การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW4007 นิติปรัชญา 

Advertisement

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  3  ข้อ

ข้อ  1  สัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน  (American Legal Realism)  มีแนวความคิดสำคัญในการวิเคราะห์กฎหมาย  ความเป็นจริงของกฎหมาย  ตลอดจนปัญหาการบังคับใช้กฎหมายโดยฝ่ายตุลาการอย่างไร  และเหตุใดนักสัจนิยมทางกฎหมายบางท่าน  (J. Frank)  จึงคัดค้านเรื่องการลงโทษประหารชีวิต

Advertisement

ธงคำตอบ

สัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน  (American  Legal  Realism)   มีที่มาจากงานความคิดของโอลิเวอร์  เวนเดลล์  โฮล์มส์  (Oliver  Wendel  Holmes)  ผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุดนับแต่ปี  ค.ศ. 1902 

Advertisement

โฮล์มส์  ไม่เชื่อว่าผู้พิพากษาจะสามารถตัดสินคดีตามใจชอบ  โดยมองจากประสบการณ์การทำงานของตน  ซึ่งไม่อาจปรุงแต่งกฎหมายให้เป็นอย่างไรก็ได้ตามที่ตนต้องการ  เป้าหมายสำคัญที่โฮล์มส์  วิพากษ์วิจารณ์คือ  ความคิดที่เชื่อว่าบทบัญญัติทั้งหมดในกฎหมายล้วนมีเหตุผลอันชอบธรรม

โฮล์มส์  เชื่อว่า  กฎหมายจำนวนมากถูกเขียนขึ้นบนบริบททางประวัติศาสตร์ต่างๆ  ซึ่งถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้วในภายหลัง  ดังนี้แล้วจึงสมควรให้มีการตรวจสอบทบทวนอย่างสม่ำเสมอต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่ายังมีความเหมาะสมดีอยู่หรือไม่ภายใต้เงื่อนไขของสังคมซึ่งเปลี่ยนแปลงไป  ในลักษณะนี้จึงไม่มีกรณีใดๆซึ่งสมควรกล่าวอ้าง  (ตามกระบวนการอนุมานความคิด)  กฎหมายว่าเป็นเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะแน่นอน  หากว่าในทางปฏิบัติ  ศาลแสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แท้จริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  และจากความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความเป็นจริงของสังคมดังนี้เองทีทำให้เห็นว่ามีเพียงผู้พิพากษา  (หรือทนายความ)  ซึ่งเข้าใจดีถึงบริบททางประวัติศาสตร์  สังคม  และเศรษฐกิจเท่านั้นจึงจะทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมต่อบทบาทของตน

Advertisement

นอกเหนือจากโฮล์มส์  ก็ยังมี  จอห์น  ชิปแมน  เกรย์  ที่ยืนยันว่ากฎหมายประกอบด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆซึ่งศาลยุติธรรมได้กำหนดไว้  บรรดาพระราชบัญญัติเป็นเพียงที่มาของกฎหมายดังกล่าวนี้เท่านั้น

คาร์ล  ลูเวลลิน  (Karl  Llewellyn)  ในฐานะสมาชิกคนสำคัญอีกท่านหนึ่ง  กล่าวในทำนองเดียวกันไม่ให้ไว้วางใจนักต่อ  กฎเกณฑ์ในกระดาษ  ควรเอาใจใส่ต่อพฤติกรรมหรือแบบแผนการวินิจฉัยตีความกฎหมายของศาลซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันตามแต่กาละและสถานที่  ตลอดจนสนใจต่อข้อมูลต่างๆ  เกี่ยวกับคำตัดสินที่ปรากฏจริงๆ

Advertisement

เยโรม  แฟรงค์  (Jerome  Frank)  ผู้พิพากษาที่ถือว่าเขาเป็น  ผู้ที่ไม่เชื่อใจต่อข้อเท็จจริง  หมายความว่า  แม้ในกรณีที่กฎเกณฑ์มีความชัดเจนง่ายดายต่อการตีความแล้วก็ตาม  กฎเกณฑ์ดังกล่าวก็อาจส่งผลสะเทือนน้อยเต็มทีในคำตัดสินของศาลระดับล่าง  เฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ระบบลูกขุน  เนื่องจากบุคคลดังกล่าวสามารถยกข้อเท็จจริงใดๆ  ที่ตนพึงพอใจมาปรับเข้ากับกฎเกณฑ์ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ตามที่ตนต้องการในที่สุดได้  นอกจากนี้  เหตุปัจจัยเรื่องความสมบูรณ์หรือบกพร่องของพยานหลักฐาน  ความสามารถของทนายความหรือผู้พิพากษาก็เป็นตัวกำหนดอันสำคัญต่อผลของคำพิพากษา  ความลื่นไหล  ความไม่แน่นอนของข้อเท็จจริงเหล่านี้ย่อมนับเป็นอุปสรรคในการคาดทำนายการตัดสินใจของศาล

นอกจากนี้ในปี  ค.ศ. 1957  แฟรงค์ยังได้ร่วมเขียนงานชิ้นหนึ่งเรื่อง  ไร้ความผิด  (Notquilty)  ซึ่งเป็นเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องคดีความผิดจำนวนหนึ่ง  ซึ่งบรรดาจำเลยต่างถูกตัดสินพิพากษาว่า  ประกอบอาชญากรรม  แต่ได้รับการตัดสินใหม่ว่า  เป็นผู้บริสุทธิ์ในศาลชั้นหลัง  การค้นพบประจักษ์หลักฐานในความไม่แน่นอนแห่งกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของศาลและความผิดพลาดต่างๆอันเกิดขึ้นได้  เหล่านี้นับเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาคัดค้านเรื่องการลงโทษประหารชีวิต  อีกทั้งยังทำให้เขายืนยันความสำคัญของความเป็นธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี  วึ่งไม่อาจนำไปแลกกับประสิทธิภาพ  (ความรวดเร็ว)  ในทางตุลาการ

ดังนั้น  จะเห็นว่า  สัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกันจะใส่ใจเรื่องธรรมชาติกฎหมายในแง่การปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง  วิพากษ์ความไม่แน่นอนของกฎหมาย  ช่องว่างของกฎหมายในตัวบทและความเป็นจริงในแง่การบังคับใช้  รวมทั้งการวิพากษ์เบื้องหลังการใช้อำนาจของผู้พิพากษาเพื่อให้เกิดความยุติธรรม  โดยอาจมีปัจจัยทางอัตวิสัยแนวความคิดการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

การคัดค้านการลงโทษประหารชีวิต  สัมพันธ์กับประเด็นเรื่องความไม่แน่นอนของกฎหมายหรือกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของศาล

Advertisement