LAW 2004 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง S/2555

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน   ปีการศึกษา  2555

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2004 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  จงอธิบายที่มาของอำนาจนิติบัญญัติ  และอำนาจบริหาร  ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่ามาอย่างไร  และใช้หลักอะไรเกี่ยวกับที่มาของอำนาจดังกล่าว

Advertisement

ธงคำตอบ

ที่มาของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

1       อำนาจนิติบัญญัติ 

อำนาจนิติบัญญัติ  มีรัฐสภาเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ  ซึ่งรัฐสภาจะประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎร  และวุฒิสภา

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ฉบับปัจจุบัน  ได้บัญญัติเกี่ยวกับที่มาของอำนาจนิติบัญญัติไว้ดังนี้  คือ

(ก)   สภาผู้แทนราษฎร  (ส.ส.)

สภาผู้แทนราษฎร  (ส.ส.)  ประกอบด้วยสมาชิก  500  คน  โดยเป็นสมาชิก

–                     มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง  375  คน

–                    มาจากการเลือกตั้งแบบ บัญชีรายชื่อ  125  คน

และผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องสังกัดหรือเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

(ข)  วุฒิสภา  (ส.ว.)

วุฒิสภา  (ส.ว.)  ประกอบด้วยสมาชิก  150  คน  ซึ่งมาจาก

–                     การเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด  จังหวัดละ  1  คน  รวม  76  คน

–                    การสรรหา  รวม  74  คน

2       อำนาจบริหาร

อำนาจบริหารที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฯ  ได้แก่  คณะรัฐมนตรี  ซึ่งประกอบด้วย

1       นายกรัฐมนตรี  จำนวน  1  คน  เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี

2       รัฐมนตรี  จำนวนไม่เกิน  35  คน  ซึ่งมีตำแหน่งหลากหลาย  เช่น  รองนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีว่าการฯ  รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ

นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (ส.ส.)  เท่านั้น  ส่วนรัฐมนตรีนั้น  นากยกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ก็ได้  แต่ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ  แต่อย่างไรก็ตาม  คณะรัฐมนตรีจะเป็น  ส.ว.  ในขณะที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ไม่ได้

หลักที่ใช้เกี่ยวกับที่มาของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

1       อำนาจนิติบัญญัติ

หลักที่ใช้เกี่ยวกับที่มาของอำนาจนิติบัญญัติ  มีหลายประการ  เช่น

(1)  หลักความรู้ความสามารถ  เช่น  การกำหนดคุณวุฒิของผู้สมัครรับเลือกตั้ง  เป็นสมาชิกวุฒิสภาว่าจะต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า  เป็นต้น

(2)  หลักความชอบด้วยกฎหมาย  การดำเนินการให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัตินั้น  จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้  จะแตกต่างไปจากนั้นไม่ได้

(3) หลักความทั่วถึง  หลักความโปร่งใส  หลักการมีส่วนร่วม  กล่าวคือ  การเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติจะต้องทั่วถึง  โปร่งใส  และชอบด้วยกฎหมาย  จะต้องไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียงหรือใช้อิทธิพลใดๆทั้งสิ้น

(4) หลักความซื่อสัตย์สุจริต  หมายความว่า  การได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติจะต้องเป็นการได้มาจากการกระทำที่ซื่อสัตย์สุจริต

(5) หลักความเหมาะสม  เช่น  การกำหนดว่า  บุคคลที่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  จะต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเป็นบุคคลติดยาเสพติดให้โทษ  เป็นต้น

2  อำนาจบริหาร

หลักที่ใช้เกี่ยวกับที่มาของอำนาจบริหาร  มีหลายประการเช่นเดียวกัน  เช่น

(1)  หลักความรู้ความสามารถ  เช่น  การกำหนดให้รัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า  เป็นต้น

(2)  หลักความเหมาะสม  เช่น  การกำหนดว่า  รัฐมนตรีจะต้องไม่เป็นสมาชิกวุฒิสภา  หรือความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงเมื่อต้องคำพิพากษาให้จำคุก  แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ  เป็นต้น

(3) หลักเสียงส่วนใหญ่  เช่น  การกำหนดว่า  นายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับการแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (โดยเสียงส่วนใหญ่)  เท่านั้น  เป็นต้น

(4) หลักความซื่อสัตย์สุจริต  เช่น  การกำหนดให้รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน  เป็นต้น      

Advertisement