LAW4007 นิติปรัชญา 2/2550

Advertisement

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW4007 นิติปรัชญา

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  3  ข้อ

ข้อ  1  ปฏิฐานนิยมทางกฎหมายคืออะไร  Hart  ได้เสนอความคิดของเขาว่าอย่างไร  และ  Fuller  กับ  Dworkin  ได้วิจารณ์ความคิดนั้นว่าอย่างไร  จงอธิบาย

Advertisement

ธงคำตอบ

ทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย  หรือ  Legal  Positiism  เป็นทฤษฎีทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่  19  โดยคำว่า  ปฏิฐานนิยม  แปลโดยรวมคือ  แนวความคิดที่มีหลักสวนกลับหรือโต้ตอบกลับ  ซึ่งในที่นี้ก็คือ  แนวคิดที่มีหลักสวนกลับหลักกฎหมายธรรมชาติ  ที่มีอยู่ก่อนแล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม  เมื่อลงลึกในเนื้อหาแล้วจะเห็นว่า  ทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายเป็นทฤษฎีความเห็นซึ่งยืนยันว่ากฎหมายเป็นผลผลิตหรือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยอำนาจปกครองในสังคม  นักทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายจะยืนยันถึงการแยกจากกันโดนเด็ดขาดระหว่างกฎหมายกับจริยธรรม  ศีลธรรมต่างๆ  รวมทั้งมีความโน้มเอียงที่จะชี้ว่าความยุติธรรม  หมายถึง  การเคารพปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่รัฐตราขึ้นอย่างเคร่งครัด

แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย  แบ่งออกเป็น  3  ประการคือ

1       กฎหมายไม่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม  คือ  ความสมบูรณ์ของกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาแยกออกต่างหากจากความยุติธรรมหรือหลักคุณค่าทางจริยธรรมใดๆ  ดังที่จอห์น  ออสติน  นักคิดคนสำคัญของสำนักนี้ได้กล่าวไว้ว่า  การดำรงอยู่ของกฎหมายเป็นคนละเรื่องกับปัญหาความถูกต้องชอบธรรมของกฎหมาย  ความสมบูรณ์ของกฎหมายเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่โดยตัวของมันเองจากสภาพบังคับที่ปรากฏอยู่อันเป็นข้อเท็จจริงที่เห็นได้โดยไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเรื่องคุณค่าทางจริยธรรม  ศีลธรรม  หรือหลักความยุติธรรม  ซึ่งเราสามารถหาคำตอบว่ากฎหมายที่ดำรงอยู่คืออะไร  โดยไม่ต้องคิดหรือตัดสินใจทางศีลธรรมใดๆ

2       กฎหมายมาจากรัฏฐาธิปัตย์  คือ  การดำรงอยู่ของกฎหมายขึ้นอยู่กับการที่มันถูกสร้างขึ้นหรือผ่านการตกลงปลงใจของมนุษย์ในสังคม  คือถือว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างกฎหมายขึ้นเอง  เป็นข้อสรุปที่เชื่อมั่นในเจตจำนง  อำนาจ  หรือความชอบธรรมของมนุษย์ในการบัญญัติกฎหมายขึ้นมา  การปรากฏตัวของกฎหมายจึงมิได้มาจากการถ่ายทอดคำสั่งหรือระเบียบกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าหรือสิ่งที่มีอำนาจลึกลับหรือธรรมชาติแต่อย่างใด  หากแต่เป็นมนุษย์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทางกฎหมายหรือรัฏฐาธิปัตย์เป็นผู้สร้างขึ้น

3       กฎหมายเป็นสิ่งที่มีสภาพบังคับหรือมีบทลงโทษ  คือ  เน้นที่สภาพบังคับของกฎหมายความสมบูรณ์ของกฎหมาย  ความถูกต้องของกฎหมายปรากฏจากสภาพบังคับของกฎหมาย  กฎหมายของรัฏฐาธิปัตย์ยุติธรรมเสมอ  เพราะสิ่งที่ถือว่าความยุติธรรมหรืออยุติธรรมหรือความถูกผิดเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดโดยกฎหมายของรัฏฐาธิปัตย์ไปโดยปริยายแล้ว

ทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในแบบฉบับของฮาร์ท

ฮาร์ท  (Hart)  ถือว่าระบบกฎหมายนั้นเป็นระบบแห่งกฎเกณฑ์ทางสังคมรูปแบบหนึ่ง  โดยเกี่ยวข้องกับสังคมในสองความหมาย

ความหมายแรก  มาจากการที่มันเป็นกฎเกณฑ์ปกครองการกระทำของมนุษย์ในสังคม

ความหมายที่สอง  สืบแต่มันมีแหล่งที่มา  และดำรงอยู่จากการปฏิบัติทางสังคมของมนุษย์โดยเฉพาะ

ฮาร์ทเห็นว่าเป็นความจำเป็นทางธรรมชาติที่ในทุกสังคมมนุษย์จะต้องมีกฎเกณฑ์ที่กำหนดพันธะหน้าที่ในรูปกฎหมาย  ซึ่งจำกัดควบคุมความรุนแรง  พิทักษ์รักษาทรัพย์สินหรือระบบทรัพย์สินและป้องกันควบคุมการหลอกลวงกัน  โดยฮาร์ทถือว่ากฎเกณฑ์ซึ่งจำเป็นเหล่านี้เสมือน  เนื้อหาอย่างน้อยที่สุดของกฎหมายธรรมชาติ  ที่ชี้ให้ยอมรับแก่นความหมายในแง่ดีของทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ  จนถึงกับกล่าวว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เวลาพิจารณากฎหมาย  ต้องพิจารณาถึงสัจธรรมข้อนี้ไว้ด้วย  ทำให้เกิดการคาบเกี่ยวบางเรื่องระหว่างกฎหมายและศีลธรรม  กลายเป็นการดำรงอยู่ของกฎหมายนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางสังคมที่ซับซ้อนหลายๆประการ  ด้วยเหตุนี้กฎหมายทั้งหมดจึงเปิดช่องให้ทำการวิจารณ์เชิงศีลธรรมได้  แต่อย่างไรก็ตามจุดนี้เองที่ฮาร์ทยอมรับอย่างเปิดเผยในท้ายที่สุดว่า  โดยพื้นฐานแท้จริงแล้วการยึดมั่นของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในบทสรุปของแนวคิดเรื่องการแยกกฎหมายออกจากศีลธรรมนั้น  ในตัวของมันวางอยู่บนเหตุผลทางศีลธรรม

ฮาร์ทมองเห็นข้อจำกัดของการที่มีแต่กฎเกณฑ์ที่กำหนดพันธะหน้าที่เพียงลำพัง  จึงได้สร้างแนวคิดที่เรียกว่า  ระบบกฎหมาย  แบ่งออกเป็น  2  ประเภท  คือ

1       กฎปฐมภูมิ  หมายถึง  กฎเกณฑ์ทั่วไปซึ่งวางบรรทัดฐานการประพฤติให้คนทั่วไปในสังคมและก่อให้เกิดหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตาม  (Rule  of  Obligation)  ในลักษณะเป็นกฎหมายเบื้องต้นทั่วไป

2       กฎทุติยภูมิ  หมายถึง  กฎเกณฑ์พิเศษที่สร้างขึ้นมาเสริมความสมบูรณ์ของกฎปฐมภูมิเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้มากยิ่งขึ้น  ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดหน้าที่โดยทั่วไปเหมือนกฎปฐมภูมิ  แต่เป็นกฎที่ผู้ใช้กฎหมายต้องพิจารณาและคำนึงถึง  โดยสามารถแยกออกเป็นองค์ประกอบย่อยได้ดังนี้

1)    กฎกำหนดเกณฑ์การรับรองความเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์หรือเกณฑ์การพิสูจน์ว่ากฎใดคือกฎหมาย

2)    กฎกำหนดเกณฑ์การบัญญัติและแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมาย

3)    กฎที่กำหนดเกณฑ์การวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีเมื่อมีการละเมิดฝ่าฝืนกฎหมาย

กฎปฐมภูมิและกฎทุติยภูมิในทรรศนะของฮาร์ทถือว่าเป็นกฎหลักสองประการที่ทำให้กฎเกณฑ์ทางกฎหมายมีความสมบูรณ์จนถึงขั้นที่เรียกว่าเป็น  ระบบกฎหมาย ที่สมบูรณ์และได้มาตรฐานอย่างแท้จริง

ข้อวิจารณ์ของฟุลเลอร์ (Fuller)  ที่มีต่อระบบกฎหมายของฮาร์ท

ศาสตราจารย์ฟุลเลอร์  นักทฤษฎีฝ่ายกฎหมายธรรมชาติ  ยอมรับข้อเสนอของฮาร์ทที่ว่า  กฎหมายคือระบบของกฎเกณฑ์  แต่ก็ยังยืนยันความสำคัญของเรื่องวัตถุประสงค์ภายในตัวกฎหมาย  ฟุลเลอร์กล่าวว่าเราไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า  กฎเกณฑ์แต่ละเรื่องคืออะไร  จนกว่าเราจะได้ทราบว่ากฎเกณฑ์นั้นๆมีจุดมุ่งหมายอย่างไร  อีกทั้งเราไม่อาจเข้าใจเรื่องระบบของกฎเกณฑ์ได้  ถ้าเรามองเพียงในแง่ข้อเท็จจริงทางสังคมล้วนๆจุดสำคัญอยู่ที่ต้องพิจารณากฎเกณฑ์หรือระบบแห่งกฎเกณฑ์ในแง่ของการกระทำที่มีจุดมุ่งหมาย  กล่าวคือ  การควบคุมการกระทำของมนุษย์ให้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์  เมื่อพิจารณากันในประเด็นนี้ก็จะเข้าใจได้ว่ากฎเกณฑ์นั้นไม่สามารถดำรงได้โดยปราศจากคุณภาพทางศีลธรรมภายในตัวกฎนั้น

ฟุลเลอร์ไม่เห็นด้วยอย่างมากกับการที่ฮาร์ทสรุปว่า  กฎหมายเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ล้วนๆ  และไม่จำต้องเกี่ยวข้องกับหลักศีลธรรมหรือหลักคุณค่านามธรรมเสมอไป  กล่าวคือ  ฟุลเลอร์เห็นว่า  กฎหมายนั้น  ต้องสนองตอบความจำเป็นหรือวัตถุประสงค์ทางศีลธรรม  กฎหมายและศีลธรรมจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้  กฎหมายจะต้องมีสิ่งที่อาจเรียกว่า  ศีลธรรมภายในกฎหมาย  บรรจุอยู่เสมอ

นอกจากนี้ฟุลเลอร์ไม่เห็นด้วยกับฮาร์ทที่แยกกฎปฐมภูมิและกฎทุติยภูมิออกจากกันโดยเด็ดขาด  เพราะในบางสถานการณ์กฎอันเดียวกันอาจให้ทั้งอำนาจและกำหนดหน้าที่ไม่จำกัดบทบาทเพียงอย่างหนึ่งอย่างใดหากแต่ต้องแปรผันไปตามสภาพแวดล้อม

ข้อวิจารณ์ของดวอร์กิ้น  (Dworkin)  ที่มีต่อระบบกฎเกณฑ์ของฮาร์ท

ดวอร์กิ้นวิจารณ์แนวคิดเรื่องระบบกฎเกณฑ์ของฮาร์ทแบบตรงไปตรงมา  โดยดวอร์กิ้นเห็นว่าการถือว่ากฎหมายเป็นเพียงเรื่องระบบแห่งกฎเกณฑ์ตามความคิดของฮาร์ทนั้น  เป็นข้อสรุปที่ไม่สมบูรณ์และคับแคบเกินไป  เพราะจริงๆแล้ว  กฎเกณฑ์  ไม่ใช่เนื้อหาสาระเดียวในกฎหมาย  การมองกฎหมายว่าเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์เท่านั้นไม่เป็นสิ่งเพียงพอ  กฎเกณฑ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎหมายเท่านั้น  แท้จริงแล้วยังมีเนื้อหาสาระสำคัญอื่นๆซึ่งประกอบอยู่ภายในกฎหมาย  ที่สำคัญคือเนื้อหาสาระที่เป็นเรื่องของ  หลักการ  ทางศีลธรรมหรือความเป็นนามธรรม

หลักการ  นี้  ดวอร์กิ้น  ถือว่าเป็นมาตรฐานภายในกฎหมายซึ่งต้อองเคารพรักษาไว้  หลักการเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรม  ความเที่ยงธรรมหรือมิติทางคุณค่าด้านศีลธรรมอื่นๆกล่าวอีกนัยหนึ่ง  หลักการเป็นมาตรฐานอันพึงเคารพเนื่องจากเป็นสิ่งจำเป็นของความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมเป็นสิ่งคุ้มครองสิทธิปัจเจกชน  โดยหลักการที่ว่านี้อาจค้นพบได้ในคดีความ  พระราชบัญญัติ หรือศีลธรรมของชาวชุมชนต่างๆ

ดวอร์กิ้นกล่าวว่า  หลักการ  ต่างกับ  กฎเกณฑ์  ตรงที่กฎเกณฑ์มีลักษณะใช้ได้ทั่วไปมากกว่า  ขณะที่หลักการต้องเลือกปรับใช้ในบางคดี  นอกจากนี้หลักการยังมีมิติเรื่องน้ำหนักหรือความสำคัญที่ต้องพิจารณาในการปรับใช้  ขณะที่กฎเกณฑ์ไม่มีมิติเช่นนี้

Advertisement