LAW3012 กฎหมายปกครอง 1/2558

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3012 กฎหมายปกครอง

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. (ก) ในการออกคําสั่งทางปกครองตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้นเจ้าหน้าที่จะกําหนดเงื่อนไขได้หรือไม่ อย่างไร ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

Advertisement

(ข) นาย ก. เป็นข้าราชการพลเรือนรับราชการในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ต่อมานาย ก. ได้ไปทําการลักทรัพย์บุคคลอื่นและถูกศาลตัดสินลงโทษจําคุก หากท่านเป็นผู้บังคับบัญชาของนาย ก. ท่านจะต้องดําเนินการกระบวนการทางวินัยตลอดจนลงโทษนาย ก. อย่างไร ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

(ก) ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 39 ได้บัญญัติหลักไว้ว่า ในการ ออกคําสั่งทางปกครองนั้น เจ้าหน้าที่อาจจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ได้เท่าที่จําเป็น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เว้นแต่กฎหมายจะกําหนดข้อจํากัดดุลพินิจเป็นอย่างอื่น

ในการกําหนดเงื่อนไขนั้น ให้หมายความรวมถึงการกําหนดเงื่อนไขในกรณีดังต่อไปนี้ตาม ความเหมาะสมแก่กรณีด้วย

(1) การกําหนดให้สิทธิหรือภาระหน้าที่เริ่มมีผลหรือสิ้นผล ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

(2) การกําหนดให้การเริ่มมีผลหรือสิ้นผลของสิทธิหรือภาระหน้าที่ต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ใน อนาคตที่ไม่แน่นอน

(3) ขอสงวนสิทธิที่จะยกเลิกคําสั่งทางปกครอง

(4) การกําหนดให้ผู้ได้รับประโยชน์ต้องกระทําหรืองดเว้นกระทํา หรือต้องมีภาระหน้าที่หรือ ยอมรับภาระหน้าที่หรือความรับผิดชอบบางประการ หรือการกําหนดข้อความในการจัดให้มี เปลี่ยนแปลง หรือ เพิ่มข้อกําหนดดังกล่าว

(ข) ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

มาตรา 85 “การกระทําผิดวินัยในลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

(6) กระทําความผิดอาญาจนได้รับโทษจําคุกหรือโทษที่หนักกว่าโทษจําคุก โดยคําพิพากษา ถึงที่สุดให้จําคุก หรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือ ความผิดลหุโทษ

มาตรา 93 “ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา 91 ปรากฏว่ากรณีมีมูลอันเป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ในการสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ พร้อมทั้งรับฟังคําชี้แจงของผู้ถูก กล่าวหา เมื่อคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการเสร็จ ให้รายงานผลการสอบสวนและความเห็นต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57

 

ถ้าผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทําผิดตาม ข้อกล่าวหาให้สั่งยุติเรื่อง แต่ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทําผิดตามข้อกล่าวหาให้ดําเนินการต่อไปตามมาตรา 96 หรือมาตรา 97 แล้วแต่กรณี”

มาตรา 97 “ภายใต้บังคับวรรคสอง ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนํามาประกอบการพิจารณา ลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนหรือผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 93 วรรคหนึ่ง หรือผู้มีอํานาจตามมาตรา 94 เห็นว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. จังหวัด อ.ก.พ. กรม หรือ อ.ก.พ. กระทรวง ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาสังกัดอยู่ แล้วแต่กรณีพิจารณา เมื่อ อ.ก.พ. ดังกล่าวมีมติเป็นประการใด ให้ผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอํานาจ สั่งบรรจุตามมาตรา 57 สั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.พ.

กรณีตามอุทาหรณ์

การที่นาย ก. ซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนกระทําความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็น ความผิดอาญาและถูกศาลตัดสินลงโทษจําคุกซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซึ่งถือว่า เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 85 (6) ดังนั้นผู้บังคับบัญชาจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อทําการ สอบสวนว่า นาย ก. ได้กระทําความผิดอาญาและถูกศาลตัดสินลงโทษจําคุกจริงหรือไม่ เมื่อคณะกรรมการสอบสวน ดําเนินการเสร็จให้รายงานผลการสอบสวนและความเห็นต่อผู้บังคับบัญชา (ตามมาตรา 93)

ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า นาย ก. ถูกศาลตัดสินลงโทษจําคุกในความผิดอาญาฐาน ลักทรัพย์จริง ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. จังหวัด อ.ก.พ. กรม หรือ อ.ก.พ. กระทรวง ซึ่งนาย ก. สังกัดอยู่แล้วแต่กรณีพิจารณา เมื่อ อ.ก.พ. ดังกล่าวมีมติประการใดให้ผู้บังคับบัญชาสั่ง หรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น แต่ห้ามมิให้ลงโทษต่ํากว่าปลดออก (ตามมาตรา 97)

สรุป

ถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับบัญชาของนาย ก. ข้าพเจ้าจะต้องดําเนินการกระบวนการทางวินัย ตลอดจนลงโทษนาย ก. ตามที่กล่าวไว้ดังกล่าวข้างต้น

 

Advertisement