LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 2/2556

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยออกจากที่ดินพิพาท โดยอ้างว่า จําเลยทําสัญญาเช่าที่ดินราคา 2,000,000 บาท จากโจทก์ในอัตราค่าเช่า 4,000 บาทต่อเดือน เมื่อครบกําหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่า จําเลยไม่ยอม ออกจากที่ดิน ขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จําเลย จําเลยให้การต่อสู้ในประเด็นว่า “จําเลยไม่ได้ ค้างชําระค่าเช่า และยังไม่ครบกําหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่า” ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จําเลย ออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ต่อมาจําเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาในประเด็นที่ว่า “ที่ดินพิพาท เป็นกรรมสิทธิ์ของจําเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่มีอํานาจฟ้องขับไล่ จําเลย” ขอให้มีคําพิพากษากลับคําพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกฟ้องโจทก์ จําเลยไม่ยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลอุทธรณ์

Advertisement

ให้วินิจฉัยว่า จําเลยมีสิทธิอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 223 ทวิ “ในกรณีที่มีการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ผู้อุทธรณ์อาจขออนุญาต ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยทําเป็นคําร้องมาพร้อมคําฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ได้สั่งรับอุทธรณ์และส่งสําเนาคําฟ้องอุทธรณ์และคําร้องแก่จําเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจําเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคําร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกําหนดเวลายืนคําแก้อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ให้สั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยืนอุทธรณ์โดยตรงต่อ ศาลฎีกาได้ มิฉะนั้นให้สั่งยกคําร้อง ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคําร้อง ให้ถือว่าอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้ยื่นต่อศาลอุทธรณี ตามมาตรา 223 คําสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตหรือยกคําร้องในกรณีนี้ให้เป็นที่สุด เว้นแต่ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่ง ยกคําร้องเพราะเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลฎีกา ภายในกําหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคําสั่ง

ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ตามวิธีการในวรรคหนึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลฎีกา ส่งสํานวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป”

มาตรา 224 วรรคแรก “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี

มาตรา 225 “ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้อง กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่ คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวใน ศาลชั้นต้น หรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่อง ให้กระทําได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ คู่ความที่เกี่ยวข้อง ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จําเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาในประเด็นที่ว่า “ที่ดินพิพาทเป็น กรรมสิทธิ์ของจําเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์” นั้น เป็นกรณีที่จําเลยโต้แย้งกรรมสิทธิ์ใน ที่ดินพิพาทว่ามิใช่ที่ดินของโจทก์ ซึ่งศาลต้องฟังข้อเท็จจริงก่อนว่าโจทก์หรือจําเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน พิพาทก่อนมีคําวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่จําเลยจะยื่น อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 223 ทวิวรรคแรกได้ แม้คู่ความฝ่ายอื่นจะมิได้อุทธรณ์ในประเด็น ดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจําเลยอุทธรณ์จะมิได้คัดค้านก็ตาม

และแม้ประเด็นตามอุทธรณ์ของจําเลยจะเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลฎีกา สามารถส่งสํานวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดต่อไปได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 223 ทวิวรรคสอง แต่เมื่อประเด็นพิพาท ตามอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจําเลย เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ เป็นคดีที่มีคําขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ อันอาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ และทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทคือ 2,000,000 บาท ซึ่งเกินกว่า 50,000 บาท และเป็นคดีที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคแรกก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่า กรณีนี้ เป็นการอุทธรณ์ในประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งยังมิใช่ปัญหาข้อใด อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน รวมถึงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้น เพราะ พฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทําได้ หรือมิใช่เรื่องที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 จําเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว

สรุป จําเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว

 

Advertisement