LAW3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน 2/2555

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน บริษัทฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. สมพร และสมบัติเป็นพี่น้องกัน ได้ตกลงเข้าหุ้นส่วนกัน โดยตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล(จดทะเบียน) และนําชื่อสมศักดิ์ซึ่งเป็นบิดาของบุคคลทั้งสองเป็นชื่อห้างหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนนี้ ดําเนินกิจการไปได้สองปีก็ขาดเงินสดหมุนเวียน สมพรซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงได้กู้ยืมเงินจาก ธนาคารมาใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญสมศักดิ์พาณิชย์ (นิติบุคคล) และห้างฯ ยังเป็นหนี้ค่าจ้าง พนักงานของห้างฯ อีกด้วย ดังนี้ ถามว่าถ้าห้างหุ้นส่วนสามัญสมศักดิ์พาณิชย์ (นิติบุคคล) ไม่ชําระหนี้ เงินกู้ต่อธนาคาร และไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างให้พนักงานของห้างฯ ธนาคารก็ดี พนักงานของห้างฯ ก็ดี จะเรียกร้องให้สมศักดิ์ซึ่งเป็นบิดาของหุ้นส่วนทั้งสองชําระหนี้ร่วมกับสมพรและสมบัติได้หรือไม่เพราะเหตุใด

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1050 “การใด ๆ อันผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทําไปในทางที่เป็นธรรมดา การค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้น ๆ ด้วย และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จํากัดจํานวนในการชําระหนี้ อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น”

มาตรา 1054 วรรคแรก “บุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนด้วยวาจาก็ดี ด้วยลายลักษณ์อักษร ก็ดี ด้วยกิริยาก็ดี ด้วยยินยอมให้เขาใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือรู้แล้วไม่คัดค้านปล่อยให้เขาแสดงว่าตน เป็นหุ้นส่วนก็ดี ท่านว่าบุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนเสมือนเป็นหุ้นส่วน

วินิจฉัย

ตามมาตรา 1050 ได้บัญญัติให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนในห้างหุ้นส่วนสามัญ จะต้องร่วมกันรับผิด และโดยไม่จํากัดจํานวนในบรรดาหนี้สินที่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้ก่อให้เกิดขึ้นเนื่องจากการที่ได้จัดทําไป ในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น

และตามมาตรา 1054 วรรคแรก ได้บัญญัติให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นหุ้นส่วน แต่ได้แสดงตนว่า เป็นหุ้นส่วน หรือยินยอมให้เขาใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วน หรือรู้แล้วไม่คัดค้านปล่อยให้เขาแสดงว่าตนเป็นหุ้นส่วน จะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนเสมือนว่าตนเป็นหุ้นส่วน และต้องรับผิดก็แต่เฉพาะ ในกรณีที่บุคคลภายนอกถูกหลอกลวง หรือหลงผิดเข้าใจว่าบุคคลนั้นเป็นหุ้นส่วน และหนี้ของห้างหุ้นส่วนได้เกิดขึ้น และเป็นผลโดยตรงจากการที่บุคคลนั้นได้แสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนหรือยินยอมให้เขาใช้ชื่อของตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วน หรือปล่อยให้เขาแสดงว่าตนเป็นหุ้นส่วนด้วย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่สมศักดิ์ได้ยินยอมให้สมพรและสมบัติบุตรทั้งสองใช้ชื่อของตนเป็น ชื่อห้างหุ้นส่วน สมศักดิ์จะต้องรับผิดในหนี้สินของห้างฯ อย่างไรหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 กรณีหนี้เงินกู้ การที่สมพรซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ได้กู้ยืมเงินจากธนาคารมาใช้ใน กิจการของห้างฯ ถือว่าหนี้เงินกู้ดังกล่าว เป็นหนี้ที่เกิดจากการที่หุ้นส่วนได้จัดทําไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขาย ของห้างหุ้นส่วน ดังนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจึงต้องร่วมกันรับผิดตามมาตรา 1050 และบุคคลที่ได้ยินยอมให้ใช้ ชื่อของตนเป็นชื่อห้างฯ ก็ต้องร่วมรับผิดด้วย ดังนั้นสมศักดิ์จึงต้องรับผิดในหนี้เงินกู้รายนี้ด้วยตามมาตรา 1054 วรรคแรก

2 กรณีหนี้ค่าจ้าง ที่ห้างฯ ค้างชําระแก่พนักงาน หนี้รายนี้เป็นหนี้ที่เกิดจากสัญญาจ้าง ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่ทําไว้ต่อกัน ไม่ใช่หนี้ที่เกิดจากการที่บุคคลภายนอกถูกหลอกลวง หรือหลงผิดว่า สมศักดิ์เป็นหุ้นส่วน และไม่ใช่หนี้ที่เกิดขึ้นและเป็นผลโดยตรงจากการที่สมศักดิ์ได้ยินยอมให้ใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างฯ ดังนั้นสมศักดิ์จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ค่าจ้างดังกล่าว อีกทั้งสมศักดิ์ก็มิได้เป็นนายจ้างของพนักงานของห้างฯ แต่อย่างใด บุคคลที่จะต้องรับผิดในหนี้ค่าจ้างดังกล่าว คือ สมพรและสมบัติซึ่งเป็นนายจ้าง

สรุป

ธนาคารสามารถเรียกร้องให้สมศักดิ์ร่วมรับผิดในการชําระหนี้เงินกู้ร่วมกับสมพรและ สมบัติได้ แต่พนักงานของห้างฯ จะเรียกร้องให้สมศักดิ์ชําระหนี้ร่วมกับสมพรและสมศักดิ์ไม่ได้

Advertisement