LAW 2003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2557

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด ฯลฯ

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายโหดได้ฉุดกระชากนางสาวแสนสวยออกจากรถยนต์ เพื่อจะทำการข่มขืน ทำให้นางสาวแสนสวยหกล้มศีรษะกระแทกพื้นถึงแก่ความตายทันที นายโหดไม่ทราบว่านางสาวแสนสวยได้ตายไปแล้วได้ทำการข่มขืนจนสำเร็จความไคร่ของตน จากนั้นยังได้พูดจาดูหมิ่นนางสาวแสนสวยอีกด้วยว่า “เสียตัวมาแล้วก็ไม่บอก อีบ้าเอ๊ย” ซึ่งการกระทำของนายโหดเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 22 และ 23 ที่เพิ่งบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2558 ที่ผ่านมา ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของนายโหดที่ข่มขืนนั้นเป็นการทำละเมิดต่อร่างกายของนางสาวแสนสวยหรือไม่ เพราะเหตุใด และหากว่าอัยการได้สั่งฟ้องนายโหดแล้วในคดีอาญามารดาของนางสาวแสนสวยจะเรียกค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 446 ได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 15 วรรคแรก “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย”

มาตรา 420 “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ”

มาตรา 446 “ในกรณิทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ สิทธิเรียกร้องอันนี้ไม่โอนกันได้ และไม่ตกสืบไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธินั้นแล้ว

อนึ่ง หญิงที่ต้องเสียหายเพราะผู้ใดทำผิดอาญาเป็นทุรศีลธรรมแก่ตนก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องทำนองเดียวกันนี้”

วินิจฉัย

การกระทำอันเป็นการละเมิดนั้นต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 420 ดังนี้

  1. บุคคลกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
  2. ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย
  3. มีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด
  4. มีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลของการกระทำ

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย มีดังนี้คือ

ประเด็นที่ 1 การกระทำของนายโหดที่ข่มขืนนั้นเป็นการทำละเมิดต่อร่างกายของนางสาวแสนสวยการที่นายโหดได้ฉุดกระชากนางสาวแสนสวยออกจากรถยนต์เพื่อจะทำการข่มขืน ทำให้นางสาวแสนสวยหกล้มศีรษะกระแทกพื้นถึงแก่ความตายทันทีนั้น การกระทำของนายโหดถือว่าเป็นการกระทำโดยจงใจต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ทำให้เขาเสียหายต่อชีวิต และผลที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับการกระทำของนายโหดจึงถือว่านายโหดได้กระทำละเมิดต่อนางสาวแสนสวยตามมาตรา 420 จึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน

แต่การที่นางสาวแสนสวยได้ถึงแก่ความตายแล้วนั้น ย่อมถือได้ว่านางสาวแสนสวยไม่มีสภาพบุคคลกล่าวคือสภาพบุคคลของนางสาวแสนสวยได้สิ้นสุดลงแล้วตามมาตรา 15 วรรคแรก ดังนั้น แม้นายโหดจะไม่ทราบว่านางสาวแสนสวยได้ตายไปแล้ว และได้ทำการข่มขืนจนสำเร็จความใคร่นั้น จึงไม่ถือว่านายโหดได้ทำละเมิดต่อร่างกายของนางสาวแสนสวย แต่เป็นการกระทำชำเราต่อศพ ซึ่งการกระทำของนายโหดที่ได้ทำการกระทำชำเราศพและได้พูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามศพโดยการพูดว่า “เสียตัวมาแล้วก็ไม่บอก อีบ้าเอ๊ย” นั้น ตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 22 และ 23 ซึ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2558 นั้น ถือว่าเป็นการละเมิดต่อสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศและชื่อเสิยง

ประเด็นที่ 2 มารดาของนางสาวแสนสวยจะเรียกค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินตาม ป.พ.พ.มาตรา 446 ได้หรือไม่

การเรียกค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 นั้น ผู้ที่สามารถเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว จะต้องเป็นผู้ต้องเสียหายที่ได้รับความเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยหรือเสรีภาพหรือหญิงที่ต้องเสียหายเพราะมีผู้กระทำผิดอาญาเป็นทุรศีลธรรมแก่ตน และจะเรียกร้องได้ก็แต่เฉพาะกรณีที่ผู้ต้องเสียหายนั้นไม่ถึงแก่ความตาย ในกรณีที่มีการกระทำละเมิดทำให้เขาถึงแก่ความตายนั้น จะเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีนี้ไม่ได้

ตามอุทาหรณ์ เมื่อการกระทำของนายโหด เป็นการละเมิดทำให้นางสาวแสนสวยถึงแก่ความตายทันที ดังนั้น มารดาของนางสาวแสนสวยจึงเรียกค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 ไม่ได้

สรุป การกระทำของนายโหดที่ข่มขืนนั้นไม่เป็นการทำละเมิดต่อร่างกายของนางสาวแสนสวยและมารดาของนางสาวแสนสวยจะเรียกค่าเสียหายอับมิใช่ตัวเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 ไม่ได้