การสอบไล่ภาคฤดูร้อน   ปีการศึกษา  2555

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2004 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

Advertisement

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  จงอธิบายที่มาของอำนาจนิติบัญญัติ  และอำนาจบริหาร  ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่ามาอย่างไร  และใช้หลักอะไรเกี่ยวกับที่มาของอำนาจดังกล่าว

Advertisement

ธงคำตอบ

ที่มาของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

Advertisement

1       อำนาจนิติบัญญัติ 

อำนาจนิติบัญญัติ  มีรัฐสภาเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ  ซึ่งรัฐสภาจะประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎร  และวุฒิสภา

Advertisement

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ฉบับปัจจุบัน  ได้บัญญัติเกี่ยวกับที่มาของอำนาจนิติบัญญัติไว้ดังนี้  คือ

(ก)   สภาผู้แทนราษฎร  (ส.ส.)

Advertisement

สภาผู้แทนราษฎร  (ส.ส.)  ประกอบด้วยสมาชิก  500  คน  โดยเป็นสมาชิก

–                     มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง  375  คน

–                    มาจากการเลือกตั้งแบบ บัญชีรายชื่อ  125  คน

และผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องสังกัดหรือเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

(ข)  วุฒิสภา  (ส.ว.)

วุฒิสภา  (ส.ว.)  ประกอบด้วยสมาชิก  150  คน  ซึ่งมาจาก

–                     การเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด  จังหวัดละ  1  คน  รวม  76  คน

–                    การสรรหา  รวม  74  คน

2       อำนาจบริหาร

อำนาจบริหารที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฯ  ได้แก่  คณะรัฐมนตรี  ซึ่งประกอบด้วย

1       นายกรัฐมนตรี  จำนวน  1  คน  เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี

2       รัฐมนตรี  จำนวนไม่เกิน  35  คน  ซึ่งมีตำแหน่งหลากหลาย  เช่น  รองนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีว่าการฯ  รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ

นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (ส.ส.)  เท่านั้น  ส่วนรัฐมนตรีนั้น  นากยกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ก็ได้  แต่ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ  แต่อย่างไรก็ตาม  คณะรัฐมนตรีจะเป็น  ส.ว.  ในขณะที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ไม่ได้

หลักที่ใช้เกี่ยวกับที่มาของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

1       อำนาจนิติบัญญัติ

หลักที่ใช้เกี่ยวกับที่มาของอำนาจนิติบัญญัติ  มีหลายประการ  เช่น

(1)  หลักความรู้ความสามารถ  เช่น  การกำหนดคุณวุฒิของผู้สมัครรับเลือกตั้ง  เป็นสมาชิกวุฒิสภาว่าจะต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า  เป็นต้น

(2)  หลักความชอบด้วยกฎหมาย  การดำเนินการให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัตินั้น  จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้  จะแตกต่างไปจากนั้นไม่ได้

(3) หลักความทั่วถึง  หลักความโปร่งใส  หลักการมีส่วนร่วม  กล่าวคือ  การเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติจะต้องทั่วถึง  โปร่งใส  และชอบด้วยกฎหมาย  จะต้องไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียงหรือใช้อิทธิพลใดๆทั้งสิ้น

(4) หลักความซื่อสัตย์สุจริต  หมายความว่า  การได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติจะต้องเป็นการได้มาจากการกระทำที่ซื่อสัตย์สุจริต

(5) หลักความเหมาะสม  เช่น  การกำหนดว่า  บุคคลที่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  จะต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเป็นบุคคลติดยาเสพติดให้โทษ  เป็นต้น

2  อำนาจบริหาร

หลักที่ใช้เกี่ยวกับที่มาของอำนาจบริหาร  มีหลายประการเช่นเดียวกัน  เช่น

(1)  หลักความรู้ความสามารถ  เช่น  การกำหนดให้รัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า  เป็นต้น

(2)  หลักความเหมาะสม  เช่น  การกำหนดว่า  รัฐมนตรีจะต้องไม่เป็นสมาชิกวุฒิสภา  หรือความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงเมื่อต้องคำพิพากษาให้จำคุก  แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ  เป็นต้น

(3) หลักเสียงส่วนใหญ่  เช่น  การกำหนดว่า  นายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับการแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (โดยเสียงส่วนใหญ่)  เท่านั้น  เป็นต้น

(4) หลักความซื่อสัตย์สุจริต  เช่น  การกำหนดให้รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน  เป็นต้น      

 

 

ข้อ  2  จงทำตามคำสั่งต่อไปนี้

(ก)   อำนาจตุลาการของไทยปัจจุบันตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ศาลมีกี่ศาล  อะไรบ้าง  และการเข้าสู่ตำแหน่งตุลาการของไทยใช้หลักอะไรบ้าง

(ข)   จงอธิบายการถ่วงดุลและตรวจสอบอำนาจนิติบัญญัติ  อำนาจบริหาร  และอำนาจตุลาการ  ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไทยฉบับปี  พ.ศ.2550

ธงคำตอบ

ก.      อำนาจตุลาการของไทยคือ  “ศาล”  ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฯ  ฉบับปัจจุบันได้บัญญัติให้ศาลมีด้วยกัน  4  ศาลได้แก่

1       ศาลรัฐธรรมนูญ  คือ  องค์กรตุลาการที่ทำหน้าที่ควบคุมมิให้กฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  และทำหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด

2       ศาลยุติธรรม  คือ  ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง  ซึ่งมิได้อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ  ศาลปกครอง  และศาลทหาร

ศาลยุติธรรมแบ่งเป็น  3  ชั้น  ได้แก่  ศาลชั้นต้น  ศาลอุทธรณ์  และศาลฎีกา

3       ศาลปกครอง  คือ  องค์กรตุลาการที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีปกครอง  ซึ่งเป็นคดีที่เป็นข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งระหว่างเอกชนกับหน่วยราชการ  รัฐวิสาหกิจ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ  หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ  หรือระหว่างหน่วยงานเหล่านั้น  หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง

ศาลปกครอง  แบ่งออกเป็น  2  ชั้น  ได้แก่  ศาลปกครองชั้นต้น  และศาลปกครองสูงสุด  ส่วนศาลปกครองชั้นอุทธรณ์จะมีหรือไม่ก็ได้

4       ศาลทหาร  คือ  องค์กรตุลาการที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดีอาญาทหาร  และคดีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัต

ศาลทหารแบ่งออกเป็น  3  ชั้น  ได้แก่  ศาลทหารชั้นต้น  ศาลทหารชั้นกลาง  และศาลทหารชั้นสูงสุด

สำหรับการเข้าสู่ตำแหน่งของตุลาการของไทย  ใช้หลักอยู่หลายประการ  เช่น

1       หลักความรู้ความสามารถ  เช่น  ตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่า  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกา  ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด  ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์อย่างแท้จริง  เป็นต้น

2       หลักประสบการณ์  คือ  ต้องมีประสบการณ์ตามที่กฎหมายกำหนด

3       หลักความเหมาะสม  เช่น  การกำหนดว่า  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่เป็นข้าราชการ  ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ  เป็นต้น

4       หลักความยุติธรรม  คือ  การพิจารณาพิพากษาคดี  หรือการวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาล  จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม

5       หลักความซื่อสัตย์สุจริต

ข  การถ่วงดุลและการตรวจสอบอำนาจนิติบัญญัติ  อำนาจบริหาร  และอำนาจตุลาการ  ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไทย  ฉบับปี พ.ศ.2550

1       อำนาจนิติบัญญัติ  อาจถูกควบคุมตรวจสอบได้โดยฝ่ายตุลาการ  เช่น  ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นฝ่ายบัญญัติกฎหมาย  ถ้ามีการบัญญัติกฎหมายออกมาแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ  ก็จะต้องมีการตรวจสอบโดยฝ่ายตุลาการ  คือ  ศาลรัฐธรรมนูญ  และอาจจะถูกควบคุมโดยฝ่ายบริหาร  เช่น  การที่ฝ่ายบริหารไม่เสนอกฎหมายให้ฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณา  หรือเสนอกฎหมายไปแล้วแต่ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ให้ความเห็นชอบ  ฝ่ายบริหารก็สามารถยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ก็ได้

2       อำนาจบริหาร  อาจถูกควบคุมตรวจสอบได้โดยฝ่ายนิติบัญญัติ  เช่น  การไม่ให้ความเห็นชอบต่อกฎหมายที่ฝ่ายบริหารเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณา  การควบคุมตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร  เช่น  การตั้งกระทู้ถาม  การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ การตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร  เป็นต้น

3       อำนาจตุลาการ  การใช้อำนาจตุลาการนั้น  อาจถูกควบคุมหรือถ่วงดุลได้โดยฝ่ายนิติบัญญัติ  เช่น  ฝ่ายนิติบัญญัติ  ได้บัญญัติกฎหมายให้ฝ่ายตุลาการหรือศาลใช้อำนาจตามกฎหมายได้เพียงเท่าที่กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติได้บัญญัติไว้เท่านั้น  และในบางกรณีกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของฝ่ายนิติบัญญัติก็เป็นกฎหมายที่เสนอโดยฝ่ายบริหาร  ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ถือว่าฝ่ายบริหารได้เข้ามาควบคุมถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการนั่นเอง  แต่อย่างไรก็ตาม  ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารจะไม่มีอำนาจในการตรวจสอบอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีของฝ่ายตุลาการ

 

 

ข้อ  3  นายทองและพวกรวม  17  คนได้ยื่นหนังสือต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเพื่อขอจัดตั้ง  “พรรคชูชาติไท”  ปรากฏว่านายทะเบียนพรรคการเมืองได้ปฏิเสธการรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคดังกล่าว

โดยแจ้งเป็นหนังสือแก่นายทองและพวกว่า  เนื่องจากนโยบายของพรรคตามเอกสารที่ยื่นมาพิจารณาแล้วเห็นว่า  พรรคชูชาติไท  ไม่สามารถจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองได้  เพราะนโยบายและวัตถุประสงค์ทางการเมืองของพรรคต้องการให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ  และให้ประเทศไทยมีการปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐ

ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่าการปฏิเสธของนายทะเบียนพรรคการเมืองชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่  เพราะเหตุใด  และหากนายทองและพวกเห็นว่า  การปฏิเสธดังกล่าวของนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  นายทองและพวกจะใช้สิทธิในทางศาลต่อศาลใดได้บ้างหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2550

มาตรา  1  ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว  จะแบ่งแยกมิได้

มาตรา  2  ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 มาตรา  28  วรรคสอง  บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้  สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้

มาตรา  65  วรรคหนึ่งและวรรคสอง  บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมือง  เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินกิจกรรมในทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้น  ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

การจัดองค์กรภายใน  การดำเนินกิจการ  และข้อบังคับของพรรคการเมือง  ต้องสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง  พ.ศ.2550 

มาตรา  13  วรรคท้าย  ผู้ยื่นจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองของนายทะเบียน อาจยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งตามวรรคสามต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าว

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  แยกวินิจฉัยออกได้  2  ประเด็น  ดังนี้คือ

ระเด็นที่  1  การปฏิเสธของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองของพรรคชูชาติไท  ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

การที่นายทองและพวกได้ยื่นหนังสือต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเพื่อขอจัดตั้ง  พรรคชูชาติไทนั้น  นายทองและพวกย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองได้  ตามมาตรา  65  วรรคแรก  และการที่พรรคชูชาติไทมีนโยบายและวัตถุประสงค์ทางการเมืองโดยต้องการให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง  ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ  และให้ประเทศไทยมีการปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐนั้น  จะเห็นได้ว่า  แม้นโยบายและวัตถุประสงค์ของพรรคจะเป็นการส่งเสริมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศจะไม่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็ตาม  แต่การที่พรรคมีนโยบายและวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ประเทศไทยมีการปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐนั้น  นโยบายและวัตถุประสงค์ของพรรคกรณีนี้ถือว่าไม่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ตามมาตรา  65  ประกอบมาตรา  1  ซึ่งได้บัญญัติให้ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้  และมาตรา  2  ซึ่งได้บัญญัติให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ดังนั้น  การปฏิเสธของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองของพรรคชูชาติไทยจึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่  2  หากนายทองและพวกเห็นว่า  การปฏิเสธดังกล่าวของนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  นายทองและพวกจะใช้สิทธิในทางศาลต่อศาลใดได้หรือไม่

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองปฏิเสธไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองดังกล่าวของนายทองและพวกนั้น  เป็นเพราะนโยบายและวัตถุประสงค์ทางการเมืองของพรรคนั้นไม่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ตามมาตรา  65  ดังนั้น  การกระทำของนายทะเบียนพรรคการเมืองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองของนายทองและพวก

และเมื่อไม่ถือว่านายทองและพวก  ถูกละเมิดเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้  ดังนั้นนายทองและพวกจึงไม่สามารถที่จะใช้สิทธิในทางศาลได้  ตามมาตรา  28  วรรคสอง  ประกอบกับ  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ  มาตรา  13  วรรคท้าย

สรุป  การปฏิเสธของนายทะเบียนพรรคการเมืองชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  นายทองและพวกไม่สามารถที่จะใช้สิทธิในทางศาลได้

 

 

ข้อ  4  นายแดงถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสงขลา  ขอให้ศาลลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  พ.ศ.2551  นายแดงให้การปฏิเสธและให้การโต้แย้งต่อศาลว่า  มาตรา  32  พระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  พ.ศ.2551  ซึ่งได้บัญญัติ  “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่ม  โดยตรงหรือโดยอ้อม”  และในวรรคสามได้บัญญัติว่า  “บทบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับกับการโฆษณาที่มีต้นกำเนิดนอกราชอาณาจักร”  นายแดงเห็นว่าการที่มาตรา  32  วรรคสาม  มิให้ใช้บังคับกับการโฆษณาที่มีต้นกำหนดนอกราชอาณาจักรอย่างกรณีการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมนั้น  ย่อมขัดหรือแย้งต่อมาตรา  6  ซึ่งบัญญัติให้  “บทบัญญัติกฎหมายใด  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้เป็นอันใช้บังคับมิได้”  และขัดต่อมาตรา  43  รัฐธรรมนูญฯ  ซึ่งบัญญัติให้  “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม”  ขอให้ศาลส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย  ดังนี้  หากท่านเป็นศาลจังหวัดสงขลา  ซึ่งพิจารณาคดีนี้จะดำเนินการในกรณีนี้อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2550

มาตรา  6  “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ  บทบัญญัติใดของกฎหมาย  กฎ  หรือข้อบังคับ  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้”

มาตรา  211  วรรคหนึ่ง  “ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด  ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  6  และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น  ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย  ในระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้  แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว  จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ  พ.ศ.2550  มาตรา  211  วรรคแรก  กรณีที่ศาลจะส่งความเห็นหรือข้อโต้แย้งเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยนั้น  จะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองหรือคู่ความได้โต้แย้งว่า  บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา  6

กรณีตามอุทาหรณ์  ศาลจังหวัดสงขลาซึ่งพิจารณาคดีนี้จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ  เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา  211  วรรคแรกหรือไม่  แยกพิจารณาได้ดังนี้

ประเด็นที่  1  พ.ร.บ.  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ  มาตรา  32  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  6  หรือไม่

ตามรัฐธรรมนูญฯ  มาตรา  6  เป็นบทบัญญัติในหมวด  1  ว่าด้วยบททั่วไปซึ่งบัญญัติว่า    “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย  กฎ  หรือข้อบังคับ  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้  บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้”  ซึ่งจะเห็นได้ว่า  บทบัญญัติของมาตรานี้มิได้บัญญัติรับรองสิทธิหรือเสรีภาพในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ  เพียงแต่กำหนดสถานะความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญไว้เท่านั้น  จึงไม่อาจจะมีบทบัญญัติของกฎหมายใดมาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา  6  ได้

ดังนั้น  จึงไม่ถือว่า  พ.ร.บ.  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ  มาตรา  32  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา  6

ประเด็นที่  2  พ.ร.บ.  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ  มาตรา  32  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  43  หรือไม่

การที่  พ.ร.บ.  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯมาตรา  32  วรรคสามบัญญัติว่า  “บทบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับกับการโฆษณาที่มีต้นกำเนิดนอกราชอาณาจักร  อันเนื่องมาจากการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมมาจากต่างประเทศซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมและการโฆษณานั้นย่อมสิ้นสุดไปพร้อมกับการถ่ายทอดสดรายการนั้นๆ  มิได้ปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดไปเหมือนดังเช่นการโฆษณาที่มีต้นกำเนิดภายในราชอาจักร

ดังนั้น  พ.ร.บ.  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯมาตรา  32  จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา  43

และเมื่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว  คือ  พ.ร.บ.  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯมาตรา  32  ซึ่งจะใช้บังคับแก่คดีนั้น  มิได้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  ดังนั้น  ศาลจังหวัดสงขลาซึ่งพิจารณาคดีนี้จะไม่ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย

Advertisement