การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2555

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2004 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง 

Advertisement

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  แนวคิดทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน  และทฤษฎีที่ว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของชาติหมายถึงอะไร  และมีผลในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญที่แตกต่างกันอย่างไร  และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันได้นำแนวคิดทฤษฎีดังกล่าวมาบัญญัติไว้หรือไม่  อย่างไร  ขอให้ท่านอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

Advertisement

ธงคำตอบ

ทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน  นั้นมาจากแนวคิดว่าอำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน  เป็นทฤษฎีที่เสนอโดย  รุสโซ  (Rousseau)  ในวรรณกรรมชื่อ  “สัญญาประชาคม”  (Social  Contract)  โดยรุสโซ  เชื่อว่า  “สังคมเกิดขึ้นเพราะราษฎรในสังคมสมัครใจสละสภาพธรรมชาติอันเสรีของตน  เพื่อมาทำสัญญาประชาคมขึ้น  สังคมจึงเกิดจากการสัญญามิใช่การข่มขู่บังคับ  ดังนั้นราษฎรทุกคนจึงมีส่วนเป็นเจ้าของสังคมหรืออำนาจอธิปไตย  มิใช่พระเจ้าหรือกษัตริย์ที่เป็นเจ้าของดั่งที่อธิบายกันมาตลอด”  ตัวอย่างที่รุสโซอ้างก็คือ  “สังคมหนึ่งมีสมาชิก  10,000  คน  สมาชิกแต่ละคนย่อมเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยคนละ  1/10,000  ดังนั้น ราษฎรแต่ละคนจึงมีส่วนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตามส่วนของตน  โดยไม่มีใครสามารถอ้างความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทั้งหมดได้

Advertisement

จากทฤษฎีดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ  คือ

1       ราษฎรแต่ละคนมีสิทธิที่จะเลือกผู้ปกครอง  เพื่อเป็นการแสดงออกซึ่งส่วนแห่งอำนาจตน  อันนำมาสู่หลักการคือ  “การเลือกตั้งอย่างทั่วถึง”  เพราะถือว่า  การเลือกตั้งเป็นสิทธิของทุกคน  มิใช่หน้าที่จึงไม่อาจมีการจำกัดสิทธิได้  ดังที่รุสโซ  กล่าวว่า  “สิทธิเลือกตั้งเป็นสิทธิที่ไม่มีอะไรที่จะมาพรากจากประชาชนได้”

Advertisement

2       การมอบอำนาจของราษฎรให้ผู้แทนเป็นการมอบอำนาจในลักษณะที่ผู้แทนต้องอยู่ภายใต้อาณัติของราษฎรผู้เลือกตั้ง

ทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ  นั้นหมายถึง  แนวคิดที่ว่าอำนาจอธิปไตยนั้นมีอยู่ในตัวของมนุษย์  และมนุษย์ได้ทำสัญญาหรือก่อพันธะผูกพันกันโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าจะโอนอำนาจอธิปไตยที่ตนมีอยู่ให้แก่สังคม  และสังคมที่ว่านี้ก็คือชาตินั่นเอง

Advertisement

จากทฤษฎีดังกล่าวก่อให้เกิดผลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ  คือ

1       ชาติเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่ใช่ปวงชนหรือราษฎร  อำนาจเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ชาติมอบให้แก่ราษฎรในฐานะเป็นองค์กรที่มีหน้าที่เลือกผู้แทนของชาติ  ดังนั้นการเลือกตั้งของราษฎรจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิใช่การใช้สิทธิ  ชาติจึงมีสิทธิที่จะต้องมอบอำนาจเลือกตั้งให้ราษฎรที่เห็นว่าเหมาะสมได้  การเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเป็นแบบทั่วถึง  มีการจำกัดสิทธิการเลือกตั้งได้

2       คนแต่ละคนไม่ได้เป็นผู้แทนของราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งที่เลือกตนเท่านั้น  ผู้แทนทั้งหมดถือเป็นผู้แทนของชาติและไม่อยู่ภายใต้อาณัติของราษฎรผู้เลือกตั้ง

และตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯฉบับปัจจุบัน  ได้นำทฤษฎีทั้งสองมาบัญญัติไว้ร่วมกัน  เช่น  ในมาตรา  3  บัญญัติว่า  “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย”  ก็เท่ากับยอมรับทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน  และในขณะเดียวกันตามมาตรา  72  บัญญัติว่า “บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและบุคคลซึ่งไม่ไปใช้สิทธิโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิได้  ย่อมเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ”  จึงเท่ากับเป็นการยอมรับทฤษฎีอำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ  เป็นต้น

 

ข้อ  2  จงอธิบายที่มาของอำนาจนิติบัญญัติ  และที่มาของอำนาจบริหาร  และการถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ  อำนาจบริหาร  อำนาจตุลาการ  ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ธงคำตอบ

ที่มาของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

1       อำนาจนิติบัญญัติ 

อำนาจนิติบัญญัติ  มีรัฐสภาเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ  ซึ่งรัฐสภาจะประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎร  และวุฒิสภา

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ฉบับปัจจุบัน  ได้บัญญัติเกี่ยวกับที่มาของอำนาจนิติบัญญัติไว้ดังนี้  คือ

(ก)   สภาผู้แทนราษฎร  (ส.ส.)

สภาผู้แทนราษฎร  (ส.ส.)  ประกอบด้วยสมาชิก  500  คน  โดยเป็นสมาชิก

–                     มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง  375  คน

–                    มาจากการเลือกตั้งแบบ บัญชีรายชื่อ  125  คน

และผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องสังกัดหรือเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

(ข)  วุฒิสภา  (ส.ว.)

วุฒิสภา  (ส.ว.)  ประกอบด้วยสมาชิก  150  คน  ซึ่งมาจาก

–                     การเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด  จังหวัดละ  1  คน  รวม  76  คน

–                    การสรรหา  รวม  74  คน

2       อำนาจบริหาร

อำนาจบริหารที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฯ  ได้แก่  คณะรัฐมนตรี  ซึ่งประกอบด้วย

1       นายกรัฐมนตรี  จำนวน  1  คน  เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี

2       รัฐมนตรี  จำนวนไม่เกิน  35  คน  ซึ่งมีตำแหน่งหลากหลาย  เช่น  รองนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีว่าการฯ  รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ

นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (ส.ส.)  เท่านั้น  ส่วนรัฐมนตรีนั้น  นากยกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ก็ได้  แต่ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ  แต่อย่างไรก็ตาม  คณะรัฐมนตรีจะเป็น  ส.ว.  ในขณะที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ไม่ได้

การถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างอำนาจทั้งสาม

1       อำนาจนิติบัญญัติ  อาจถูกควบคุมตรวจสอบได้โดยฝ่ายตุลาการ  เช่น  ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นฝ่ายบัญญัติกฎหมาย  ถ้ามีการบัญญัติกฎหมายออกมาแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ  ก็จะต้องมีการตรวจสอบโดยฝ่ายตุลาการ  คือ  ศาลรัฐธรรมนูญ  และอาจจะถูกควบคุมโดยฝ่ายบริหาร  เช่น  การที่ฝ่ายบริหารไม่เสนอกฎหมายให้ฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณา  หรือเสนอกฎหมายไปแล้วแต่ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ให้ความเห็นชอบ  ฝ่ายบริหารก็สามารถยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ก็ได้

2       อำนาจบริหาร  อาจถูกควบคุมตรวจสอบได้โดยฝ่ายนิติบัญญัติ  เช่น  การไม่ให้ความเห็นชอบต่อกฎหมายที่ฝ่ายบริหารเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณา  การควบคุมตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร  เช่น  การตั้งกระทู้ถาม  การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ การตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร  เป็นต้น

3       อำนาจตุลาการ  การใช้อำนาจตุลาการนั้น  อาจถูกควบคุมหรือถ่วงดุลได้โดยฝ่ายนิติบัญญัติ  เช่น  ฝ่ายนิติบัญญัติ  ได้บัญญัติกฎหมายให้ฝ่ายตุลาการหรือศาลใช้อำนาจตามกฎหมายได้เพียงเท่าที่กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติได้บัญญัติไว้เท่านั้น  และในบางกรณีกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของฝ่ายนิติบัญญัติก็เป็นกฎหมายที่เสนอโดยฝ่ายบริหาร  ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ถือว่าฝ่ายบริหารได้เข้ามาควบคุมถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการนั่นเอง  แต่อย่างไรก็ตาม  ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารจะไม่มีอำนาจในการตรวจสอบอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีของฝ่ายตุลาการ

 

ข้อ  3  เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษทราบว่ามีโรงงานแห่งหนึ่ง  ปล่อยทิ้งอากาศเสีย  ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  พ.ศ.2535  ซึ่งมาตรา  82(1)  แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษดำเนินการเข้าไปในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อตรวจสภาพระบบบำบัดอากาศเสีย

ปรากฏว่าโรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานของนายสดใส  นายสดใสเห็นว่า  การที่พนักงานควบคุมมลพิษเข้าไปในโรงงานของตนโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งอาศัยมาตรา  82(1)  นั้น  เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของตน  นายสดใสจึงนำเรื่องดังกล่าวไปร้องขอต่อผู้ตรวจการแผ่นดินโดยอ้างว่า

พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  พ.ศ.2535  มาตรา  82(1)  ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2550  มาตรา  33  ปรากฏว่า  ผู้ตรวจการแผ่นดินปฏิเสธไม่ยอมส่งข้อโต้แย้งของนายสดใสไปยังศาลรัฐธรรมนูญ  นายสดใสจึงยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา  212

จงวินิจฉัยว่า  ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องของนายสดใสไว้พิจารณาได้หรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2550 

มาตรา  6  “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ  บทบัญญัติใดของกฎหมาย  กฎ  หรือข้อบังคับ  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

มาตรา  211  วรรคหนึ่ง  “ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด  ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  6  และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น  ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย  ในระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้  แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว  จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”

มาตรา  212  บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้

การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว  ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

มาตรา  245  ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้  เมื่อเห็นว่ามีกรณีดังต่อไปนี้

(1)  บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

มาตรา  257  วรรคแรก  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่  ดังต่อไปนี้

(2)  เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ  ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู้ร้องเรียนว่า  บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

วินิจฉัย

แม้ว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  พ.ศ.2535  มาตรา  82(1)  ที่ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษที่จะเข้าไปในโรงงานอุตสาหกรรม  เป็นกฎหมายที่ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2550 มาตรา  33  แต่กรณีผู้ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติมาตรา  212  นั้น  จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้  (คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่  3/2551)  ดังนี้คือ

(1)  ต้องเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้  อันสืบเนื่องมาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

(2)  บุคคลนั้นต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  และ

(3) ต้องเป็นกรณีที่บุคคลนั้นไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว

ซึ่งกรณีตาม  (3)  ที่ว่าเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้วนั้น  หมายความว่าประชาชนผู้โต้แย้งจะต้องได้ใช้สิทธิตามมาตรา  211,  245(1)  และมาตรา  257  วรรคแรก  (2)  ครบทั้งสามขั้นตอนแล้วแต่ยังไม่มีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  กรณีนี้ประชาชนจึงจะใช้สิทธิตามมาตรา  212  วรรคแรกได้  ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  212  วรรคสอง

กรณีตามอุทาหรณ์  คดีนี้แม้ว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะปฏิเสธไม่ส่งข้อโต้แย้งของนายสดใสไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา  245(1)  ก็ตาม แต่นายสดใสก็ยังสามารถที่จะใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้อีก  กล่าวคือ  ยังสามารถไปร้องขอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา  254  วรรคแรก  (2)  ได้  และถ้าหากไม่มีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญอีก  กรณีนี้นายสดใสจึงจะสามารถส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยตนเองได้ตามมาตรา  212

ดังนั้นอาศัยเหตุและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น  เมื่อนายสดใสยังปฏิบัติไม่ครบหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้  นายสดใสจึงไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา  212  ได้  เมื่อนายสดใสได้ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ  ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของนายสดใสดังกล่าวได้

สรุป  ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับคำร้องของนายสดใสไว้พิจารณา

 

ข้อ  4  ในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่  คณะกรรมการการเลือกตั้ง  ได้มีประกาศกำหนดให้มีการแบ่งเขตการเลือกตั้งในจังหวัดแพร่ใหม่  และมีคำวินิจฉัยไม่รับสมัครนายทองในการสมัครรับเลือกตั้งฯ  เนื่องจากเคยถูกปลดออกจากราชการจึงขาดคุณสมบัติ  ซึ่งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการปรากฏว่า  นายเงินเป็นผู้ได้รับเลือกด้วยคะแนนสูงสุด  ต่อมามีผู้ร้องเรียนว่านายเงินมีส่วนให้บุคคลอื่นใช้อิทธิพลในการข่มขู่ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งให้เลือกตน  คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ทำการสอบสวนและเห็นว่ามีมูลจริง  จึงมีคำวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า  หากนายทองเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เพราะตนไม่เคยถูกปลดออกจากราชการ  และนายเงินเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เพราะในการสอบสวนได้ตัดพยานของตนที่อ้างออกไปทั้งหมด  และประกาศการแบ่งเขตการเลือกตั้งฯก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน  เพราะเป็นการช่วยเหลือผู้สมัครพรรคหนึ่งให้ได้เปรียบพรรคอื่นๆ  ดังนี้  นายทองและนายเงินจะใช้สิทธิทางศาลในกรณีดังกล่าวได้หรือไม่  และศาลใดที่จะมีอำนาจรับฟ้องไว้พิจารณา

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2550 

มาตรา  28  วรรคสอง  บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้  สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้

มาตรา  219  วรรคสาม  ให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

มาตรา  223  วรรคแรก  ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ  หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน  หรือระหว่างหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ  หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน  อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย

มาตรา  239  วรรคหนึ่ง ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา  ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุด

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา  28  วรรคสอง  เป็นสิทธิในทางศาลของบุคคลในรัฐ  โดยสิทธิดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการละเมิด  (การกระทำอันฝ่าฝืนต่อกฎหมายและการกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น)  สิทธิหรือเสรีภาพในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติรับรองไว้  ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้นย่อมมีสิทธินำคดีไปฟ้องศาล  หรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้

กรณีตามอุทาหรณ์  มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยดังนี้  คือ

ประเด็นที่  1  การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำวินิจฉัยไม่รับสมัครนายทองในการสมัครรับเลือกตั้งฯ  เนื่องจากเคยถูกปลดออกจากราชการจึงขาดคุณสมบัตินั้น  คำวินิจฉัยดังกล่าวของคณะกรรมการการเลือกตั้งทำให้นายทองไม่สามารถลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ได้  ถือว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิของนายทอง  ดังนั้นนายทองย่อมสามารถใช้สิทธิทางศาลได้ตามมาตรา  28  วรรคสอง  กล่าวคือนายทองสามารถฟ้องเป็นคดีต่อศาลได้นั่นเอง

สำหรับศาลที่มีอำนาจรับฟ้องไว้พิจารณานั้น  เป็นอำนาจของศาลฎีกาตามมาตรา  219  วรรคสาม  เพราะเป็นการพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ประเด็นที่  2  เมื่อตามมาตรา  239  วรรคแรก  ได้บัญญัติให้การวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุด  ดังนั้นกรณีของนายเงินซึ่งเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุด  แต่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ทำการสอบสวนตามที่ได้มีการร้องเรียนและเห็นว่าคดีมีมูล  จึงมีคำวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งฯนั้น  คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวย่อมถือเป็นที่สุด  นายเงินจะใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องเป็นคดีต่อศาลไม่ได้

ประเด็นที่  3  การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีประกาศกำหนดให้มีการแบ่งเขตการเลือกตั้งในจังหวัดแพร่ใหม่นั้น  ก็มาจากการพิจารณาเห็นชอบร่วมกันของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็น  “มติ”  ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและมติดังกล่าวมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง  หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ  ประกาศฯดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็น  “กฎ”  และเป็นกฎที่เกิดจากการใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นเมื่อนายเงินเห็นว่าประกาศแบ่งเขตการเลือกตั้งฯ  ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สามารถใช้สิทธิทางศาลคือฟ้องเป็นคดีต่อศาลได้  ทั้งนี้เพื่อให้ศาลพิพากษาเพิกถอนกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว  และศาลที่มีอำนาจรับฟ้องไว้พิจารณาในกรณีนี้คือศาลปกครองตามมาตรา  223  วรรคแรก

สรุป 

1       คำวินิจฉัยไม่รับสมัครนายทองในการสมัครรับเลือกตั้งฯ  นายทองสามารถใช้สิทธิทางศาลโดยการฟ้องเป็นคดีต่อศาลได้  และศาลที่มีอำนาจรับฟ้องไว้พิจารณาคือศาลฎีกา

2       คำวินิจฉัยที่สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งฯ  ถือเป็นที่สุด  นายเงินจะใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องเป็นคดีต่อศาลไม่ได้

3       ประกาศการแบ่งเขตการเลือกตั้งฯ  เป็นกฎ  ถ้านายเงินเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ก็สามารถฟ้องเป็นคดีต่อศาลได้  และศาลที่มีอำนาจรับฟ้องไว้พิจารณาคือศาลปกครอง

Advertisement