LAW 2005 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยซื้อขาย แลกเปลี่ยนให้ การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560 ข้อสอบกระบวนวิชา

LAW 2005 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยซื้อขาย แลกเปลี่ยนให้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายจันทร์บอกขายที่ดินมีโฉนดของตนแปลงหนึ่งให้นายอังคารในราคา 5 ล้านบาท นายอังคารมาดู
ที่ดินแปลงนี้แล้วพอใจตอบตกลงซื้อ โดยนายอังคารจ่ายเงินค่าที่ดินให้นายจันทร์ 1 ล้านบาท ส่วนที่ยังขาดอยู่นายอังคารจะชําระให้ในวันที่นายจันทร์กลับจากต่างประเทศและไปจดทะเบียนโอนให้ นายจันทร์ได้ส่งมอบที่ดินให้นายอังคาร นายอังคารอยู่มา 3 ปี นายจันทร์กลับจากต่างประเทศก็หาได้ไปโอนให้ นายอังคารอยู่ติดต่อมาอีก 12 ปี ที่ดินแปลงนี้มีราคาท้องตลาดสูงขึ้นกว่า 100 ล้านบาท นายจันทร์อยากได้คืนและขอให้นายอังคารคืนที่ดินแปลงนี้ นายอังคารไม่คืน ดังนี้ นายจันทร์จะมีสิทธิเรียกที่ดินแปลงนี้คืนจากนายอังคารได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

Advertisement

ธงคําตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/30 “อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกําหนดสิบปี”

มาตรา 456 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพ และสัตว์พาหนะด้วย

สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคํามั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้ มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสําคัญ หรือได้วางประจําไว้ หรือได้ชําระหนี้ บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายจันทร์บอกขายที่ดินมีโฉนดของตนแปลงหนึ่งให้นายอังคารใน ราคา 5 ล้านบาทและนายอังคารตอบตกลงซื้อ โดยนายอังคารจ่ายเงินค่าที่ดินให้นายจันทร์ 1 ล้านบาท ส่วนที่ยังขาดอยู่นายอังคารจะชําระให้ในวันที่นายจันทร์กลับจากต่างประเทศและไปจดทะเบียนโอนให้นั้น สัญญาซื้อขาย ที่ดินระหว่างนายจันทร์และนายอังคารดังกล่าวย่อมเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย เพราะเป็นการตกลงซื้อขายทรัพย์สิน ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และคู่สัญญาไม่มีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่กันในขณะทําสัญญาซื้อขาย แต่มีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันในภายหน้า

และจากข้อเท็จจริง การที่นายจันทร์ได้ส่งมอบที่ดินแปลงนี้ให้นายอังคารครอบครอง และนายอังคารได้อยู่ในที่ดินแปลงนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายนั้น จะถือว่านายอังคารเจตนาจะยึดถือที่ดินเพื่อตนไม่ได้ แต่ต้องถือว่าเป็นการยึดถือแทนนายจันทร์ และแม้นายอังคารจะอยู่ในที่ดินมาได้ 15 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ (ตามมาตรา 1382) ดังนั้น เมื่อนายจันทร์ผิดนัดไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญา นายอังคารย่อมมีสิทธิเรียกร้องและบังคับให้นายจันทร์ไปจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงนี้ให้ตนได้ตามมาตรา 456 วรรคสอง แต่นายอังคารต้องใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวภายในอายุความ 10 ปีนับแต่วันที่นายจันทร์ผิดสัญญาตามมาตรา 193/30

และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อนายจันทร์ผิดสัญญาจะซื้อจะขาย นายอังคารก็ปล่อยเวลา ให้ล่วงเลยไปโดยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้นายจันทร์ไปจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่ตน จนพ้น 10 ปีนับ แต่วันผิดสัญญา ทําให้สิทธิเรียกร้องของนายอังคารขาดอายุความ และมีผลทําให้นายอังคารต้องเสียสิทธิในที่ดินแปลงนี้ ดังนั้น นายจันทร์จึงมีสิทธิเรียกที่ดินแปลงนี้คืนจากนายอังคารได้

สรุป นายจันทร์มีสิทธิเรียกที่ดินแปลงนี้คืนจากนายอังคารได้

Advertisement