การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2006 กฎหมายอาญา 1

Advertisement

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  สมภพขับรถจักรยานยนต์ไปส่งของ  สมเดชขับรถยนต์ตามมาเห็นสมภพขับช้า  สมเดชขับรถยนต์แซงรถจักรยานยนต์ของสมภพ รถยนต์ของสมเดชชนถูกรถจักรยานยนต์ของสมภพล้มลง  สมเดชไม่ได้หยุดรถ  สมภพลุกขึ้นได้ใช้ปืนยิงไปที่ล้อรถยนต์ของสมเดชเพื่อให้หยุดรถ  กระสุนปืนถูกล้อรถยนต์แล้วทะลุตัวถังไปถูกคนนั่งอยู่ในรถยนต์ของสมเดชตาย

Advertisement

ดังนี้  สมภพต้องรับผิดทางอาญาอย่างไร  หรือไม่

ธงคำตอบ

Advertisement

มาตรา  59  วรรคแรก  วรรคสอง  และวรรคสี่  บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา  เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท  หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิด  แม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

กระทำโดยเจตนา  ได้แก่  กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ  และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

Advertisement

กระทำโดยประมาท  ได้แก่  กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา  แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง  ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์  และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้  แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

มาตรา  72  ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม  จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น  ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

Advertisement

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การกระทำของสมภพจะต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่  วินิจฉัยได้ดังนี้

การที่สมภพได้ใช้ปืนยิงไปที่ล้อรถยนต์ของสมเดชเพื่อให้รถหยุดนั้น  เป็นการกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำ  และในขณะเดียวกันสมภพได้ประสงค์ต่อผลของการกระทำนั้น  จึงถือว่าการกระทำของสมภพที่ได้กระทำต่อทรัพย์ของสมเดชเป็นการกระทำโดยเจตนาตามมาตรา  59  วรรคสอง  และต้องรับผิดทางอาญาเพราะได้กระทำโดยเจตนาตามมาตรา  59  วรรคแรก  ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อการกระทำของสมภพนั้นได้กระทำไปเพราะเหตุบันดาลโทสะ  เนื่องจากการที่ถูกสมเดชแซงรถจักรยานยนต์ของสมภพ  และชนถูกรถจักรยานยนต์ของสมภพล้มลงโดยสมเดชไม่ได้หยุดรถ  ทำให้สมภพเกิดบันดาลโทสะ  และได้ใช้ปืนยิงไปที่ล้อรถยนต์ของสมเดชในขณะนั้น  ดังนั้นศาลจะลงโทษสมภพน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้  สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้  ตามมาตรา  72

ส่วนกรณีที่กระสุนปืนที่สมภพยิง  ได้ทะลุตัวถังไปถูกคนที่นั่งอยู่ในรถยนต์ของสมเดชตายนั้น  ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำโดยเจตนา  เพราะสมภพไม่ได้ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำว่าจะเกิดผลให้มีคนตาย  แต่การกระทำของสมภพถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาท  คือ  เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์  และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้  ดังนั้นสมภพจึงต้องรับผิดทางอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา  59  วรรคสี่

สรุป  สมภพต้องรับผิดทางอาญา  เพราะได้กระทำโดยเจตนาต่อทรัพย์  แต่จะได้รับโทษน้อยลงเพราะได้กระทำไปโดยบันดาลโทสะ  และต้องรับผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้คนตาย

 

ข้อ  2  อาจหาญต้องการฆ่าบุญยัง  อาจหาญเข้าไปในห้องนอนของบุญยังแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ที่นอน  โดยเข้าใจว่าบุญยังนอนอยู่ กระสุนปืนถูกหมอนข้างเพราะบุญยังนอนค้างบ้านเพื่อนไม่ได้กลับบ้าน  และกระสุนปืนทะลุฝาห้องไปถูกสำรวยที่นอนอยู่ข้างห้องนอนบุญยังตาย  ดังนี้  อาจหาญต้องรับผิดทางอาญาอย่างไร  หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  59  วรรคแรก และวรรคสอง  บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา  เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท  หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิด  แม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

กระทำโดยเจตนา  ได้แก่  กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ  และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

มาตรา  60  ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง  แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป  ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น  แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้น  เพราะฐานะของบุคคลหรือเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้าย  มิให้นำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น

มาตรา  81  วรรคแรก  ผู้ใดกระทำการโดยมุ่งต่อผลซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด  แต่การกระทำนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้  เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำหรือเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ  ให้ถือว่าผู้นั้นพยายามกระทำความผิด  แต่ให้ลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์  การที่อาจหาญต้องการฆ่าบุญยัง  และได้ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ที่นอนโดยเข้าใจว่าบุญยังนอนอยู่  กระสุนปืนถูกหมอนข้างไม่ถูกบุญยัง  เพราะบุญยังไปนอนค้างบ้านเพื่อนไม่ได้กลับบ้านนั้น  การกระทำของอาจหาญถือว่าเป็นการกระทำโดยเจตนา  เพราะเป็นการกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกัน  ผู้กระทำประสงค์ต่อผลของการกระทำนั้นตามมาตรา  59  วรรคสอง  ดังนั้นอาจหาญจึงต้องรับผิดทางอาญาที่กระทำต่อบุญยังโดยเจตนาตามมาตรา  59  วรรคแรก  และวรรคสอง

และเมื่อการกระทำของอาจหาญที่ได้กระทำโดยมุ่งต่อผลคือความตายของบุญยัง  แต่อาจหาญได้ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ที่นอนและหมอนข้าง โดยเข้าใจว่าเป็นบุญยังคนที่ตนต้องการฆ่าหรือวัตถุที่ตนมุ่งหมายจะกระทำ  ดังนั้นถือว่าการกระทำของอาจหาญเป็นการกระทำที่ไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้  เพราะเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ  อาจหาญจึงมีความผิดฐานพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามมาตรา  81  วรรคแรก

และตามอุทาหรณ์  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  กระสุนปืนที่อาจหาญยิงนั้นได้ทะลุฝาห้องไปถูกสำรวยที่นอนอยู่ข้างห้องนอนบุญยังตาย  ความตายของสำรวยต้องถือว่าเกิดจากการกระทำโดยเจตนาของอาจหาญด้วย  เพราะเมื่ออาจหาญมีเจตนาที่จะกระทำต่อบุญยัง  แต่ผลของการกระทำของเกิดแก่บุคคลอีกคนหนึ่งคือ  สำรวยโดยพลาดไปตามมาตรา  60  ให้ถือว่าอาจหาญได้กระทำโดยเจตนาต่อสำรวยซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้นด้วย

สรุป

อาจหาญต้องรับผิดทางอาญา  เพราะได้กระทำความผิดต่อบุญยังและสำรวยโดยเจตนา

 

ข้อ  3  สมรขับรถยนต์กลับบ้านตามปกติ  ระหว่างทางมีเหตุการณ์ทหารใช้อาวุธปืนยิงผู้ชุมนุมเพื่อสลายการชุมนุม  สมรเร่งเครื่องเพื่อให้ผ่านเหตุการณ์ตรงนั้นโดยเร็ว  ปรากฏว่ามีสอนและสินผู้ชุมนุมวิ่งหนีมาทางที่สมรขับรถยนต์อยู่  ซึ่งสมรก็เห็นและสอนถูกรถยนต์ของสมรชนตาย  สินเห็นสอนเพื่อนที่ชุมนุมด้วยกันถูกรถยนต์ชนจึงใช้ไม้ตีไปที่รถยนต์ของสมรถูกกระจกหน้ารถยนต์แตก  และกระจกได้ถูกแขนสมรได้รับบาดเจ็บ

ดังนี้  สมรและสินต้องรับผิดทางอาญาอย่างไร  และจะอ้างเหตุอะไรเพื่อไม่ต้องรับผิด  ไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงได้บ้าง

ธงคำตอบ

มาตรา  59  วรรคแรก และวรรคสอง  บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา  เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท  หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิด  แม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

กระทำโดยเจตนา  ได้แก่  กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ  และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

มาตรา  67  ผู้ใดกระทำผิดด้วยความจำเป็น

(1) เพราะอยู่ในที่บังคับ  หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้

(2) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นได้เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน 

ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว  ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

มาตรา  68  ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย  และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง  ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุการกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย  ผู้นั้นไม่มีความผิด

มาตรา  72  ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม  จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น  ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

วินิจฉัย

การกระทำของสมรและสินจะต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่  อย่างไร  วินิจฉัยได้ดังนี้

ตามอุทาหรณ์  การกระทำของสมรที่ขับรถยนต์ชนสอนตายนั้น  แม้สมรจะไม่ได้ระสงค์ต่อผล  คือความตายของสอนก็ตาม  แต่เป็นการกระทำที่สมรย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า  ถ้ารถยนต์ชนสอนอาจทำให้สอนตายได้  ดังนั้น  การกระทำของสมรจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาตามมาตรา  59  วรรคสอง  เพราะเป็นการกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำ  และในขณะเดียวกันผู้กระทำย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น  สมรจึงต้องรับผิดทางอาญาฐานกระทำโดยเจตนาเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา  59  วรรคแรก

แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อการกระทำของสมรนั้นได้กระทำไปเพราะต้องการให้ตนเองพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใด  และเป็นภยันตรายที่ตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน  และได้กระทำไปไม่สมควรแก่เหตุ  จึงถือว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็น  ตามมาตรา  67(2)  ดังนั้นสมรจึงไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำนั้น

ส่วนกรณีที่สินเห็นเพื่อนถูกรถยนต์ชนจึงได้ใช้ไม้ตีไปที่รถยนต์ของสมรถูกกระจกหน้ารถยนต์แตก  และกระจกได้ถูกแขนสมรได้รับบาดเจ็บนั้น  การกระทำของสินเป็นการกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลของการกระทำนั้น  การกระทำของสินจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาตามมาตรา  59  วรรคสอง  และต้องรับผิดทางอาญาตามมาตรา  59  วรรคแรก

และการกระทำของสินนั้น  จะอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตน  หรือของผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย  เพื่อให้ตนเองพ้นจากความรับผิดตามมาตรา  68  หรือจะอ้างว่าได้กระทำความผิดด้วยความจำเป็นตามมาตรา  67(2)  เพื่อไม่ต้องรับโทษนั้นไม่ได้  เพราะภยันตรายนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว  ไม่ใช่ภยันตรายที่ใกล้จะถึง  และจะอ้างว่าได้กระทำความผิดเพราะบันดาลโทสะเพื่อให้ได้รับโทษน้อยลงตามมาตรา  72  ก็ไม่ได้  เพราะไม่ใช่กรณีที่นายสอนได้ถูกข่มเหงด้วยเหตุร้ายแรงอันไม่เป็นธรรม

สรุป  สมรต้องรับผิดทางอาญาที่ได้กระทำต่อสอนโดยเจตนา  แต่เป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นจึงไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำนั้น

สินต้องรับผิดทางอาญาที่ได้กระทำต่อสมรโดยเจตนา  จะอ้างเหตุใดๆเพื่อให้ตนไม่ต้องรับผิดหรือไม่ต้องรับโทษ  หรือรับโทษน้อยลงไม่ได้ 

 

ข้อ  4  เนวินบอกพลรบลูกน้องให้หามือปืนไปยิงวิทยาให้ตาย  พลรบปรึกษาการุณเรื่องมือปืน  การุณได้แนะนำให้พลรบไปจ้างยอด  พลรบได้จ้างยอดให้ไปยิงวิทยาตามคำแนะนำของการุณ  ยอดตกลงแต่พลรบต้องหาอาวุธปืนมาให้  สดใสทราบว่ายอดจะไปยิงวิทยา  สดใสอยากให้วิทยาตายอยู่แล้ว  จึงนำอาวุธปืนไปให้พลรบเพื่อพลรบจะได้นำไปให้ยอด  พลรบได้อาวุธปืนจากสดใสแล้วนำไปให้ยอด  ยอดใช้ปืนนั้นยิงวิทยาตาย  ดังนี้  เนวิน  พลรบ  การุณ  และสดใส  ต้องรับผิดทางอาญาอย่างไร  หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  84  ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้  บังคับ  ขู่เข็ญ  จ้าง  วานหรือยุยงส่งเสริม  หรือด้วยวิธีอื่นใด  ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด

ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น  ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ  ถ้าความผิดมิได้กระทำลงไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ  ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด  ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  86  ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ  อันเป็นการช่วยเหลือ  หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อน  หรือขณะกระทำความผิด  แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม  ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด  ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น

วินิจฉัย

ความรับผิดของเนวิน

การที่เนวินบอกพลรบให้หามือปืนไปยิงวิทยาให้ตายนั้น  แม้ว่าจะเป็นการใช้คนหลายคนต่อๆกันไป  ก็ถือว่าเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด  ดังนั้นเนวินจึงเป็นผู้ใช้ในความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  เพราะผู้ใช้ของผู้ใช้ก็เท่ากับเป็นผู้ใช้ของผู้ลงมือกระทำความผิดด้วย  ตามมาตรา  84  วรรคแรก  เมื่อยอดยิงวิทยาตาย  เนวินผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการตามมาตรา  84  วรรคสอง

ความรับผิดของพลรบ

การที่พลรบว่าจ้างยอดให้ไปยิงวิทยา  ถือเป็นการ ก่อ  ให้ผู้อื่นกระทำความผิด  พลรบจึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้ตามมาตรา  84  วรรคแรก เมื่อความผิดที่ใช้ได้กระทำลง  พลรบผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการตามมาตรา  84  วรรคสอง  แต่ไม่ต้องรับผิดฐานผู้สนับสนุนตามมาตรา  86  ในกรณีที่นำอาวุธปืนไปให้ยอดอีกเพราะการเป็น  ผู้ใช้”  ได้กลืนการเป็น  ผู้สนับสนุน  แล้วนั่นเอง

ความรับผิดของการุณ

การที่การุณแนะนำให้พลรบไปจ้างยอดให้ไปยิงวิทยา  กรณีนี้ถือว่าการุณได้ให้การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด  การุณจึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา  86  โดยการุณไม่ผิดฐานเป็นผู้ใช้  เพราะการแนะนำไม่ถือเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามมาตรา 84

 ความรับผิดของสดใส

สดใสทราบว่ายอดยิ่งจะไปยิงวิทยา  จึงนำอาวุธปืนไปให้พลรบเพื่อพลรบจะได้นำไปให้ยอดยิ่ง  จึงถือเป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด  สดใสจึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา  86  ถึงแม้ว่ายอดผู้กระทำผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือ  หรือให้ความสะดวกของสดใสก็ตาม

สรุป

เนวินต้องรับผิดทางอาญาฐานเป็นผู้ใช้ตามมาตรา  84

พลรบต้องรับผิดทางอาญาฐานเป็นผู้ใช้ตามมาตรา  84

การุณต้องรับผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา  86

สดใสต้องรับผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา  86

Advertisement