LAW 2005 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยซื้อขาย การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2005 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยซื้อขาย ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายไก่ตกลงขายอูฐแม่ลูกให้กับนายไข่ อูฐแม่ 3 แสนบาท อูฐลูก 1 แสนบาท โดยนายไก่ส่งมอบอูฐทั้ง
2 ตัวให้แก่นายไข่ และนายไก่ยินยอมให้นายไข่ชําระราคา 2 แสนบาทก่อน ส่วนที่เหลืออีก 2 แสนบาท ให้ชําระภายใน 10 วัน นับแต่ส่งมอบอูฐ รุ่งขึ้นมีนายดํามาขอซื้ออูฐแม่ลูกจากนายไก่เสนอซื้อ 5 แสนบาท นายไก่เลยมาขออฐคืนโดยอ้างว่าสัญญาเป็นโมฆะเพราะเป็นการซื้อขายสัตว์พาหนะ

Advertisement

(1) สัญญาซื้อขายอฐระหว่างนายไก่และนายไข่เป็นสัญญาซื้อขายประเภทไหน

(2) ใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อูฐแม่ลูก

(3) ข้ออ้างของนายไก่ที่ว่าสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะรับฟังได้หรือไม่

(4) ถ้านายไข่ไม่ยอมชําระค่าอูฐที่เหลือ 2 แสนบาท นายไก่จะฟ้องบังคับได้หรือไม่

ธงคําตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 456 “การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย

สัญญาจะขายหรือจะซื้อหรือคํามั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้ มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสําคัญ หรือได้วางประจําไว้ หรือได้ชําระหนี้ บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกัน เป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย”

มาตรา 458 “กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทําสัญญา ซื้อขายกัน”

วินิจฉัย

จากบทบัญญัติมาตรา 456 วรรคหนึ่ง จะเห็นได้ว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ ได้แก่ เรือมีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป แพ และสัตว์พาหนะ จะต้องทําเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ

แต่ถ้าเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สินตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง หรือเป็นสัญญาซื้อขาย สังหาริมทรัพย์ทั่ว ๆ ไป ไม่ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด เพียงแต่ถ้าจะ ฟ้องร้องบังคับคดีกันเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 20,000 บาท ขึ้นไป จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสําคัญ หรือมีการวางประจํา (มัดจํา) ไว้ หรือได้มีการชําระหนี้กันบางส่วนแล้ว (มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกพิจารณาได้ดังนี้

(1) สัญญาซื้อขายอฐระหว่างนายไก่และนายไข่เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เพราะเป็นการตกลงซื้อขายทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ธรรมดาทั่วไป มิใช่เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ กล่าวคือ มิใช่เป็นการซื้อขายสัตว์พาหนะ ซึ่งได้แก่ ช้าง ม้า โค กระบือ ลา ล่อ แต่อย่างใด

(2) เมื่อเป็นสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ธรรมดา กรรมสิทธิ์ในอูฐแม่ลูกย่อมโอนไปยังผู้ซื้อ นับตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทําสัญญาซื้อขายกันตามมาตรา 458 ดังนั้น นายไข่ผู้ซื้อจึงเป็นเจ้าของอูฐแม่ลูก

(3) สัญญาซื้อขายอูฐระหว่างนายไก่และนายไข่ เมื่อเป็นสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ทั่ว ๆ ไป จึงไม่ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาซื้อขายอูฐระหว่างนายไก่และนายไข่จึงมีผลสมบูรณ์ไม่ตกเป็นโมฆะ การที่นายไก่อ้างว่าสัญญาซื้อขาย เป็นโมฆะเพราะเป็นการซื้อขายสัตว์พาหนะนั้น ข้ออ้างของนายไก่จึงรับฟังไม่ได้

(4) ถ้านายไข่ไม่ยอมชําระค่าอูฐที่เหลือ 2 แสนบาท นายไก่ย่อมสามารถฟ้องบังคับนายไข่ได้ เพราะการตกลงซื้อขายอฐระหว่างนายไก่และนายไข่นั้น เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาเกินกว่า 20,000 บาท และมีหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ กล่าวคือ การที่นายไก่ได้ส่งมอบอูฐทั้ง 2 ตัวให้แก่นายไข่ และนายไข่ ได้ชําระค่าอูฐให้แก่นายไก่แล้วเป็นเงิน 200,000 บาท นั้น ถือว่าได้มีการชําระหนี้บางส่วนแล้ว (ตามมาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม)

สรุป

(1) สัญญาซื้อขายอูฐระหว่างนายไก่และนายไข่เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด

(2) นายไข่ผู้ซื้อเป็นเจ้าของอูฐแม่ลูก

(3) ข้ออ้างของนายไก่ที่ว่าสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะรับฟังไม่ได้

(4) นายไก่ฟ้องบังคับให้นายไข่ชําระค่าอูฐที่เหลือ 2 แสนบาทได้

Advertisement