การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2555

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2005 

Advertisement

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยซื้อขาย  แลกเปลี่ยน  ให้

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

Advertisement

ข้อ  1  นายมกราตกลงขายบ้านและที่ดินให้นายกุมภาในราคา  1  ล้านบาท  แต่นายกุมภาไม่มีเงินสดเป็นก้อน  ทั้งคู่จึงตกลงกันว่านายมกราจะส่งมอบบ้านและที่ดินให้นายกุมภา  นายกุมภาชำระเงินก้อนแรก  5  แสนบาท  ส่วนที่เหลือให้ผ่อนได้เดือนละหนึ่งแสนบาท  เมื่อผ่อนครบเป็นเงิน  1  ล้านบาท  นายมกราก็จะไปโอนทางทะเบียนให้  เมื่อนายกุมภาชำระครบ  นายมกราไม่ยอมไปโอนทะเบียนให้  เพราะมีคนมาเสนอซื้อในราคา  2  ล้านบาท

นายกุมภาจะฟ้องให้นายมกราไปโอนทะเบียนบ้านและที่ดินให้แก่ตนตามสัญญาได้หรือไม่  และสัญญาที่นายมกราและนายกุมภาตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทใด  จงอธิบาย

Advertisement

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

Advertisement

มาตรา  455  เมื่อกล่าวต่อไปเบื้องหน้าถึงเวลาซื้อขาย  ท่านหมายความว่าเวลาซึ่งทำสัญญา  ซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์

มาตรา  456  วรรคแรกและวรรคสอง  การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ  วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป  ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย

Advertisement

สัญญาจะขายหรือจะซื้อหรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง  ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ  หรือได้วางประจำไว้  หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว  จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

วินิจฉัย

สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด  (หรือสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์)  หมายถึง  สัญญาซื้อขายที่คู่กรณีคือผู้ซื้อและผู้ขายได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว  โดยผู้ขายตกลงที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ  และผู้ซื้อได้ตกลงที่จะชำระราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขายแล้ว  โดยไม่ต้องคำนึงว่าในขณะที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันนั้น  ได้มีการส่งมอบทรัพย์สินหรือได้มีการชำระราคากันแล้วหรือไม่

สัญญาจะซื้อขาย  คือ  สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ  ที่คู่กรณียังมิได้มีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่กันในขณะที่ทำสัญญาซื้อขาย  แต่มีข้อตกลงกันว่า  จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่กันก็ต่อเมื่อได้ไปกระทำตามแบบพิธีที่กฎหมายได้กำหนดไว้ในภายหน้า  คือเมื่อได้ไปทำสัญญาซื้อขายเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วนั่นเอง

และสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษนั้น  จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะตามมาตรา  456  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  455  ส่วนสัญญาจะซื้อขายทรัพย์สินดังกล่าวนั้นกฎหมายมิได้กำหนดแบบไว้แต่อย่างใด  เพียงแต่ได้กำหนดไว้ว่าในกรณีที่จะมีการฟ้องร้องบังคับคดีกัน  จะต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้คือ

1       จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ

2       มีการวางประจำ  (มัดจำ)  ไว้  หรือ

3       มีการชำระหนี้บางส่วน

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายมกราตกลงขายบ้านและที่ดินให้นายกุมภาในราคา  1  ล้านบาท  โดยทั้งคู่ตกลงกันว่านายมกราจะส่งมอบบ้านและที่ดินให้นายกุมภา  และนายกุมภาชำระเงินก้อนแรก  5  แสนบาท  ส่วนที่เหลือตกลงให้ผ่อนได้เดือนละ  1  แสนบาท  เมื่อผ่อนครบ  1  ล้านบาท  นายมกราก็จะไปโอนทางทะเบียนให้  กรณีเช่นนี้ถือว่าสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินระหว่างนายมกราและนายกุมภาเป็นสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์  เพราะเป็นสัญญาที่คู่กรณียังมิได้มีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่กันในขณะที่ทำสัญญาซื้อขาย  แต่มีข้อตกลงกันว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่กันเมื่อได้ไปกระทำตามแบบที่กฎหมายได้กำหนดไว้ในภายหน้า  คือเมื่อได้ไปทำเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั่นเอง

สัญญาจะซื้อขายบ้านและที่ดินระหว่างนายมกราและนายกุมภานั้น  แม้จะมิได้ทำเป็นหนังสือ  หรือมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนายมกราซึ่งเป็นฝ่ายที่จะต้องรับผิดก็ตาม  สัญญาจะซื้อขายดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย  และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  สัญญาจะซื้อขายดังกล่าวมีหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีกันตามมาตรา  456  วรรคสอง  คือได้มีการชำระหนี้บางส่วนโดยนายมกราได้ส่งมอบบ้านและที่ดินให้นายกุมภา  และนายกุมภาได้ชำระเงินให้แก่นายมกราจนครบแล้ว  ดังนั้น  เมื่อนายมกราผิดสัญญาไม่ยอมไปโอนทะเบียนให้แก่นายกุมภา  นายกุมภาจึงสามารถฟ้องให้นายมกราไปโอนทะเบียนและที่ดินให้แก่ตนได้

สรุป  สัญญาที่นายมกราและนายกุมภาตกลงกันนั้นเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย  และนายกุมภาสามารถฟ้องบังคับให้นายมกราไปโอนทะเบียนบ้านและที่ดินให้แก่ตนตามสัญญาได้

 

 

ข้อ  2  นายมีนาตกลงซื้อชุดรับแขกทำจากไม้สักทองราคา  2  แสนบาท  จากนายเมษา  และมีข้อสัญญาตกลงกันว่าเป็นหน้าที่ของนายเมษาที่จะต้องส่งมอบชุดรับแขกให้นายมีนาถึงบ้าน

เมื่อถึงกำหนดวันส่งมอบคนงานขนของมาส่งถึงบ้าน  นายมีนาตรวจสอบสินค้าก่อนรับมอบก็พบว่าโต๊ะกลางมีรอยขูดขีดขนาดใหญ่เกิดจากการขนย้ายจึงไม่ยอมรับมอบ  แต่นายเมษาโทรมาแจ้งให้นายมีนารับไว้ก่อนวันหลังจะเอาโต๊ะตัวใหม่ไร้ความชำรุดบกพร่องมาเปลี่ยนให้

นายมีนาก็เลยจำต้องรับไว้  ต่อมาถึงกำหนดนายเมษาก็อิดออดโยกโย้  อ้างว่านายมีนายอมรับมอบโดยไม่อิดเอื้อนแล้ว  นายมีนาจะฟ้องให้นายเมษารับผิดในความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  472  ในกรณีที่ทรัพย์สินที่ขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี  ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี  ท่านว่า  ผู้ขายต้องรับผิด

ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้  ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่

มาตรา  473  ผู้ขายย่อมไม่ต้องรับผิดในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้  คือ

(1) ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้วแต่ในเวลาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่องหรือควรจะได้รู้เช่นนั้นหากได้ใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน

(2) ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบ  และผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อน

(3) ถ้าทรัพย์สินนั้นได้ขายทอดตลาด

วินิจฉัย

ความรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ขายตามมาตรา  472  นั้น  ผู้ขายต้องรับผิดถ้าทรัพย์สินที่ขายชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมอย่างใดอย่างหนึ่ง  และต้องเกิดขึ้นก่อนที่กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของผู้ซื้อ

อย่างไรก็ดี  ผู้ขายก็ไม่จำต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนั้น  หากเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา  473  เช่น  ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบ  แต่ผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อนเป็นต้น

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายมีนาซื้อชุดรับแขกทำจากไม้สักทองจากนายเมษา  และเมื่อมีการส่งมอบชุดรับแขกปรากฏว่าโต๊ะกลางมีรอยขูดขีดขนาดใหญ่  ซึ่งเกิดจากการขนย้าย  ย่อมถือว่าชุดรับแขกที่ตกลงซื้อขายกันนั้นมีความชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมราคา  ดังนี้นายเมษาผู้ขายย่อมต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนั้นต่อนายมีนาผู้ซื้อ  ตามมาตรา  472

และเมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ปรากฏว่า  ในวันส่งมอบชุดรับแขกดังกล่าวที่บ้านของนายมีนา  นายมีนาได้ตรวจสอบชุดรับแขกก่อนรับมอบและได้พบถึงความชำรุดบกพร่องดังกล่าวจึงไม่ยอมรับมอบ  แต่นายเมษาโทรมาแจ้งให้นายมีนารับไว้ก่อน  วันหลังจะเอาโต๊ะตัวใหม่ไร้ความชำรุดบกพร่องมาเปลี่ยนให้  นายมีนาจึงจำต้องรับไว้นั้น  กรณีดังกล่าวไม่ถือว่านายมีนาผู้ซื้อได้รับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อนหรือโต้แย้งไว้  ตามนัยของมาตรา  473(2)  อันจะทำให้ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนั้นแต่อย่างใด  แต่เป็นกรณีที่ผู้ซื้อได้รับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมีการอิดเอื้อนหรือโต้แย้งไว้แล้ว  ดังนั้นนายเมษาผู้ขายจึงยังคงต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ซื้อขายกันนั้น  ตามมาตรา  472  จะอ้างมาตรา  473 (2)  ว่านายมีนาได้ยอมรับมอบทรัพย์สินนั้นโดยมิได้อิดเอื้อนทำให้ผู้ขายไม่ต้องรับผิดนั้นไม่ได้

สรุป  นายมีนาสามารถฟ้องให้นายเมษารับผิดในความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นได้

 

 

ข้อ  3  นายพฤษภาตกลงขายฝากช้างโดยทำสัญญากันเองให้นายมิถุนาในราคา  1  ล้านบาท  มีกำหนดไถ่คืนภายใน  1  ปี  ในราคา  2 ล้านบาท  เมื่อเวลาผ่านไป  1  ปี  1  วัน  นายพฤษภานำเงิน  1  ล้าน  1  แสน  5  หมื่นบาทไปขอไถ่  แต่นายมิถุนาปฏิเสธโดยอ้างว่า

1)     สัญญาขายฝากสมบูรณ์

2)    เกินกำหนดเวลาไถ่

3)    สินไถ่ไม่ครบ

ข้ออ้างทั้งสามประการรับฟังได้หรือไม่  เพราะอะไร  ให้นักศึกษาอธิบายให้ครบทุกข้อ  และช้างเชือกนี้นายพฤษภาจะได้คืนหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  456  วรรคแรก  การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ  วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป  ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย

มาตรา  491  อันว่าขายฝากนั้น  คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ  โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้

มาตรา  494  ท่านห้ามมิให้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากเมื่อพ้นเวลาดังจะกล่าวต่อไปนี้

(2) ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์  กำหนดสามปีนับแต่เวลาซื้อขาย

มาตรา  499  วรรคสอง  ถ้าปรากฏในเวลาไถ่ว่าสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี  ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละสิบห้าต่อปี

วินิจฉัย

สัญญาขายฝาก  เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอย่างหนึ่ง  ซึ่งมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้  เมื่อเป็นสัญญาซื้อขาย  จึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยซื้อขายมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม  ดังนั้น  การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ  เช่น  เรือมีระวางตั้งแต่  5 ตันขึ้นไป  แพที่อยู่อาศัยและสัตว์พาหนะ  ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา  491 ประกอบมาตรา  456  วรรคแรก

กรณีตามอุทาหรณ์  ข้ออ้างของนายมิถุนาทั้ง  3  ประการรับฟังได้หรือไม่  และช้างเชือกนี้นายพฤษภาจะได้คืนหรือไม่  วินิจฉัยได้ดังนี้

ประการที่  1  การที่นายมิถุนาอ้างว่าสัญญาขายฝากสมบูรณ์นั้นรับฟังได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่นายพฤษภาได้นำช้างไปขายฝากไว้กับนายมิถุนาโดยทำสัญญากันเอง  เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการจดทะเบียนการขายฝากต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  สัญญาขายฝากช้างซึ่งเป็นสัตว์พาหนะและเป็นสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษย่อมมีผลเป็นโมฆะตามมาตรา  491  ประกอบมาตรา  456  วรรคแรก  ดังนั้นข้ออ้างของนายมิถุนากรณีนี้จึงรับฟังไม่ได้

ประการที่  2  การที่นายมิถุนาอ้างว่านายพฤษภาไปขอไถ่ช้างคืนเกินกำหนดเวลาไถ่นั้นรับฟังได้หรือไม่  เห็นว่า  แม้ตามมาตรา  494(2)  จะได้กำหนดไว้ว่าในการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากนั้น  ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์จะต้องไถ่คืนภายในกำหนด  3  ปี  นับแต่เวลาซื้อขาย  แต่เมื่อคู่กรณีได้ตกลงกันไว้ว่าให้ไถ่คืนภายในกำหนด  1  ปีจึงต้องเป็นไปตามที่คู่กรณีได้ตกลงกันไว้  เมื่อนายพฤษภามาขอไถ่ช้างคืนเมื่อเวลาผ่านไป  1  ปี  1  วัน  จึงถือว่าเกิดกำหนดเวลาไถ่  ดังนั้นข้ออ้างของนายมิถุนากรณีนี้จึงรับฟังได้

ประการที่  3  การที่นายมิถุนาอ้างว่านายพฤษภามาขอไถ่ช้างคืนโดยใช้สินไถ่ไม่ครบนั้นรับฟังได้หรือไม่  เห็นว่า  ตามมาตรา  499  วรรคสองนั้นได้วางหลักไว้ว่า  ถ้าปรากฏในเวลาไถ่ว่าสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ  15  ต่อปี  ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ  15  ต่อปี  เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า  คู่สัญญาได้ตกลงขายฝากช้างในราคา  1  ล้านบาท  และตกลงสินไถ่ในราคา  2  ล้านบาทนั้น  ถือว่าเป็นการกำหนดสินไถ่สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราที่กฎหมายได้กำหนดไว้ในมาตรา  499  วรรคสอง  ดังนั้นนายพฤษภาย่อมมีสิทธิไถ่ช้างคืนได้ในราคา  1  ล้าน  1  แสน  5  หมื่นบาท  ข้ออ้างของนายมิถุนาที่ว่าสินไถ่ไม่ครบจึงรับฟังไม่ได้

ส่วนประเด็นที่ว่า  ช้างเชือกนี้นายพฤษภาจะได้คืนหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อสัญญาขายฝากเป็นโมฆะ  ผลของการเป็นโมฆะย่อมทำให้คู่กรณีตามสัญญาขายฝากนั้นกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนว่ามิได้มีการทำสัญญาขายฝากใดๆต่อกัน  ดังนั้นนายมิถุนาจึงต้องส่งมอบช้างคืนให้นายพฤษภา  และนายพฤษภาก็จะต้องคืนเงินค่าขายฝากช้าง  1  ล้านบาทให้แก่นายมิถุนา  ทั้งนี้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้

สรุป  ข้ออ้างของนายมิถุนาที่ว่าสัญญาขายฝากสมบูรณ์และสินไถ่ไม่ครบนั้นรับฟังไม่ได้  แต่ข้ออ้างที่ว่าเกินกำหนดเวลาไถ่นั้นรับฟังได้  และช้างเชือกนี้นายพฤษภาจะได้คืน  แต่ต้องคืนเงินค่าขายฝาก  1  ล้านบาทให้แก่นายมิถุนา

Advertisement