การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

Advertisement

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดำต่อศาลจังหวัดข้อหากระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 338  ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี  และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท  นายเสริมศักดิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลได้จ่ายสำนวนคดีให้แก่นายยิ่งยศผู้พิพากษาศาลจังหวัด  (ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น)  และนางสาวสมฤดีผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว  นายยิ่งยศได้ถูกฝ่ายจำเลยคัดค้านจึงถอนตัวไม่เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป  นายเสริมศักดิ์จึงนำสำนวนคดีดังกล่าวมอบให้นายเก่งกล้า  ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดนั้น  เป็นองค์คณะแทนนายยิ่งยศร่วมกันพิจารณาพิพากษาคดีกับนางสาวสมฤดีต่อไป

Advertisement

ท่านว่าการกระทำของนายเสริมศักดิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

Advertisement

มาตรา  26  ภายใต้บังคับมาตรา  25  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น  นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา  28  ในระหว่างการพิจารณาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น  ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

Advertisement

(3)  ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอธิบดีผู้พิพากษาภาค  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแล้วแต่กรณีมอบหมาย

มาตรา  30  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  หมายถึง  กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่  หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป  หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณา  หรือคำพิพากษาในคดีนั้นได้

Advertisement

วินิจฉัย

นายเสริมศักดิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลได้จ่ายสำนวนคดีให้แก่นายยิ่งยศและนางสาวสมฤดีเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  26  ที่บังคับว่าต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  2  คน  และต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกิน  1  คน

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การที่นายเสริมศักดิ์นำสำนวนคดีมอบให้นายเก่งกล้าผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดนั้น  เป็นองค์คณะแทนนายยิ่งยศชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  เห็นว่า  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  28  หมายถึงในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย  หรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้เกิดขึ้นแก่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในระหว่างการพิจารณาคดี  เช่น  เจ็บป่วย  ตาย  หรือโอนย้ายไปรับราชการในตำแหน่งอื่น  หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป  เป็นต้น  ทำให้ขาดองค์คณะพิจารณาคดี  บทบัญญัติมาตรา  28(3)  จึงกำหนดให้ผู้พิพากษาเหล่านั้นมีอำนาจนั่งพิจารณาคดีแทนต่อไปได้

การที่นายยิ่งยศองค์คณะถูกฝ่ายจำเลยคัดค้านจึงถอนตัวไป  ถือเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  30  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณาคดี  กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  28(3)  ที่ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเป็นองค์คณะแทน  หรือมอบหมายให้ผู้พิพากษาในศาลนั้นเป็นองค์คณะแทนก็ได้  ดังนั้นเมื่อนายเสริมศักดิ์ไม่เป็นองค์คณะเอง  แต่มอบให้นายเก่งกล้าเป็นองค์คณะแทนนั้น  ย่อมกระทำได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  28(3)  การกระทำของนายเสริมศักดิ์จึงชอบแล้ว

สรุป  การกระทำของนายเสริมศักดิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  2  จังหวัดชลบุรีเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค  2  มีศาลจังหวัดชลบุรี  ศาลจังหวัดพัทยา  ศาลแขวงชลบุรี  โดยมีนายเอก  นายโท  และนายตรี  เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลดังกล่าวเรียงตามลำดับอาวุโส

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดำต่อศาลแขวงชลบุรีในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  264  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี  หรือปรับไม่เกินหกพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  นายตรีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงชลบุรีได้พิจารณาคดีดังกล่าวแล้วเห็นว่า  นายดำกระทำความผิดจริงตามที่พนักงานอัยการฟ้องต้องการลงโทษจำคุกนายดำสองปี  จึงนำสำนวนไปปรึกษาอธิบดีผู้พิพากษาภาค  2  แต่ปรากฏว่าอธิบดีผู้พิพากษาภาค  2  ไปราชการยังสำนักศาลยุติธรรมกรุงเทพมหานคร  นายตรีจึงนำสำนวนคดีไปปรึกษานายเอก  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรี  เมื่อนายเอกได้ตรวจสำนวนคดีแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกับนายตรี  จึงร่วมกันทำคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายดำสองปี

ท่านเห็นว่านายเอกผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรีลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาร่วมกับนายตรี  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงชลบุรีดังกล่าวข้างต้น  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  13  วรรคสอง  เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลงหรือเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ประธานศาลฎีกาสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทน

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่างๆ  ตามมาตรา  8  มาตรา  9  และมาตรา  13  มีอำนาจตาม  (1)  (2)  และ  (3)  ด้วย

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(2)  กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตามมาตรา  25(5)  แล้ว  เห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าว

คำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่  861/2544  เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลง  หรือเมื่ออธิบดี  ผู้พิพากษาไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลในจังหวัดที่อธิบดีผู้พิพากษามีสถานที่ตั้งเป็นผู้ทำการแทนอธิบดีผู้พิพากษา  ถ้าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับของศาลในจังหวัดที่อธิบดี  ผู้พิพากษาภาคมีสถานที่ตั้งเป็นผู้ทำการแทน  เว้นแต่จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

วินิจฉัย

ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  264  ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน  3  ปี  ปรับไม่เกิน  6,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา 25(5)  ประกอบมาตรา  17  แต่ทั้งนี้ศาลแขวงจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกิน  6  เดือนหรือปรับเกิน  10,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับไม่ได้  ถ้าเห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่า  6  เดือน  หรือปรับเกิน  10,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ให้ถือเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ดังนั้นการที่นายตรีพิจารณาคดีแล้วเห็นว่า  นายดำกระทำผิดจริงตามที่พนักงานอัยการฟ้อง  ต้องการลงโทษจำคุกนายดำ  2  ปี  ถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการทำคำพิพากษา  ตามมาตรา  31(2)  ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาได้จะต้องเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค  ตามมาตรา  29(3)  หรือผู้ทำการแทนผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค  ตามมาตรา  29  วรรคท้าย  เมื่อนายตรีเป็นผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีและเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  จึงไม่อาจลงลายมือชื่อเพียงคนเดียวในสองฐานะได้  จึงต้องให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  ตามมาตรา  29(3)

เมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ประธานศาลฎีกาสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทน  ตามมาตรา  13  วรรคสอง ซึ่งประธานศาลฎีกาได้มีคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่  861/2544  ลงวันที่  25  ธันวาคม  2544  ว่าเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลในจังหวัดที่อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีสถานที่ตั้งเป็นผู้ทำการแทน  นายเอกผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรี  ซึ่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลในจังหวัดที่อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีสถานที่ตั้ง  จึงเป็นผู้ทำการแทนอธิบดีผู้พิพากษาภาค  นายเอกจึงมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาร่วมกับนายตรี  เพื่อพิพากษาลงโทษจำคุกนายดำ  2  ปี  ได้ตามมาตรา  29  วรรคท้าย

สรุป  การที่นายเอกผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรีลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาร่วมกับนายตรีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงชลบุรีชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  3  นายดีเป็นโจทก์ฟ้องนายโกงในคดีแพ่งซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์สามแสนบาทต่อศาลจังหวัดอ่างทอง  (จังหวัดอ่างทองไม่มีศาลแขวง)  นายยิ่งศักดิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอ่างทองได้เป็นองค์คณะพิจารณาคดีดังกล่าว  ต่อมาในทางพิจารณาปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่ฟ้องมีราคาถึงห้าแสนบาท  นายยิ่งศักดิ์จึงได้ให้นายตรีผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดอ่างทองเป็นองค์คณะร่วมพิจารณาคดีดังกล่าวด้วยจนเสร็จและได้ร่วมกันทำคำพิพากษาให้นายโกงชดใช้เงินให้กับนายดีจำนวนห้าแสนบาท 

คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

มาตรา  26  ภายใต้บังคับมาตรา  25  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น  นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา  28  ในระหว่างการพิจารณาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น  ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(3)  ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอธิบดีผู้พิพากษาภาค  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแล้วแต่กรณีมอบหมาย

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(4) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา  25(4)  ไปแล้ว  ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น  จะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  2  คน  และต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคนเป็นองค์คณะ  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  26  แต่การพิจารณาคดีแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่เกิน  3  แสนบาท  ผู้พิพากษาคนเดียวย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้  ตามมาตรา  25(4)

การที่ผู้พิพากษาพิจารณาคดีแพ่ง  ตามมาตรา  25(4)  ไปแล้ว  ต่อมาในทางพิจารณาปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่ฟ้องมีราคาถึง  5  แสนบาท  ซึ่งเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว  ต้องถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  31(4)  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณาคดี  ต้องให้ผู้พิพากษาตามมาตรา  28(3)  นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไป  ซึ่งได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาภาคหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือผู้พิพากษาในศาลนั้นซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายก็ได้  ดังนั้นการที่นายยิ่งศักดิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้นายตรีผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดอ่างทอง  เป็นองค์คณะร่วมพิจารณาคดีจนเสร็จ  และได้ร่วมกันทำคำพิพากษาให้นายโกงชดใช้เงินให้กับนายดีจำนวน  5  แสนบาท  คำพิพากษาดังกล่าวจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว

สรุป  คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

Advertisement