LAW2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2554

การสอบไล่ภาค 1  ปีการศึกษา  2554

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ  ข้อละ  25  คะแนน

ข้อ 1 นาย ม เป็นคนยากจนมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน นส.3 ก ที่เป็นเจ้าของอยู่เพียงแปลงเดียว มีความจำเป็นต้องใช้เงินในการรักษาตัว ได้ขอกู้เงินจากนาย ส ไป 100,000 บาท โดยเขียนไว้ในสัญญากู้เงินว่า นาย ม ขอใช้ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ กำหนดชำระหนี้ในเวลา 6 เดือนนี้ โดยไม่ได้ทำสัญญาและจดทะเบียนจำนอง วันรุ่งขึ้นนาย ม ได้ทำสัญญาและจดทะเบียนยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นาง บ ที่ได้ดูแลตนมาตลอดเวลาที่ป่วย เมื่อหนี้ครบกำหนดนาย ม ไม่ชำระ จากนั้นอีก 1 เดือน นาย ส ได้ฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินตามสัญญากู้จากนาย ม และชนะคดี ศาลพิพากษาให้นาย ม ชำระหนี้แก่นาย ส จากนั้นนาย ส จึงได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าว

แต่ถูกนาง บ ร้องคัดค้านอ้างว่าเป็นของตน เพราะนาย ม ยกให้แล้ว นาย ส จึงได้ทราบเรื่องการยกที่ดินให้กันดังกล่าว และได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่กันเสีย ถ้านักศึกษาเป็นศาลจะวินิจฉัยอย่างไร โดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะหนี้ที่ได้ศึกษามา

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 214 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 733 เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง รวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื่นๆซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่ลูกหนี้ด้วย

มาตรา 237 เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน

วินิจฉัย

หลักเกณฑ์ที่เจ้าหนี้จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลตามมาตรา 237 ประกอบด้วย

1 ลูกหนี้ได้ทำนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล หมายถึง นิติกรรมที่ลูกหนี้ทำขึ้นโดยที่รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ซึ่งก็คือ นิติกรรมนั้นพอทำแล้วลูกหนี้จะไม่มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้นั่นเอง

2 ลูกหนี้จะต้องรู้ว่าเมื่อทำนิติกรรมแล้วเจ้าหนี้จะเสียเปรียบ

3 นิติกรรมที่จำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ ถ้ามิใช่เป็นการทำให้โดยเสน่หาแล้ว เจ้าหนี้จะขอให้ศาลเพิกถอนได้ต่อเมื่อ ในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้น (หมายถึงผู้ที่ทำนิติกรรมกับลูกหนี้) ได้รู้ถึงความเสียเปรียบของเจ้าหนี้ (คือต้องรู้ในขณะที่ทำนิติกรรม ถ้ามารู้ภายหลังก็ย่อมเพิกถอนไม่ได้)

4 หากลูกหนี้ทำนิติกรรมให้โดยเสน่หา เพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวก็พอแล้วที่จะขอให้เพิกถอนได้ (ดังนั้นผู้ได้ลาภงอกจะอ้างว่าตนสุจริตก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ)

5 การเพิกถอนการฉ้อฉลใช้ได้กับนิติกรรมที่มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สินเท่านั้น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นาย ม ลูกหนี้ได้ทำสัญญาและจดทะเบียนยกที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งเป็นทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวที่มีอยู่ให้แก่นาง บ นั้น ถือเป็นนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งที่รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้นาย ส เจ้าหนี้เสียเปรียบ จึงเป็นนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้

และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นาย ม ลูกหนี้ได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นาง บ โดยเสน่หา ดังนั้น ถึงแม้ว่านาง บ ผู้ได้ลาภงอกจะได้รู้ข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบนั้นด้วยหรือไม่ก็ตาม นาย ส เจ้าหนี้ก็สามารถร้องขอให้ศาลเพิกถอนการยกที่ดินแปลงดังกล่าวได้ตามมาตรา 237 ทั้งนี้โดยไม่ต้องพิจารณาว่าที่ดินแปลงพิพาทนี้ นาย ม กับนาย ส ได้จดทะเบียนจำนองกันโดยชอบหรือไม่ เพราะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะให้ชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิงอยู่แล้วตามมาตรา 214 (ฎ.47/2524)

สรุป นิติกรรมการยกที่ดินให้แก่กันระหว่างนาย ม กับนาง บ เป็นนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้ และนาย ส เจ้าหนี้สามารถร้องขอให้ศาลเพิกถอนการยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่กันได้