LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 1/2558

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3010 กฎหมายล้มละลาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. ในคดีล้มละลายเรื่องหนึ่ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นําที่ดินของลูกหนี้ที่ยึดไว้แล้วนําออกให้นายทศเช่าโดยได้ทําสัญญาเช่ามีกําหนด 6 เดือน ค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท นายทศไม่ชําระค่าเช่า ทั้งหมด 6 เดือน เป็นเงิน 30,000 บาท นอกจากนี้จากการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ พบว่านายทศได้เคยทําสัญญาเช่าที่ดินแปลงเดียวกันนี้มาก่อนที่ลูกหนี้จะถูกพิทักษ์ทรัพย์ในคดีนี้ และได้ค้างชําระค่าเช่าลูกหนี้เดิมอีก 3 เดือน เดือนละ 5,000 บาท เป็น 15,000 บาท เช่นเดียวกัน

Advertisement

ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า

(1) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีอํานาจนําที่ดินที่ยึดมานั้นออกให้เช่าได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

(2) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีอํานาจทวงถามค่าเช่าที่ค้างไว้แต่เดิมก่อนยึดทรัพย์ที่นายทศค้างชําระหนี้ไว้แต่เดิม 15,000 บาท ไว้ได้หรือไม่ หรือมีวิธีการทําอย่างไรเพื่อให้นายทศชําระหนี้นั้น

(3) ส่วนค่าเช่าที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทําสัญญาเช่าให้กับนายทศ และนายทศค้างค่าเช่าไม่ชําระหนี้เลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทําประการใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 22 “เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอํานาจ ดังต่อไปนี้

(1) จัดการและจําหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทําการที่จําเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป

(3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้”

มาตรา 119 วรรคหนึ่ง “เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดชําระเงิน หรือส่งมอบทรัพย์สินแก่ลูกหนี้ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลนั้นให้ชําระเงินหรือ ส่งมอบทรัพย์สินตามจํานวนที่ได้แจ้งไปและให้แจ้งไปด้วยว่าถ้าจะปฏิเสธ ให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็น หนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกําหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่วันได้รับแจ้งความ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นหนี้ กองทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ตามจํานวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด”

วินิจฉัย กรณีตามอุทาหรณ์ เยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(1) ตามบทบัญญัติมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ได้กําหนดไว้โดยชัดแจ้ง แล้วว่า เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ไม่ว่าชั่วคราวหรือเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้นที่มีอํานาจจัดการ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ลูกหนี้หามีอํานาจกระทําการใด ๆ หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนไม่

ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอํานาจนําที่ดินของลูกหนี้ที่ได้ยึดไว้แล้ว ออกให้ นายทศเช่าได้ เพราะถือเป็นการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ประการหนึ่งตามมาตรา 22 (1)

 

(2) สําหรับค่าเช่าเดิมที่นายทศข้างชําระไว้ 3 เดือน เป็นเงิน 15,000 บาทนั้น ถือเป็นสิทธิ เรียกร้องที่ลูกหนี้มีอยู่ก่อนที่ลูกหนี้จะถูกพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงขอบที่จะมีหนังสือทวงหนี้ค่าเช่า จํานวน 15,000 บาท จากนายทศได้ตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้จะต้องแจ้งไปด้วยว่า หากนายทศจะปฏิเสธ ให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ได้รับ หนังสือทวงหนี้ มิฉะนั้นให้ถือว่าเป็นหนี้กองทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ตามจํานวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด

(3) ส่วนค่าเช่าใหม่ 6 เดือน เดือนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ที่นายทศ ค้างชําระนั้น ถือเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์น้ําที่ดินของลูกหนี้ออกให้เช่าหลังจากลูกหนี้ ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว เมื่อนายทศไม่ชําระค่าเช่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจใช้อํานาจตามมาตรา 119 เพื่อทวงให้นายทศชําระค่าเช่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอํานาจที่จะดําเนินการฟ้องร้อง เป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอํานาจเพื่อเรียกค่าเช่าที่ค้างชําระเป็นคดีต่างหากได้ตามมาตรา 22 (3) เพราะเป็น การฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

สรุป

(1) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอํานาจนําที่ดินที่ยึดมานั้นออกให้เช่าได้

(2) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอํานาจทวงถามค่าเช่าที่ค้างไว้แต่เดิมก่อนยึดทรัพย์ที่นายทศค้างชําระไว้แต่เดิม 15,000 บาท ไว้ได้โดยแจ้งความเป็นหนังสือไปยังนายทศ (3) ค่าเช่าที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทําสัญญาเช่าให้กับนายทศ และนายทศค้างค่าเช่าไม่ชําระหนี้เลยนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มี เขตอํานาจเพื่อเรียกคาเช่าที่ค้างชําระจากนายทศ

 

Advertisement