LAW4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม S/2558

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายจ้างทําสัญญาจ้างนายธนชาติและ น.ส.วีนัส เป็นลูกจ้างที่ไม่มีกําหนดระยะเวลา ได้รับค่าจ้าง 12,000 บาท ค่าครองชีพ 2,000 บาท และค่าเช่าบ้าน 2,000 บาท ในสัญญาจ้างมีข้อตกลงว่า

Advertisement

ข้อ 1 “ให้นายธนชาติได้รับค่าล่วงเวลาในวันทํางาน 2 เท่า และให้ น.ส.วีนัส ได้ 1 เท่า” และ

ข้อ 2 “ถ้าถูกบอกเลิกสัญญาจ้างก่อน 6 เดือน จะไม่ได้รับค่าชดเชย และถ้าถูกบอกเลิกสัญญาจ้าง ก่อนครบ 1 ปี จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาท” ปรากฏว่านายจ้างได้บอกเลิกสัญญาจ้างนายธนชาติ เมื่อสิ้นเดือน 5 (เดือนพฤษภาคม) จึงไม่จ่ายค่าชดเชยให้ตามที่ระบุไว้ในสัญญา และนายจ้างได้ บอกเลิกสัญญาจ้าง น.ส.วีนัส เมื่อสิ้นเดือนที่ 10 (เดือนตุลาคม) จึงจ่ายค่าชดเชยให้ 10,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในสัญญา เช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ และการที่นายจ้างทําสัญญาตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทํางานตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 1 นั้น ถูกต้องหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 15 “ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้”

มาตรา 17 วรรคสองและวรรคสาม “ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกําหนดระยะเวลา นายจ้าง หรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึง กําหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกําหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน

การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจํานวนที่จะต้องจ่าย จนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกําหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้…”

มาตรา 61 “ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทํางานล่วงเวลาในวันทํางานให้นายจ้างจ่ายค่า ล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทํางานตามจํานวนชั่วโมงที่ทํา หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทํางานตามจํานวนผลงานที่ทําได้สําหรับลูกจ้างซึ่ง ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย”

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้

ลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่า ค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานสามสิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้าง ตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการ ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”

 

วินิจฉัย

โดยหลักของการทําสัญญาจ้างแรงงานนั้น นายจ้างกับลูกจ้างจะทําข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างไรก็ได้ เพียงแต่ข้อตกลงนั้นจะมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง หรือเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว ข้อตกลงนั้นจะตกเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 150) อย่างไรก็ตาม หากข้อตกลงนั้นเป็นคุณแก่ลูกจ้าง แม้ว่าจะขัดต่อกฎหมาย ก็ถือว่าข้อตกลงนั้นใช้ได้ ไม่ตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายจ้างทําสัญญาจ้างนายธนชาติและ น.ส.วีนัสเป็นลูกจ้างที่ไม่มี กําหนดระยะเวลา ได้รับค่าจ้าง 12,000 บาท ค่าครองชีพ 2,000 บาท และค่าเช่าบ้าน 2,000 บาท โดยในสัญญา มีข้อตกลงว่า

ข้อ 1 “ให้นายธนชาติได้รับค่าล่วงเวลาในวันทํางาน 2 เท่า และให้ น.ส.วีนัส ได้ 1 เท่า” และ

ข้อ 2 “ถ้าถูกบอกเลิกสัญญาจ้างก่อน 6 เดือน จะไม่ได้รับค่าชดเชย และถ้าถูกบอกเลิกสัญญาจ้างก่อนครบ 1 ปี จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาท” นั้น

ข้อตกลงทั้ง 2 ข้อ แยกพิจารณาได้ดังนี้

ข้อตกลงข้อที่ 1 ที่ให้นายธนชาติได้รับค่าล่วงเวลาในวันทํางาน 2 เท่า และให้ น.ส.วีนัสได้ 1 เท่านั้น ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 15 ที่กําหนดให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการ จ้างงาน ดังนั้นข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 น.ส.วีนัสจึงมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาใน วันทํางานตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 61 คือ หนึ่งเท่าครึ่ง ส่วนนายธนชาติมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในวันทํางาน 2 เท่า ตามข้อตกลงในสัญญา เพราะแม้ข้อตกลงนั้นจะขัดต่อกฎหมายแต่เมื่อข้อตกลงนั้นเป็นคุณแก่ลูกจ่าง ข้อตกลงนั้น จึงใช้บังคับได้ไม่ตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด

ข้อตกลงข้อที่ 2 ที่ว่าถ้าถูกบอกเลิกสัญญาจ้างก่อน 6 เดือน จะไม่ได้รับค่าชดเชย และถ้า ถูกบอกเลิกสัญญาจ้างก่อนครบ 1 ปี จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาทนั้น ถือเป็นข้อตกลงที่ขัดกับกฎหมาย คุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 (1) จึงมีผลเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น เมื่อนายจ้างได้บอกเลิก สัญญาจ้างนายธนชาติ เมื่อสิ้นเดือนที่ 5 และบอกเลิกสัญญาจ้าง น.ส.วีนัส เมื่อสิ้นเดือนที่ 10 ทั้งนายธนชาติ และ น.ส.วีนัส จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 (1) คือ จะได้รับคนละ 30 วัน คิดเป็นเงิน 14,000 บาท (ค่าจ้าง 12,000 บาท + ค่าครองชีพ 2,000 บาท)

และนอกจากนั้น การที่นายจ้างจะบอกเลิกสัญญาจ้างกับนายธนชาติและ น.ส.วีนัสนั้น นายจ้างจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้ลูกจ้างทราบ ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดการจ่ายค่าจ้าง ในคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากัน เมื่อถึงกําหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป หรือนายจ้างจะจ่าย ค่าจ้างให้ลูกจ้างตามจํานวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกําหนดที่บอกกล่าว และให้ลูกจ้างออกจาก งานทันทีก็ได้ตามมาตรา 17 วรรคสองและวรรคสาม

ดังนั้น การที่นายจ้างได้บอกเลิกสัญญาจ้างนายธนชาติเมื่อสิ้นเดือนที่ 5 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้ และได้บอกเลิกสัญญาจ้าง น.ส.วีนัสเมื่อสิ้นเดือนที่ 10 และจ่ายค่าชดเชยให้ 10,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง

สรุป

การบอกเลิกสัญญาจ้างของนายจ้างดังกล่าวไม่ถูกต้อง และการทําสัญญาตกลงจ่าย ค่าล่วงเวลาในวันทํางานของนายจ้างใช้บังคับได้เฉพาะกับนายธนชาติแต่จะใช้บังคับกับ น.ส.วีนัส ไม่ได้

 

Advertisement