LAW4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม S/2561

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

คําแนะนํา

ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

Advertisement

ข้อ 1. นายเจริญ (นายจ้าง) ได้ทําสัญญาจ้างนายสาครเป็นลูกจ้างดูแลด้านสถานที่ และนางสาวเดือนเป็นลูกจ้างดูแลด้านการเงินตั้งแต่เดือนมกราคม โดยตกลงจ่ายสินจ้างเดือนละ 15,000 บาท ทุก ๆ วันสิ้นเดือน และให้วางหลักประกันความเสียหายในการทํางานเป็นจํานวนเงินคนละ 40,000 บาท ในสัญญามีข้อตกลงว่า “นายจ้างจะคืนเงินประกันความเสียหายในวันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือลูกจ้าง ลาออกครึ่งหนึ่งและในวันสิ้นเดือนถัดไปอีกครั้งหนึ่ง” จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ท่านเห็นว่าอย่างไร ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “ในกรณีที่นายจ้างไม่คืนเงินประกันตามมาตรา 10 วรรคสอง ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี

ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อ พ้นกําหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกํา หนดคืนหรือจ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของ เงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน”

มาตรา 10 “ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน การทํางานหรือหลักประกันความเสียหายในการทํางาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ําประกันด้วยบุคคล จากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทํานั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของ นายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกัน จากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จํานวนมูลค่าของหลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด

ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทําสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหาย ที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทํา เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสั้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกัน พร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเล็กจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่ สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี”

ตามประมวลกฎหมายแทงและพาณิชย์

มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้ง โดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเจริญ (นายจ้าง) ได้ทําสัญญาจ้างนายสาครเป็นลูกจ้างดูแลสถานที่ และนางสาวเดือนเป็นลูกจ้างดูแลด้านการเงินตั้งแต่เดือนมกราคม โดยตกลงจายสินจ้างเดือนละ 15,000 บาท ทุก ๆ วันสิ้นเดือน และให้วางหลักประกันความเสียหายในการทํางานเป็นจํานวนเงินคนละ 40,000 บาท และ ในสัญญามีข้อตกลงว่า “นายจ้างจะคืนเงินประกันความเสียหายในวันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออกครึ่งหนึ่ง และในวันสิ้นเดือนถัดไปอีกครึ่งหนึ่ง” นั้น ถูกต้องหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของนายสาคร การที่นายเจริญทําสัญญาจ้างนายสาครเป็นลูกจ้างดูแลสถานที่นั้น ถือว่า ไม่ใช่งานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานที่ทํานั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของ นายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ (ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง) นายเจริญจึงไม่สามารถเรียกให้ นายสาครวางเงินประกันความเสียหายในการทํางานได้ ดังนั้น การที่นายเจริญเรียกให้นายสาครวางเงินประกัน ความเสียหายในการทํางานเป็นจํานวนเงิน 40,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง

กรณีของนางสาวเดือน การที่นายเจริญได้ทําสัญญาจ้างนางสาวเดือนเป็นลูกจ้างดูแลด้านการเงิน ซึ่งงานที่นายเจริญให้นางสาวเดือนทํานั้น ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทํานั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงิน หรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ดังนั้น นายเจริญเรียกให้นางสาวเดือน วางเงินประกันความเสียหายในการทํางานได้ (ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง) แต่นายเจริญสามารถเรียกได้เพียงตาม หลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศกระทรวง คือเรียกได้ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างโดยเฉลี่ยต่อวัน ซึ่งเท่ากับ 30,000 บาทเท่านั้น ( 5,000 x 60) ดังนั้น การที่นายเจริญเรียกให้นางสาวเดือนวางเงินประกันความเสียหาย ในการทํางานเป็นจํานวนเงิน 40,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง

และการที่ในสัญญามีข้อตกลงว่า นายจ้างจะคืนเงินประกันความเสียหายในวันที่นายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกครึ่งหนึ่งและในวันสิ้นเดือนถัดไปอีกครั้งหนึ่งนั้นก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เพราะเป็นข้อตกลงที่ ขัดกับมาตรา 10 วรรคสอง ที่กําหนดให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้แก่ลูกจ้างภายใน 7 วัน นับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออกแล้วแต่กรณี ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ของประชาชน การเขียนข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้นนายเจริญจะต้องคืนเงิน ประกันการทํางานให้ภายใน 7 วันนับแต่วันเลิกจ้างหรือลาออก ถ้าไม่คืนภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้นายเจริญ นายจ้างเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันผิดนัด (ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง) และถ้านายเจริญจงใจไม่คืน หรือไม่จ่ายเงินตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร นายเจริญจะต้องเสียเงินเพิ่มอีก ร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน (ตามมาตรา 9 วรรคสอง)

สรุป

การทําสัญญาจ้างของนายเจริญนายจ้างโดยให้ลูกจ้างวางหลักประกันความเสียหายและ ข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวไม่ถูกต้อง ตามเหตุผลและหลักกฎหมายข้างต้น

 

Advertisement