POL2110 ทฤษฎีและจริยธรรมการเมืองตะวันออก 2/2558

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2110 ทฤษฎีและจริยธรรมการเมืองตะวันออก

คําสั่ง ข้อสอบเป็นอัตนัยมีทั้งหมด 2 ข้อ ๆ ละ 50 คะแนน

ข้อ 1 จงอธิบายความแตกต่างของแนวความคิดเกี่ยวกับรัฐและอํานาจดังต่อไปนี้ (50 คะแนน)

Advertisement

1.1 ลัทธิใต้ท้งกับรัฐอิสลาม

แนวคําตอบ

ลัทธิไต้ท้ง เป็นแนวคิดที่เป็นอุดมคติสูงสุด เป็นอุดมคติทางการเมืองในรูปสากลนิยม ซึ่งเป็นเหมือนรัฐในอุดมคติ ไม่มีการแบ่งชาติขั้นวรรณะ ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมโลก มีชาติเพียงชาติเดียวคือมนุษยชาติ ประชาชนทุกคนมีงานทํา มีความเสมอภาคด้านความเป็นอยู่ เด็ก คนชรา และคนทุพพลภาพได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี มีการคัดเลือกประชาชนที่เป็นคนที่มีความสามารถเข้ามาเป็นรัฐบาล ไม่ให้ปกครองโดยพรรคหรือคณะใด ๆ รัฐบาล ที่เลือกมานี้มีรัฐบาลเดียวคือรัฐบาลโลก ถ้าทําได้ตามนี้ก็จะทําให้เกิด “มหาสันติสุข” (ไท้เพ้ง)

รัฐอิสลาม เป็นรัฐในอุดมคติ ผู้ปกครองประเทศและประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ดําเนินงานด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองอิสลาม ใช้รูปแบบการปกครองของอิสลาม และสร้างวิถีชีวิตของคนในรัฐ ให้ศรัทธาในความเป็นเอกภาพของพระอัลเลาะห์ ซึ่งรัฐที่พอจะอนุโลมได้ว่าเป็นรัฐอิสลาม คือ รัฐภายใต้การปกครอง สมัยพระนบีมุฮัมหมัดและคอลีฟะฮ์ทั้งสี่ ได้แก่ อาบูบัคร์ อมาร์ อุธมาน และอาลี

 

1.2 รัฐบาล 3 แบบกับการปกครองแบบลัทธิขงจื้อ

แนวคําตอบ

ตามทัศนะของเหลาจื้อนั้น รัฐบาลมี 3 แบบ คือ

1 รัฐบาลที่ปกครองประชาชนโดยไม่ก้าวก่ายชีวิตประชาชน ประชาชนไม่รู้สึกว่าถูกปกครองเพราะใช้การปกครองแบบเสรีนิยมและธรรมชาตินิยม ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการปกครองที่ดีที่สุด

2 รัฐบาลที่ปกครองประชาชนโดยการสร้างความดีให้ประชาชนเห็น เพื่อให้ประชาชนรัก ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการปกครองที่ดีรองลงมาจากแบบที่ 1

3 รัฐบาลที่ปกครองประชาชนโดยใช้อํานาจกดขี่และยุ่งเกี่ยวกับความเป็นอยู่ส่วนตัวของประชาชน จนทําให้ประชาชนไม่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการปกครองที่เลวที่สุด

การปกครองแบบลัทธิขงจื้อ มีหลักการสําคัญดังนี้

1 การปกครองนั้นควรมีจุดมุ่งหมายในการนําสวัสดิการและความสุขมาสู่ประชาชนทั้งมวลโดยต้องมีผู้ปกครองที่มีความสามารถในการบริหารซึ่งไม่ใช่มาจากชาติกําเนิด ความร่ำรวยหรือตําแหน่ง แต่มาจากการได้รับการศึกษาที่เหมาะสม

2 การปกครองที่ดีคือการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และจะต้องมีลักษณะ “คุ้มครองมากกว่าปกครอง”

3 การใช้อํานาจนั้นจะต้องคํานึงถึงคุณธรรม โดยกล่าวว่า “เมื่อผู้ปกครองเองทําถูกต้อง เขาย่อมมีอํานาจเหนือประชาชนโดยมิต้องออกคําสั่ง แต่เมื่อผู้ปกครองเองไม่ทําสิ่งที่ถูกต้อง คําสั่งทั้งปวงของเขาก็ใช้ไม่ได้เลย”

4 รากฐานของอาณาจักรคือรัฐ รากฐานของรัฐคือครอบครัว รากฐานของครอบครัวคือตัวเอง

 

1.3 การทําสงครามแบบบัคจื้อกับการทําสงครามแบบบูชิโด

แนวคําตอบ

การทําสงครามแบบบัคจื้อ

1 ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมเกิดจากความเห็นแก่ตัว และขยายออกไปเป็นความเห็นแก่ครอบครัวของตนและเห็นแก่ประเทศชาติของตนตามลําดับ ซึ่งจะเป็นที่มาของสงคราม

2 บัคจื้อต่อต้านการแสวงหาอํานาจของรัฐต่าง ๆ โดยการทําสงคราม เพราะสงครามเปรียบเสมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก และสงครามก็เปรียบเสมือนงานศพ

3 การทําสงครามรุกรานบ้านเมืองอื่นก็เหมือนกับการปล้นบ้านคนอื่นนั่นเอง เป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม ไม่ควรจะได้รับการสดุดีว่าเป็นวีรกรรม

4 บัคจื้อเรียกนักรุกรานเหล่านี้ว่า “นักโทษของมนุษยชาติ” และจะเรียกหลักการต่อต้านสงครามนี้ว่า “ฮุยกง”

5 เน้นหลักการแผ่ความรักร่วมกัน นั่นคือ ถ้ารักตัวเอง ต้องรักคนอื่นด้วย ถ้ารักครอบครัวของตัวเอง ต้องรักครอบครัวคนอื่นด้วย และถ้ารักประเทศชาติของตัวเอง ต้องรักประเทศชาติคนอื่นด้วย

การทําสงครามแบบบูชิโด

1 ส่งเสริมให้คนญี่ปุ่นมีจิตใจกล้าหาญ จนกลายเป็นลัทธิชาตินิยมรุนแรง

2 เป็นหลักจรรยาของชนชาติทหารและเป็นหลักจริยธรรมของนักรบ คือ ชายญี่ปุ่นทุกคนต้องเป็นทหาร ให้จงรักภักดีต่อพระจักรพรรดิ ต้องมีความกล้าหาญ ยอมตายแทนพระจักรพรรดิ และต้องเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาตามลําดับชั้น

3 เชื่อว่าชาวญี่ปุ่นมีความสูงส่งและศักดิ์ศรีเหนือกว่าชนชาติอื่น เพราะเป็นลูกหลานของเทพเจ้า มีความชอบที่จะปกครองชาติอื่น ๆ

4 ประชาชนต้องเชื่อฟังทหาร ไม่เช่นนั้นจะถือว่าไม่ภักดีต่อพระจักรพรรดิ ใครทําร้ายทหารเท่ากับทําร้ายพระจักรพรรดิ

5 ส่งเสริมให้สมเด็จพระจักรพรรดิเป็นผู้ปกครองโลก เพราะเป็นผู้สืบสายมาจากโลกสวรรค์

6 มนุษยชาติทั้งหลายจะพ้นอันตรายได้ต่อเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากอาณาจักรญี่ปุ่น

7 การสงครามเป็นบิดาของการสร้างและเป็นมารดาของวัฒนธรรม สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นสิ่งที่เข้ากันได้กับความคิดที่ว่าอํานาจเป็นธรรม

Advertisement