบ

ตอบ 1 หน้า 196 บทที่ 1 บทนํา ในส่วนของนิยามศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย เป็นการให้ความหมายเฉพาะของคําศัพท์บางคําที่ผู้วิจัยนํามาใช้ในงานวิจัยโดยเป็นคําที่คนจํานวนน้อยเท่านั้นที่ทราบ หรือเป็น คําที่มีความหมายอันหลากหลายจนกระทั่งผู้อ่านอาจเกิดความสับสนและเข้าใจในวัตถุประสงค์ของผู้วิจัยคลาดเคลื่อนไป

55 สมมุติฐานของการวิจัย

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 51 ประกอบ

56 ข้อใดต่อไปนี้ถือเป็นการเขียนข้อเสนอแนะของการวิจัยที่เหมาะสมได้

(1) ข้อเสนอแนะอาจสามารถนําไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ก็ได้

(2) ข้อเสนอแนะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปรับรู้กันอยู่แล้ว

(3) ข้อเสนอแนะไม่จําเป็นต้องตระหนักถึงข้อจํากัดและความจําเป็นต่าง ๆ (4) ข้อเสนอแนะต้องมาจากสามัญสํานึกของผู้วิจัยเป็นหลัก

(5) ข้อเสนอแนะต้องมีรายละเอียดมากพอสมควร

ตอบ 5 หน้า 203 204 ข้อควรระวังในการเขียนข้อเสนอแนะของการวิจัย คือ

1 ข้อเสนอแนะต้องเป็นเนื้อหาสาระจากการวิจัยมากกว่าสามัญสํานึกของผู้วิจัยเอง

2 ข้อเสนอแนะต้องเป็นเรื่องใหม่ที่มิใช่เรื่องที่รับรู้กันอยู่แล้ว

3 ข้อเสนอแนะต้องสามารถปฏิบัติหรือทําได้จริง ๆ

4 ข้อเสนอแนะต้องเป็นผลที่ได้ตระหนักถึงข้อจํากัดและความจําเป็นต่าง ๆ แล้ว

5 ข้อเสนอแนะต้องรายละเอียดมากพอสมควรที่นําไปสู่การปฏิบัติได้จริง

57 ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถึงหน้าที่ของบทคัดย่อได้อย่างเหมาะสม

(1) ช่วยอธิบายถึงที่มาและความสําคัญของการศึกษา

(2) ทําให้ผู้อ่านวิจัยเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดได้ในเวลาอันรวดเร็ว

(3) ช่วยประหยัดเวลาของผู้บริหาร

(4) ช่วยอธิบายถึงนิยามเชิงปฏิบของการวิจัย

(5) ช่วยอธิบายถึงเครื่องมือของการวิจัยได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

ตอบ 2 หน้า 205 บทคัดย่อ (Abstract) มีความสําคัญในการทําให้ผู้อ่านวิจัยสามารถทําความเข้าใจงานวิจัยหรือบทความวิชาการทั้งหมดได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นบทคัดย่อจึงเป็นข้อความโดย สรุปของรายงานการจัยที่สั้นกะทัดรัด แต่ได้ข้อความครอบคลุมเนื้อหาของรายงานการวิจัยทั้งหมด

58 ข้อใดต่อไปนี้ตรงกับคําว่า “ผู้ให้ข้อมูลคนสําคัญ”

(1) Key Informants

(2) Key Factors

(3) Population

(4) Sampling

(5) Literature Review

ตอบ 1 หน้า 207 องค์ประกอบของบทสรุปสําหรับผู้บริหารประการหนึ่งคือ บทสรุปควรประกอบด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัย ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้ควรครอบคลุมถึงรูปแบบการวิจัย ประชากร ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัยได้ทําการศึกษา ผู้ให้ข้อมูลคนสําคัญ (Key Informants)ขั้นตอนและวิธีการเก็บรวบรวม แนวทางการสัมภาษณ์ และวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

59 การเขียน “กิตติกรรมประกาศ” มีประโยชน์อย่างไร

(1) การแสดงความภาคภูมิใจของ นักวิจัยต่อความสําเร็จของงาน

(2) การระบุถึงอุปสรรคที่นักวิจัยพบและสามารถผ่านมาได้

(3) การขอบคุณหรือให้เกียรติผู้ที่มีส่วนส่งเสริมให้การวิจัยนี้สําเร็จ

(4) การนําเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ของการวิจัย

(5) การนําเสนอรายงานความก้าวหน้าของการวิจัย

ตอบ 3 หน้า 183, 208 209 กิตติกรรมประกาศ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สําคัญซึ่งอยู่ในส่วนประกอบตอนต้นของรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ งานวิจัยบางฉบับอาจเรียกส่วนนี้ว่าเป็น “ประกาศคุณูปการ” โดยใช้ภาษาอังกฤษคําว่า “Acknowledgement” ซึ่งผู้วิจัยส่วนใหญ่มักใช้พื้นที่ในส่วนนี้เพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงความขอบคุณผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือ หรือผลักดัน ” ให้งานวิจัยสําเร็จลุล่วงไปได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ให้คําแนะนํา หน่วยงานต้นสังกัดหรือผู้ให้ทุนวิจัย

60 การเขียนรายงานการวิจัยประเภทใดที่สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะที่การวิจัยยังไม่เสร็จสิ้น

(1) รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์

(2) รายงานการวิจัยแบบสั้น

(3) บทความการวิจัยลงพิมพ์ในวารสาร

(4) รายงานความก้าวหน้าของการวิจัย

(5) ไม่มีข้อใดถูกต้อง

ตอบ 4 หน้า 190 รายงานความก้าวหน้าของการวิจัย เป็นรายงานการวิจัยที่เขียนขึ้นในช่วงที่การวิจัยยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ผู้วิจัยมีเป้าหมายเพื่อรายงานผลการวิจัยแก่ผู้ให้ทุนหรือหน่วยงานต้นสังกัด เป็นระยะ ๆ ซึ่งรายงานความก้าวหน้าดังกล่าวจะมีความสําคัญอย่างมากต่อการพิจารณาจัดสรร งบประมาณต่อเนื่องให้แก่ผู้วิจัย หรือการตัดงบประมาณและระงับการให้ทุนได้หากผลการวิจัยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหรือสัมฤทธิผลที่ได้ทําสัญญากันไว้

61 ตัวเลือกใดไม่ใช่วิธีการแบบวิทยาศาสตร์

(1) การตั้งคําถามการวิจัย

(2) การคาดเดาคําตอบล่วงหน้า

(3) การรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกต

(4) การเก็บข้อมูลจากเอกสารขั้นต้น

(5) ทุกข้อคือวิธีการแบบวิทยาศาสตร์

ตอบ 5 หน้า 6 – 10, 30 – 21, (คําบรรยาย) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) มี 5ขั้นตอน ดังนี้

1 การสังเกตและระบุปัญหา (Observation and Problem Identification) เป็นขั้นตอนแรกสุดของการวิจัย โดยการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสและเกิดความสงสัยจนนําไปสู่ การตั้งคําถามการวิจัย

2 การตั้งสมมุติฐาน (Assumption/Hypothesis) เป็นขั้นตอนหลังจาก ตั้งคําถามการวิจัยแล้วนักวิจัยจะต้องคาดเดาคําตอบล่วงหน้า ถ้าไม่ทําจะไม่สามารถกําหนด แนวทางในการค้นหาคำตอบได้

3 การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection) เช่น การเก็บ ข้อมูลด้วยการสังเกต การเก็บข้อมูลจากเอกสารขั้นต้น การสอบถามผู้รู้โดยวิธีการสนทนากลุ่ม(Focus Group)

4 การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)

5 การสรุปผล (Conclusion)

62 ตัวเลือกข้อใดเกี่ยวข้องกับความหมายของการวิจัยมากที่สุด

(1) การค้นหาคําตอบจากปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

(2) การค้นพบคําตอบที่ไม่มีใครเคยตอบได้มาก่อน

(3) การค้นหาสัจธรรมหรือความจริงแท้ของโลกใบนี้

(4) การพิสูจน์ความเชื่อที่ไม่มีใครเคยพิสูจน์ได้มาก่อน

(5) ไม่มีข้อใดเกี่ยวข้องกับความหมายของการวิจัยเลย

ตอบ 1 หน้า 25, 31 การวิจัย (Research) หมายถึง การพยายามค้นหาคําตอบจากปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผ่านการสังเกตอย่างรอบด้าน หรือการเก็บข้อมูลที่จะใช้นํามาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีแบบแผน ซึ่งข้อมูลที่ว่านี้อาจจะได้มาจากการค้นหาตามเอกสารต่าง ๆ หรือการลงพื้นที่ไป สัมภาษณ์หรือด้วยวิธีการอื่น ๆ ที่ทําให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ต้องการ และเมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็นํามาวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ หรือขบคิดอย่างละเอียด จนได้มาซึ่งคําตอบที่ต้องการ

63 รายงานการวิจัยประเภทใดที่มีความละเอียดมากที่สุด

(1) รายงานความก้าวหน้าของการวิจัย

(2) บทความวิจัยตีพิมพ์ลงวารสาร

(3) รายงานการวิจัยฉบับสั้น

(4) รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์

(5) ไม่มีข้อใดถูกต้อง

ตอบ 4 หน้า 182, (คําบรรยาย) รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เป็นรายงานที่มีความละเอียดมากที่สุดและผู้วิจัยทุกคนต้องเขียนขึ้น ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่บทนํา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิธีดําเนินการวิจัย ผลการวิจัย       สรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ รวมทั้งบรรณานุกรมและภาคผนวก

64 เมื่อได้คําตอบหลังจากเก็บข้อมูลเละการวิเคราะห์ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว นักวิจัยต้องทําอะไรต่อไป

(1) Data Collection

(2) Data Analysis

(3) Observation

(4) Data Synthetic

(5) Conclusion

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 61 ประกอบ

65 ใครเป็นคนแรกที่แปลคําว่า “Staatswissenschaft” เป็นภาษาไทย

(1) หลวงวิจิตรวาทการ

(2) รัชกาลที่ 6

(3) พระยาอนุมานราชธน

(4) พระยายมราช

(5) ไม่มีข้อใดถูกต้อง

ตอบ 5 หน้า 13 พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราทิปพงศ์ประพันธ์หรือพระองค์วรรณฯ คือคนไทยคนแรกที่สร้างคําว่า “รัฐศาสตร์” ขึ้นมา โดยแปลมาจากภาษาเยอรมันคําว่า “Staatswissenschaft”

 

ตั้งแต่ข้อ 66 – 72 จงเลือกคําตอบต่อไปนี้ไปตอบในแต่ละข้อโดยให้มีความสัมพันธ์กับโจทย์คําถาม

(1) Data Collection

(2) Assumption

(3) Data Analysis

(4) Observation and Problem Identification

(5) Conclusion

 

66 การเก็บข้อมูลจากเอกสาร

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 61 ประกอบ

67 เป็นขั้นตอนหลังจากตั้งคําถามการวิจัยแล้วนักวิจัยจะต้องคาดเดาคําตอบล่วงหน้า

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 61 ประกอบ

68 การสอบถามผู้รู้โดยใช้วิธีการ Focus Group

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 61 ประกอบ

69 การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสและเกิดความสงสัยจนนําไปสู่การตั้งคําถามการวิจัย

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 61 ประกอบ

70 หลังจากได้คําตอบแล้ว กล่าวสรุปเฉพาะใจความสําคัญ

ตอบ 5 หน้า 10, 76, (คําบรรยาย) การสรุปผล (Conclusion) เป็นการสรุปข้อมูลหรือผลการวิเคราะห์ที่เกิดขึ้นจากการเก็บข้อมูลโดยอาจจะสรุปว่า สมมุติฐานที่ตั้งมาในข้างต้นนั้นถูกหรือผิด หรือ ผลของการทดลองหรือผลจากการเก็บข้อมูลเป็นอย่างไร หลังจากได้คําตอบแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้ ผู้อ่านเห็นภาพรวมทั้งหมด ซึ่งผู้วิจัยไม่ควรจะนําเสนออะไรใหม่ที่นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไปแล้วในส่วนของเนื้อหาอีก ควรกล่าวสรุปเฉพาะใจความสําคัญ ๆ ที่เป็นข้อค้นพบของการวิจัย

71 หลังจากเก็บข้อมูลครบเรียบร้อยจนมั่นใจแล้ว นักวิจัยต้องทําอะไรต่อไป

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 61 ประกอบ

72 จะไม่สามารถกําหนดแนวทางในการค้นหาคําตอบได้ถ้าไม่คาดการณ์คําตอบล่วงหน้าเสียก่อน

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 61 ประกอบ

73 ความหมายของการวิจัยสมัยใหม่อาจจะเทียบได้กับสิ่งใดในพระธรรมปิฎก

(1) เหตุผล

(2) ความรู้

(3) ปัญญา

(4) ความจริง

(5) ทักษะ

ตอบ 3 (คําบรรยาย) พระธรรมปิฎก ได้กล่าวถึง “การวิจัย” ไว้ว่า เป็นคําที่ใช้ในความหมายสมัยใหม่ในวงวิชาการ เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งอาจเทียบได้กับภาษาบาลีว่า “ปัญญา” ทั้งนี้เพราะการวิจัยนั้นเป็นลักษณะหนึ่งของการใช้ปัญญา ทําให้เกิดปัญญาหรือทําให้ปัญญา พัฒนาขึ้น

74 ถ้าอยากเข้าใจการเมืองต้องทําความเข้าใจกลุ่มทางการเมือง แนวคิดดังกล่าวนี้ตรงกับ Approach ใดที่สุด

(1) Political Philosophy Approach

(2) Group Approach

(3) System Approach

(4) Developmental Approach

(5) Power Approach

ตอบ 2 หน้า 61, (คําบรรยาย แนวการวิเคราะห์เชิงกลุ่มผลประโยชน์ (Group Approach) เกิดขึ้นมาจากนักรัฐศาสตร์ที่ชื่อ Arthur F. Bentley โดยเขาเสนอว่า พฤติกรรมทางการเมืองของแต่ละคน นั้นไม่ได้มีบทบาททางการเมืองแต่อย่างใด คนแต่ละคนจะมีบทบาทได้นั้น คนต้องรวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อเรียกร้องหรือต่อต้านต่อระบบการเมือง พฤติกรรมของแต่ละคนนั้นเมื่ออยู่เพียงคนเดียวก็จะมี พฤติกรรมอย่างหนึ่ง แต่เมื่อไปอยู่รวมเป็นกลุ่ม มนุษย์แต่ละคนก็จะมีพฤติกรรมอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นถ้าอยากเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองต้องทําความเข้าใจกลุ่มทางการเมือง

75 Approach ใดได้รับอิทธิพลจากสาขาความรู้ทางวิศวกรรมศาสตร์มากที่สุด

(1) Political Philosophy Approach

(2) Group Approach

(3) System Approach

(4) Developmental Approach

(5) Power Approach

ตอบ 3 หน้า 59, (คําบรรยาย) แนวการวิเคราะห์เชิงระบบ (System Approach/Functional Approach) เชื่อว่าในทุกสังคมนั้นมีลักษณะเป็นระบบที่ทําการรักษาตนเองให้อยู่รอดเสมอ ๆ วิธีคิดในลักษณะนี้ได้รับอิทธิพลมาจากวิธีคิดในทางชีววิทยาและวิศวกรรมศาสตร์มากที่สุดนักวิชาการแนวนี้ เช่น David Easton, Gabriel Almond, Bingham Powell เป็นต้น

76 ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับ The Post behavioral Period

(1) ยุคย้อนกลับแห่งการศึกษาการเมืองแบบยุโรป

(2) ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์

(3) ในยุคนี้มีการศึกษาแบบปรัชญาการเมืองด้วย

(4) เน้นการใช้เครื่องมือทางสถิติเป็นหลัก

(5) ไม่มีข้อใดถูกต้อง

ตอบ 4 หน้า 18 – 19, 52 ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ (The Post Behavioral Period) เป็นยุคของการศึกษารัฐศาสตร์ในปัจจุบัน คือยุคตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ในยุคนี้ถือ เป็นยุคแห่งการกลับมาของการศึกษาแบบเดิมที่ถูกละทิ้งและไม่ให้ความสนใจจากการพยายาม ครอบงําของพวกพฤติกรรมศาสตร์ การศึกษาแบบปรัชญาการเมืองและการศึกษาแบบสถาบัน จึงได้เริ่มกลับมาได้รับความสนใจและทําการศึกษากันอีกครั้งหนึ่ง นักวิชาการบางคนจะเรียกยุคดังกล่าวว่า ยุคย้อนกลับแห่งการศึกษาการเมืองแบบยุโรป (Period of Re-Europeanization)

77 เป็นวิธีการศึกษาการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด

(1) ปรัชญาการเมือง

(2) ประวัติศาสตร์การเมือง

(3) พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์

(4) ศึกษาถึงสิ่งที่เป็นธรรมชาติของสิ่งที่เป็นการเมือง

(5) ข้อ 1 และ 2 ถูกทั้งสองข้อ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การศึกษาแนวปรัชญาการเมือง (Political Philosophy Approach) นับว่าเป็นแนวที่เก่าแก่ที่สุดของการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ ซึ่งการศึกษาแนวนี้มีลักษณะเป็นการพรรณนา หรืออธิบาย พร้อมทั้งมีการให้คําแนะนําหรือเสนอมาตรการเอาไว้ด้วย และยังเป็นการศึกษาแนวปทัสถาน (Normative) คือ มีลักษณะของการใช้ค่านิยมส่วนตัวของผู้ศึกษามากที่สุด

78 “คําอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับอํานาจ” สัมพันธ์กับตัวเลือกใด

(1) Methodology

(2) ระเบียบวิธีวิจัย

(3) Political Theory

(4) Normative

(5) ข้อ 1 และ 2 ถูกทั้งสองข้อ

ตอบ 3 หน้า 55 Political Theory หมายถึง ชุดของภาษาหรือชุดในการอธิบายเพื่อทําความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในทางการเมืองหรือเรื่องราวของความสัมพันธ์ของคนในสังคมที่เกี่ยวข้องกับอํานาจ

79 “การวิจัยที่เน้นการสํารวจข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ลงลึกมากนัก”

(1) Pure Research

(2) Applied Research

(3) Survey Research

(4) Research Proposal

(5) ไม่มีข้อใดถูกต้อง

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 31 ประกอบ

80 วีรยาสนใจเรื่องการทํารัฐประหารในประเทศไทย แต่ก่อนที่จะศึกษานั้นวีรยาได้ไปอ่านงานเขียนของนักวิชาการที่ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวก่อนที่จะศึกษา สิ่งที่วีรยาทําเรียกว่าอะไร

(1) Review Observation

(2) Review Reading

(3) Review Literature

(4) Repeat Literature

(5) ข้อ 3 และ 4 ถูกทั้งสองข้อ

ตอบ  3 หน้า 29, 66, (คําบรรยาย) การทบทวนวรรณกรรม (Review Literature) เป็นการศึกษาถึงงานวิจัยอื่น ๆ ที่เคยทํามาในอดีต ว่าเคยมการศึกษาเรื่องที่เราสงสัยไว้แล้วหรือไม่ เพราะบางครั้ง ในอดีตอาจจะมีคนที่สงสัยในเรื่องหนึ่ง ๆ เช่นเดียวกับเรา ตัวอย่างเช่น วีรยาสนใจเรื่องการทํา รัฐประหารในประเทศไทย แต่ก่อนที่จะศึกษานั้นวีรยาได้ไปอ่านงานเขียนของนักวิชาการที่ได้ ศึกษาเรื่องดังกล่าวก่อนที่จะศึกษา เป็นต้น

 

ตั้งแต่ข้อ 81 – 85 จงเลือกคําตอบต่อไปนี้ไปตอบในแต่ละข้อโดยให้มีความสัมพันธ์กับโจทย์คําถาม

(1) Documentary Research

(2) Dependent Variable

(3) Independent Variable

(4) Unit of Analysis

(5) Survey Research

 

81 ประยุทธต้องการศึกษาหมอกควันในเขตกรุงเทพมหานครเปรียบเทียบกับหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่

“หมอกควัน” ในทางการวิจัยเรียกว่าอะไร

ตอบ 4 หน้า 141, (คําบรรยาย) หน่วยในการวิเคราะห์ (Unit of Analysis) หมายถึง หน่วยของสิ่งที่นักวิจัยนําลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่ง ๆ นั้นมาวิเคราะห์ ตัวอย่างเช่น ประยุทธต้องการศึกษาหมอกควันในเขตกรุงเทพมหานครเปรียบเทียบกับหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่ “หมอกควัน”ในทางการวิจัยก็คือ Unit of Analysis เป็นต้น

82 มุ่งเก็บข้อมูลที่เป็นรูปธรรมที่สังเกตเห็นได้ง่าย ตัวอย่างของการวิจัยเช่นนี้ก็เช่น การสํารวจผู้มีสิทธิเลือกตั้งของไทยในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2562 ว่ามีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนที่คน

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 31 ประกอบ

83 การศึกษารัฐธรรมนูญผ่านตําราและเอกสารการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการวิจัยนี้เรียกว่าอะไร

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 29 ประกอบ

84 ตัวแปรตาม

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 6 ประกอบ

85 ตัวแปรตั้งต้น

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 6 ประกอบ

 

ตั้งแต่ข้อ 86 – 91 จงเลือกคําตอบต่อไปนี้ไปตอบในแต่ละข้อโดยให้มีความสัมพันธ์กับโจทย์คําถาม

(1) Research Question

(2) Observation

(3) Research Objective

(4) Approach

(5) Method

 

86 ไม่ควรตั้งในลักษณะปลายปิด

ตอบ 1 หน้า 63 – 64, (คําบรรยาย) คําถามการวิจัย (Research Question) หมายถึง คําถามที่ต้องการหาคําตอบจากปรากฏการณ์ที่นํามาศึกษาวิจัย โดยจะต้องเป็นคําถามที่ยังไม่มีคําตอบ หรือเป็น คําถามที่ไม่สามารถหาคําตอบได้โดยง่าย หรือมีคําตอบแต่ยังไม่ชัดเจน ใช้คําถามปลายเปิดเป็น ส่วนใหญ่ ไม่ควรตั้งในลักษณะปลายปิด และจะต้องเป็นคําถามที่น่าสนใจที่จะหาคําตอบด้วย ซึ่งคําถามในการวิจัยนั้นมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่

1 คําถามประเภท “อะไร” เช่น ทฤษฎีในการพัฒนาเศรษฐกิจมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ฯลฯ

2 คําถามประเภท “ทําไม” เช่น ทําไมน้ําจึงท่วมในเขตกรุงเทพมหานครง่ายมาก ฯลฯ

3 คําถามประเภท “อย่างไร” เช่น ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475ได้อย่างไร ฯลฯ

87 เป็นขั้นตอนแรกที่สุดของการเริ่มต้นวิจัย

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 61 ประกอบ

88 วิธีการตั้งประโยคต้องใช้คําขึ้นต้นคําว่า “เพื่อ”

ตอบ 3 หน้า 66, (คําบรรยาย) วัตถุประสงค์ในการวิจัย (Research Objective) คือ การบอกจุดมุ่งหมายในการทําวิจัยว่าจะทําไปเพื่ออะไร ซึ่งจะมีวิธีการตั้งประโยคด้วยการใช้คําขึ้นต้นคําว่า “เพื่อ” เช่น เพื่อสํารวจ เพื่อพรรณนา เพื่ออธิบาย เพื่อสร้างความเข้าใจ เป็นต้น

89 ต้องตั้งด้วยประโยคประเภท “อะไร ทําไม อย่างไร”

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 86 ประกอบ

90 วิธีการเก็บข้อมูล

ตอบ 5 หน้า 26 คําว่า Method หมายถึง วิธีการของคน ๆ หนึ่งที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเพื่อนํามาทําความเข้าใจหรือใช้อธิบายบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งอาจจะแปลเป็นภาษาไทยว่า “วิธีการ”

91 การวิเคราะห์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ

ตอบ 4 หน้า 53, 55, (คําบรรยาย) แนวการวิเคราะห์ (Approach) หมายถึง กรอบหรือเค้าโครงทางความคิดอย่างกว้าง ๆ อันเป็นพื้นฐานในการพรรณนาความหรือการอธิบายหรือการวิเคราะห์ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ โดยใน Approach หนึ่ง ๆ จะประกอบไปด้วยสมมุติฐาน เบื้องต้นเกี่ยวกับการเมืองในเรื่องนั้น ๆ เช่น ทฤษฎีเกม (Game Theory), ทฤษฎีการตัดสินใจ เลือกอย่างมีเหตุมีผล (Rational Choice Theory), ทฤษฎีระบบ (System Theory), แนวการ วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง (Structural Approach) เป็นต้น

 

ตั้งแต่ข้อ 92 – 95 จงเลือกคําตอบต่อไปนี้ไปตอบในแต่ละข้อโดยให้มีความสัมพันธ์กับโจทย์คําถาม

(1) Institutional Approach

(2) Rational Choice Approach

(3) Historical Approach

(4) System Approach

(5) Psychological Approach

 

92 ถ้าอยากเข้าใจการเมืองไทยต้องไปศึกษารัฐธรรมนูญ

ตอบ 1 หน้า 60, (คําบรรยาย) แนวการวิเคราะห์แบบสถาบันนิยม (Institutionalism/Institutional Approach) เป็นการศึกษารัฐศาสตร์ที่เน้นหนักในเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ และอิทธิพลของ โครงสร้างทางการเมืองที่มีต่อการเมือง โดยเชื่อว่าโครงสร้างทางการเมืองหรือสถาบันทางการเมือง ต่าง ๆ เป็นตัวกําหนดพฤติกรรมของมนุษย์ นักรัฐศาสตร์สมัยใหม่แนวสถาบันนิยม ได้แก่

1 เฮอร์มัน ไฟเนอร์ (Herman Finer) ผู้เขียนงานเรื่อง The Theory and Practice of Modern Government

2 วูดโรว์ วิลสัน (VWcodrow Wilson) ผู้เขียนงานเรื่อง Congressional Government  A Study in American Politics เป็นต้น

93 เชื่อว่าในทุกสังคมนั้นมีลักษณะเป็นระบบที่ทําการรักษาตนเองให้อยู่รอดเสมอ ๆ นักคิดคนสําคัญได้แก่ Gabriel Almond

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 75 ประกอบ

94 Maximize Utility และ Maximin

ตอบ 2 หน้า 57, (คําบรรยาย) แนวการวิเคราะห์แบบการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล (Rational Approach) หรือบางทีก็เรียกว่า Rational Choice Approach จะมีสมมุติฐานที่สําคัญคือ มนุษย์ทุกคนเป็น มนุษย์ที่มีเหตุมีผล เวลาจะทําอะไรแล้วจะคํานวณอยู่ตลอดเวลาว่าตนเองได้ประโยชน์อย่างไร และเสียประโยชน์อย่างไร และเมื่อคํานวณดูผลลัพธ์ในทางต่าง ๆ ที่น่าจะเป็นแล้ว คน ๆ นั้นก็ จะทําตามในทางที่ตนเองได้ประโยชน์มากที่สุด (Maximize Utility) หรือในกรณีที่ตนเองไม่มีทางจะได้ประโยชน์ คน ๆ นั้นก็จะเลือกวิธีการที่ตนเองจะเสียเปรียบน้อยที่สุด (Maximin)

95 ถ้าอยากเข้าใจปรากฏการณ์ปัจจุบัน จําเป็นจะต้องไปศึกษาเหตุการณ์ก่อนหน้า

ตอบ 3 หน้า 53 แนวการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ (Historical Approach) มีสมมุติฐานว่า ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นมีที่มาจากพัฒนาการที่คลี่คลายตามลําดับเหตุการณ์อันเชื่อมโยง มาจากเหตุการณ์ที่สําคัญ ๆ ก่อนหน้านั้น ด้วยเหตุนี้เองนักรัฐศาสตร์ที่ศึกษาปรากฏการณ์ทาง การเมืองต่าง ๆ ตามขวงเวลาในอดีตหรือปัจจุบัน นักรัฐศาสตร์ก็จําเป็นที่จะต้องย้อนกลับไปดู วิวัฒนาการของเหตุการณ์ก่อนหน้าในช่วงยาว แล้วพิจารณาดูว่าเหตุการณ์ไหนเป็นเหตุการณ์ตั้งต้นที่เป็นสาเหตุของเหตุการณ์ในปัจจุบัน

96 คําถามที่ใช้มาตรวัดแบบ Likert Scale จัดเป็นคําถามในลักษณะใด (1) Check-List Question

(2) Multiple Choice Question

(3) Multi-Response Question

(4) Rank Primary Question

(5) Rating Scale Question

ตอบ 5 หน้า 130 133, (คําบรรยาย) คําถามในลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale Question) จัดเป็นแบบสอบถามปลายปิดชนิดหนึ่ง โดยแบบที่นิยมใช้และรู้จักกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ มาตรวัดแบบ Likert Scale, มาตรวัดแบบ Guttman Scale, มาตรวัดแบบ Osgood Scale มาตรวัดแบบ Thurstone Scale เป็นต้น

97 ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาคุณภาพของเครื่องมือวัด

(1) ความแม่นตรง

(2) ความเชื่อถือได้

(3) การมีประสิทธิภาพ

(4) การมีความหมาย

(5) ความเป็นปรนัย

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 25 ประกอบ

98 ในการทดสอบความเชื่อถือได้ (Reliability) ต้องพิจารณาในเรื่องใด (1) ความมีเสถียรภาพ –

(2) การทดแทนซึ่งกันและกันได้

(3) การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

(4) ข้อ 1 และ 3 ถูก

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 35, (คําบรรยาย) การทดสอบความเชื่อถือได้ (Reliability) มีเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้

1 ความมีเสถียรภาพ (Stability)

2 การทดแทนซึ่งกันและกันได้ (Equivalence)

3 การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Homogeneity)

99 ข้อใดเป็นข้อจํากัดของการใช้แบบสอบถาม

(1) สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย

(2) เกิดความลําเอียงหรืออคติได้ง่าย

(3) ต้องอาศัยผู้มีความรู้ความชํานาญเป็นพิเศษ

(4) ไม่สามารถที่จะเก็บข้อมูลกับผู้ที่อ่านเขียนหนังสือไม่ได้

(5) สามารถกลับไปซักถามต่อได้

ตอบ 4 หน้า 155 – 156, (คําบรรยาย) ข้อจํากัดของการส่งแบบสอบถาม มีดังนี้

1 ไม่แน่ใจว่าได้ข้อมูลตรงกับความจริงหรือไม่ ถ้าเครื่องมือวัดไม่ดีพอ

2 มีลักษณะยืดหยุ่นน้อย

3 มักได้แบบสอบถามกลับคืนมาจํานวนน้อย

4 ไม่สามารถใช้กับประชากรที่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้

5 ไม่สามารถกลับไปซักถามต่อได้ เป็นต้น

100 ข้อใดคือลักษณะทั่วไปของการวิจัยเชิงปริมาณ

(1) ตีความจากเอกสาร

(2) ใช้การสอบถามเป็นหลัก

(3) มีลักษณะเป็น Normative

(4) ทดสอบทฤษฎีด้วยเครื่องมือทางสถิติ

(5) ให้ความสําคัญกับความหมายของสิ่งที่ศึกษา

ตอบ 4 หน้า 90 – 91, (คําบรรยาย) ลักษณะสําคัญของการวิจัยเชิงปริมาณ คือ

1 ต้องการทดสอบทฤษฎีด้วยเครื่องมือทางสถิติ

2 เน้นข้อมูลที่เป็นตัวเลข

3 มีทฤษฎีเป็นกรอบในการศึกษา

4 เป็นการเลือกประชากรทั้งหมด

5 มีวิธีการเก็บข้อมูล โดยใช้การสอบถามและการสัมภาษณ์ตามแนวเป็นหลัก 6 สรุปจากข้อเท็จจริงที่รวบรวมมาได้โดยใช้สถิติเป็นข้อพิสูจน์ เป็นต้น