การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW4007 นิติปรัชญา

Advertisement

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ  1  หลักนิติธรรมและดื้อแพ่ง  (Civil  Disobedience)  คืออะไร  มีหลักการสำคัญอะไรบ้าง  จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ

Advertisement

ธงคำตอบ

หลักนิติธรรม  (Rule  of  Law)  หมายถึง  การเคารพเชื่อฟังต่อกฎหมาย  หรือหมายถึง  การที่รัฐบาลต้องปกครองด้วยกฎหมายและอยู่ภายใต้กฎหมาย  ดังวลีสมัยใหม่ที่ว่า  รัฐบาลโดยกฎหมาย  มิใช่ตัวบุคคล  ซึ่งหลักนิติธรรมจะสัมพันธ์อยู่กับเรื่องกฎหมาย  เหตุผลและศีลธรรม  เสรีภาพของประชาชนและรัฐความยุติธรรมความเสมอภาค  และเป็นที่เข้าใจกันกว้างๆว่าหลักนิติธรรมเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลและความเป็นธรรม

Advertisement

ไดซีย์  (Dicey)  นักกฎหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษนำเสนอในหนังสือ  “Law  of  the  Constitution”  โดยมิได้ให้นิยามความหมายของหลักนิติธรรมไว้โดยตรง  แต่เขาบอกว่าหลักนิติธรรมนั้นแสดงออกโดยนัย  3  ประการ คือ  (เป็นหลักนิติธรรมที่สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะสำหรับระบบกฎหมายของอังกฤษ)

1       การที่ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจลงโทษบุคคลใดได้ตามอำเภอใจ  เว้นเพียงในกรณีที่มีการละเมิดกฎหมายโดยชัดแจ้ง  และการลงโทษที่อาจกระทำได้นั้นจะต้องกระทำตามกระบวนการปกติของกฎหมายต่อหน้าศาลปกติของแผ่นดิน

Advertisement

2       ไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมาย  ไม่ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งหรือเงื่อนไขประการใดๆ ทุกๆคนล้วนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและศาลเดียวกัน

3       หลักทั่วไปของกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นผลจากคำวินิจฉัยตัดสินของศาลหรือกฎหมายธรรมดา  (ตรงนี้เฉพาะประเทศอังกฤษ)  มิใช่เกิดจากการรับรองค้ำประกันเป็นพิเศษโดยรัฐธรรมนูญ

Advertisement

ไดซีย์กล่าวอย่างน่าสนใจเอาไว้ว่า  หลักนิติธรรมนั้นตรงกันข้ามกับรัฐบาลทุกระบบที่บุคคลผู้มีอำนาจใช้

บังคับจับกุมคุมขังบุคคลใดได้อย่างกว้างขวางโดยพลการหรือตามดุลพินิจของตนเอง

การดื้อแพ่งกฎหมาย  (Civil  Disobedience) หมายถึง  การกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยสันติวิธี  เป็นการกระทำเชิงศีลธรรม  ในลักษณะของการประท้วงคัดค้านต่อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมหรือต่อการกระทำของรัฐบาลที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง

จอร์ห  รอลส์  (John  Rawls)  ให้นิยามการดื้อแพ่งต่อกฎหมายของประชาชนว่า  คือการฝ่าฝืนกฎหมายด้วยมโนสำนึก  ซึ่งกระทำโดยเปิดเผยในที่สาธารณะ  โดยไม่ใช้ความรุนแรง  และเป็นการกระทำในเชิงการเมืองที่ปกติมุ่งหมายจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาล

รอลส์ให้ความเห็นชอบในการดื้อแพ่งกฎหมายของประชาชน  แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขแห่งความชอบธรรมตามที่กำหนดต่อไปนี้

1       ต้องเป็นการกระทำที่มีจุดประสงค์ของการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นแก่สังคม  อันเป็นการกระทำในเชิงการเมือง  แต่ต้องมิใช่เป็นการมุ่งทำลายระบบกฎหมายทั้งหมดหรือรัฐธรรมนูญ  (Constitution  Theory  of  Civil  Disobedience)

2       ต้องเป็นกฎหมายที่ขาดความชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง  อันฝ่าฝืนหลักธรรมขั้นพื้นฐานหรืออิสรภาพขั้นมูลฐาน  เช่น  เรื่องความเสมอภาคเท่าเทียม  (Equal  Liberty)

3       ต้องถือว่าเป็นการปฏิบัติการซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้าย

4       การต่อต้านกฎหมายต้องกระทำโดยสันติวิธีโดยเปิดเผย  (Public  Act)

 

ข้อ  2  นิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาคืออะไร  Roscoe  Pound  ได้อธิบายทฤษฎีวิศวกรรมสังคมว่าอย่างไรจงอธิบาย

ธงคำตอบ

นิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา  หมายถึง  การนำเอาสังคมวิทยาไปใช้ในทางนิติศาสตร์  (นิติปรัชญา)  เพื่อสร้างทฤษฎีกฎหมายและทฤษฎีที่ได้จะนำไปสร้างกฎหมายอีกชั้นหนึ่งนั่งเอง   เป็นทฤษฎีทางกฎหมายที่ก่อตัวขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่  19  ของตะวันตก  ซึ่งเป็นช่วงที่สังคมตะวันตกอยู่ในภาวะของการเปลี่ยนแปลงจากสังคมประเพณีที่ไม่ซับซ้อนสู่สังคมอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน  เอารัดเอาเปรียบ  ทำให้เกิดชนชั้นกรรมกรผู้ใช้แรงงานซึ่งเข้ามามีบทบาททางการเมืองด้วย

ทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยานี้เป็นแนวความคิดหรือทฤษฎีทางนิติศาสตร์ที่เน้นบทบาทของกฎหมายต่อสังคม  การพิจารณากฎหมายโดยยึดถือคุณค่าทางสังคมวิทยาอันเป็นการพิจารณาถึงบทบาทหน้าที่ของกฎหมายหรือการทำงานของกฎหมายมากกว่าการสนใจกฎหมายในแง่ที่เป็นเนื้อหาสาระ  จากนั้นก็ไปเน้นเรื่องบทบาทของนักกฎหมายในการจัดระเบียบผลประโยชน์ของสังคม  เน้นวิธีการตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อใช้แก้ปัญหาต่างๆของสังคม  โดยเฉพาะการสร้างกฎหมายขึ้นมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวมหรืออรรถประโยชน์ของสังคม

รอสโค  พาวนด์  (Roscoe  Pound)  เป็นผู้ที่พัฒนาทฤษฎีนิติศาสน์เชิงสังคมวิทยาให้มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นในเชิงปฏิบัติ  โดนพาวนด์ได้สร้างทฤษฎีผลประโยชน์ที่รู้จักกันในนามทฤษฎีวิศวกรรมสังคมขึ้น  เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับคานผลประโยชน์ต่างๆ  ในสังคมให้เกิดความสมดุล

R. Pound  ได้นำเสนอทฤษฎีวิศวกรรมสังคม  ซึ่งเป็นชื่อของทฤษฎีว่าด้วยผลประโยชน์เรื่องหนึ่งเกิดขึ้นเพราะแนวคิดที่มุ่งสร้างกฎหมายที่การคานผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคมให้เกิดความสมดุลประหนึ่งการก่อสร้างหรือวิศวกรรมสังคม  จึงเป็นที่รู้จักกันต่อมาในนาม  ทฤษฎีวิศวกรรมสังคม หรือ  “Social  Engineering  Theory”

ทฤษฎีวิศวกรรมสังคมของรอสโค  พาวนด์  แบ่งอธิบายเป็น  3  หัวข้อ  ได้แก่

1   ความหมายของผลประโยชน์

2  ประเภทของผลประโยชน์

3  วิธีการคานหรือถ่วงดุลผลประโยชน์

รอสโค  พาวนด์  ให้ความหมายของผลประโยชน์ว่าคือ  ข้อเรียกร้อง  ความต้องการ  หรือความปรารถนาที่มนุษย์ต่างยืนยันเพื่อให้ได้มาอย่างแท้จริง  และเป็นภารกิจที่กฎหมายต้องกระทำการอันใดอันหนึ่ง  เพื่อสิ่งเหล่านี้หากต้องการธำรงไว้ซึ่งสังคมอันเป็นระเบียบเรียบร้อย  ผลประโยชน์ดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่กฎหมายมีหน้าที่ต้องตอบสนอง  แต่จะได้มากน้อยเพียงใดแก่แต่ละบุคคลนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสำคัญหรือผลกระทบของผลประโยชน์ที่จะได้รับ  จึงต้องนำวิธีการคานผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง 

โดยเขาแบ่งผลประโยชน์ออกเป็น  3  ประเภท  ได้แก่

1       ผลประโยชน์ของปัจเจกชน  คือ  ข้อเรียกร้อง  ความต้องการ  ความปรารถนา  และความคาดหมายในการดำรงชีวิตของปัจเจกชน  ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพส่วนตัว  ความสัมพันธ์ทางครอบครัว  อันเกี่ยวข้องกับบิดามารดา  สามีภรรยา  และบุตรธิดาต่างๆ  หรือการมีทรัพย์สินส่วนบุคคล  เสรีภาพในการทำสัญญาการจ้างแรงงาน  เป็นต้น

2       ผลประโยชน์ของมหาชน  คือ  ข้อเรียกร้อง  ความต้องการ  หรือความปรารถนาที่ปัจเจกชนยึดมั่นอันเกี่ยวพันหรือเกิดจากจุดยืนในการดำรงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการเมือง  อันได้แก่ผลประโยชน์ของรัฐในฐานะที่เป็นนิติบุคคลที่จะครอบครองหรือเวนคืนทรัพย์สิน  รวมทั้งผลประโยชน์ของรัฐในฐานะผู้พิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ของสังคม

3       ผลประโยชน์ทางสังคม  คือ  ข้อเรียกร้อง  ความต้องการ  หรือความปรารถนาที่พิจารณาจากแง่ความคาดหมายในการดำรงชีวิตทางสังคม  อันรวมถึงความปลอดภัย  ศีลธรรมทั่วไป  ความเจริญก้าวหน้า

ผลประโยชน์แต่ละประเภทมีค่าเป็นกลางๆ  ไม่มีผลประโยชน์ประเภทใดสำคัญเหนือกว่าผลประโยชน์อีกประเภทหนึ่ง  และการแบ่งแยกประเภทของผลประโยชน์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเสมือนบัญชีรายชื่อที่อาจมีการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

วิธีการคานหรือถ่วงดุลผลประโยชน์  รอสโค  พาวนด์  ให้นำเอาผลประโยชน์แต่ละประเภทมาคานผลประโยชน์กันให้เกิดการขัดแย้งน้อยที่สุดในสังคมแบบการกระทำวิศวกรรมสังคม  ซึ่งจำต้องมองความสมดุลในแง่ผลลัพธ์ที่จะส่งผลกระทบกระเทือนให้น้อยที่สุดต่อโครงสร้างแห่งระบบผลประโยชน์ทั้งหมดของสังคม  หรือผลลัพธ์ที่เป็นการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้  พร้อมกับการสูญเสียที่น้อยที่สุดต่อผลประโยชน์รวมทั้งหมดของสังคม

รอสโค  พาวนด์  ถือว่าการคานผลประโยชน์และวิธีการต่างๆ  ในการกระทำวิศวกรรมสังคมที่กล่าวมาของ

พาวนด์  นับว่าเป็นหัวใจสำคัญยิ่งในทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา  ซึ่งพาวนด์ถือว่าเป็นก้าวย่างใหม่ของการศึกษา  และเป็นเสมือนการก้าวสู่จุดสุดยอดของนิติปรัชญานับแต่อดีตกาลมา  รวมทั้งเป็นการขยายบทบาทของนักนิติศาสตร์หรือนักทฤษฎีให้ลงมาสัมผัสกับโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น  แทนที่จะหมกมุ่นกับการถกเถียงเชิงนามธรรมในปรัชญากฎหมายเท่านั้น

นอกจากนี้เขายังได้เสนอข้อคิดหรือภาระสำคัญ  6  ประการของนักนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา  ไว้ว่า

1       ต้องศึกษาถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงของสถาบันทางกฎหมายและทฤษฎีกฎหมาย

2       ต้องศึกษาเชิงสังคมวิทยาในเรื่องการตระเตรียมการนิติบัญญัติโดนเฉพาะในเรื่องของผลการนิติบัญญัติเชิงเปรียบเทียบ

3       ต้องศึกษาถึงเครื่องมือหรือกลไกที่จะทำให้กฎเกณฑ์ทางกฎหมายมีประสิทธิภาพ  โดยถือว่า  ความมีชีวิตของกฎหมายปรากฏอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย

4       ต้องศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายเชิงสังคมวิทยาด้วยการตรวจพิจารณาดูว่า  ทฤษฎีกฎหมายต่างๆได้ส่งผลลัพธ์ประการใดบ้างในอดีต 

5       ต้องสนับสนุนให้มีการตัดสินคดีบุคคลอย่างมีเหตุผลและยุติธรรม  ซึ่งมักอ้างเรื่องความแน่นอนขึ้นแทนที่มากเกินไป

6       ต้องพยายามทำให้การบรรลุจุดมุ่งหมายของกฎหมายมีผลมากขึ้น

ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สรุปสาระสำคัญข้อคิดต่อนักกฎหมายของรอสโค  พาวนด์  ได้คือ

1       ใส่ใจต่อหลักการใหม่ๆ

2       ใส่ใจต่อพฤติกรรมมนุษย์

3       สนใจเศรษฐศาสตร์  สังคมวิทยา  และปรัชญา 

4       ผลักดันกฎหมายในทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับตัวบท

 

ข้อ  3  ก. จงอธิบายบทบาทของปรัชญา  ปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในสังคมการเมืองไทยหลัง  2475

          ข. จงอธิบายแนวพระราชดำริทางปรัชญากฎหมายขององค์พระมหากษัตริย์ปัจจุบัน

ธงคำตอบ

(ก)  บทบาทของปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในสังคมการเมืองไทย  หลังปี  พ.ศ. 2475  มีประเด็นสำคัญ  คือ  สถานภาพทางกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติที่มีผู้เห็นว่าไม่เป็นธรรม  โดยให้เหตุผลสนับสนุนทางความคิดว่า  คณะรัฐประหาร  มีการออกคำสั่งหรือประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อประชาชนหลายเรื่อง  ที่มีลักษณะไม่ชอบธรรม

ศาลฎีกาในสมัยนั้นเองก็มีคำพิพากษารับรองความชอบธรรมของอำนาจคณะรัฐประหารและสถานภาพทางกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติ  อาทิเช่น  คำพิพากษาฎีกาที่  1153 – 1154/2495 , 45/2496 , 1512 – 1515/2497 , 1162/2505 , 1234/2523  ฯลฯ  ล้วนแต่ยอมรับว่าประกาศคณะปฏิวัติเป็นกฎหมาย  อันสะท้อนถึงอิทธิพลของทฤษฎีปฏิฐานนิยมที่เน้นความสมบูรณ์  ในตัวธรรมชาติกฎหมายเชื่อมโยงกับสภาพความเป็นรัฐฎาธิปัตย์  หรือผู้ถืออำนาจปกครองสูงสุดในแผ่นดิน

การแสดงความคิดมีทั้งฝ่ายยอมรับและไม่ยอมรับสภาพความเป็นกฎหมายของคณะปฏิวัติฝ่ายที่ยึดมั่นในปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายก็ยืนยันว่าประกาศคณะปฏิวัติเป็นกฎหมายอันสมบูรณ์ขณะเดียวกันฝ่ายที่ไม่ยอมรับก็ใช้เหตุผลหลายหลากในการปฏิเสธ  เช่น  โดยอ้างกฎหมายธรรมชาติ  หรือยืนยันว่าหากมีรัฐธรรมนูญประกาศคณะปฏิวัติย่อมสิ้นผลไป  หรือยืนยันว่าประกาศคณะปฏิวัติไม่เป็นธรรมถือว่ามิใช่กฎหมาย ฯลฯ

ในความเป็นจริงอาจเป็นได้ว่า  สภาวการณ์ในช่วงนั้นประเทศต้องการความเด็ดขาดความเป็นเอกภาพเข้ามาแก้ไขความรวนเร  อ่อนแอ  ไม่มั่นคงของกฎหมายไทย  อิทธิพลของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายจึงเข้ามามีบทบาทในการใช้เป็นเหตุผลรองรับการกระทำต่างๆ  ของคณะรัฐประหาร  โดยอาจต้องย้อนมองเลยไปถึงบทบาทของนักกฎหมายหรือนักวิชาการทางกฎหมายที่เข้ามาช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายปฏิวัติรวมทั้งปัญหาเรื่องจิตสำนึก  ค่านิยมหรือจรรยาบรรณในวิชาชีพของนักกฎหมายอีกด้วย

(ข)  ปรัชญากฎหมายไทยตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันนั้น  สืบแต่พระองค์ทรงเป็นประมุขของชาติที่ทรงใส่พระทัยอย่างสูงต่อเรื่องกฎหมายและความยุติธรรม  พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระองค์ที่ทรงมีต่อนักกฎหมายหรือคณะบุคคลต่างๆ  ในหลายวโรกาสได้สำแดงออกซึ่งความคิดเชิงปรัชญากฎหมายอย่างลึกซึ้ง  จนมีผู้เรียกขานว่าเป็น  ปรัชญากฎหมายข้างฝ่ายไทย

แนวพระราชดำริทางปรัชญากฎหมายของพระองค์ประกอบด้วยประเด็นทางความคิดหลายเรื่อง  เช่น  เรื่องความยุติธรรม  ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความยุติธรรมและเสรีภาพ  กฎหมายกับความเป็นจริงในประชาสังคม  ความสำคัญของการปกครองโดยกฎหมาย ปัญหาเรื่องความไม่รู้กฎหมายของประชาชนและการปรับใช้กฎหมาย  ตลอดจนเรื่องบทบาทของกฎหมายและนักกฎหมายในสังคมไทย  อย่างไรก็ตาม  หัวใจแห่งพระราชดำริคงอยู่ที่เรื่อง  กฎหมายกับความยุติธรรม  ซึ่งเชื่อมโยงโดยใกล้ชิดกับเรื่องกฎหมายกับความเป็นจริงของชีวิตประชาชนในสังคม

ปรัชญากฎหมายไทยตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ยึดถือธรรมหรือความยุติธรรมเป็นใหญ่เหนือกฎหมาย  อันเป็นความคิดคนละขั้วกับปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่เน้นย้ำแต่เรื่องความยุติธรรมตามกฎหมายหรือถือเอากฎหมายเป็นตัวความยุติธรรม  ในพระราชดำริของพระองค์  กฎหมายมิใช่ตัวความยุติธรรมโดยตรงและผู้ใช้กฎหมายซึ่งคำนึงถึงความยุติธรรมเป็นใหญ่  ก็ต้องไม่ติดอยู่กับตัวอักษรกฎหมายอย่างเดียว  ในการอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นจริงๆ  ความเช่นนี้อาจพิจารณาได้จากพระบรมราโชวาทในหลายๆวโรกาส  เช่น

1       พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่นักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิต  ณ  เนติบัณฑิตยสภา  เมื่อวันที่  7  สิงหาคม  2515  ความว่า  

โดยที่กฎหมายเป็นแต่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว  จึงไม่ควรจะถือว่ามีความสำคัญไปยิ่งกว่ายุติธรรม  หากควรต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมาย  การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใดๆ  โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายนั้น  ดูจะไม่เป็นการเพียงพอ  จำต้องคำนึงถึงความยุติธรรมซึ่งเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ  การใช้กฎหมายจึงจะมีความหมายและผลที่ควรจะได้

2       พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิต  ณ  อาคารใหม่สวนอัมพร  วันที่  29  ตุลาคม  2522  ความว่า 

ผู้ที่ได้ผ่านสำนักอบรมกฎหมายทุกคน  ควรจะได้รับการชี้แจงเน้นหนักให้ทราบชัดว่า  กฎหมายมิใช่ตัวความยุติธรรม  หากเป็นแต่เพียงบทบัญญัติหรือปัจจัยที่ตราไว้เพื่อรักษาความยุติธรรม… จึงไม่สมควรจะถือว่าการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดินมีวงกว้างอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย  จำเป็นต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยา  ตลอดจนเหตุและผลตามเป็นจริงด้วย

ความที่พระองค์ทรงถือเอาความยุติธรรมเป็นใหญ่เหนือกฎหมายโดยนัยหนึ่งย่อมหมายถึงพระราชประสงค์ที่จะให้กฎหมายกำเนิดขึ้นหรือเป็นไปเพื่อความถูกต้องดีงาม  หาใช่การปล่อยให้กฎหมายและการใช้กฎหมายเป็นไปในลักษณะที่สวนทางกับความยุติธรรมหรือศีลธรรมจรรยา  หรือหาใช่ปล่อยให้กฎหมายเป็นกลไกแห่งการกดขี่ของผู้ปกครองไป  หลักคุณค่าเรื่องความสงบสุขของบ้านเมืองหรือเสรีภาพ  นับเป็นวัตถุประสงค์แห่งกฎหมายตามพระราชดำริของพระองค์ที่ว่า  

เราจะต้องพิจารณาในหลักว่ากฎหมายมีไว้สำหรับให้มีความสงบสุขในบ้านเมือง  มิใช่ว่ากฎหมายมีไว้สำหรับบังคับประชาชน  ถ้ามุ่งหมายที่จะบังคับประชาชนก็กลายเป็นเผด็จการกลายเป็นสิ่งที่บุคคลหมู่น้อยจะต้องบังคับบุคคลหมู่มาก  ในทางตรงข้าม กฎหมายมีไว้สำหรับให้บุคคลส่วนมากมีเสรีภาพและอยู่ได้ด้วยความสงบ  

พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานวันระพี  คณะนิติศาสตร์  จุฬา  ณ  พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  เมื่อวันที่  27  มิถุนายน  2516

อนี่ง  ที่ละเว้นไปเสียมิได้เลยก็คือ  ในพระบรมราโชวาทซึ่งทรงพระราชทานในหลายวโรกาสพระองค์ได้ตรัสพาดพิงไปถึงเรื่องการบุกรุกป่าสงวนของราษฎร  ซึ่งเป็นปัญหาขัดแย้งกันระหว่างรัฐกับราษฎร  เป็นประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งของกฎหมายกับความเป็นจริงของประชาสังคม  ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งในปัจจุบันโดยรวมความตามแนวพระบรมราโชวาทแล้วก็มีสาระสำคัญว่า 

กฎหมายกับความเป็นอยู่จริงอาจขัดกันได้  กฎหมายมีช่องโหว่มาก  เพราะไปปรับปรุงกฎหมายและการปกครองโดยลอกแบบต่างชาติมาโดยไม่ดูว่าเหมาะสมกับความเป็นอยู่ของประชาชนหรือไม่  บางทีการปกครองก็ไปไม่ถึงชุมชนห่างไกล  กฎหมายที่รัฐตราขึ้นเป็นอย่างไรก็ไม่รู้  ทำให้เขาตั้งกฎหมายใช้กันเอง  ซึ่งบางจุดก็ขัดกับกฎหมายของรัฐ  การตราพระราชบัญญัติป่าสงวนที่ผ่านมาปัญหามันเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐนั่งเก้าอี้ขีดบนแผนที่ว่าตรงไหนเป็นป่าสงวน  โดยไม่ลงพื้นที่ดูว่าเป็นอย่างไร  ความจริงก็คือมีราษฎรเขาอาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้นมาหลายชั่วอายุคนแล้ว  อยู่ๆก็ไปตราเป็นกฎหมาย  ไปชี้ว่าเป็นป่าสงวน  กลายเป็นว่าราษฎรบุกรุกป่าสงวน  แน่นอนว่าถ้าดูตามกฎหมายราษฎรก็ผิดเพราะว่าตรามาเป็นกฎหมายโดยชอบธรรม  แต่ว่าถ้าตามธรรมชาติแล้ว  คนที่ทำผิดกฎหมายคือเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปขีดเส้นว่าป่าที่ราษฎรอยู่เป็นป่าสงวน  เพราะว่าราษฎรเขาอยู่มาก่อน  เขามีสิทธิในทางเป็นมนุษย์  ความหมายก็คือ  ทางราชการนั้นแหละไปรุกรานบุกรุกราษฎรไม่ใช่ราษฎรบุกรุกกฎหมายบ้านเมือง 

สาระสำคัญโดยรวมคือ  เป็นแนวพระราชดำริที่ทรงเตือนสติให้คำนึงถึงเรื่องกฎหมายและความสอดคล้องกับความเป็นจริงของประชาสังคม ซึ่งโดยนัยแล้วก็ไม่แตกต่างกับที่ทรงย้ำว่ากฎหมายไม่ใช่ตัวความยุติธรรมหรืออย่ายึดติดอยู่กับถ้อยคำในกฎหมายเพียงอย่างเดียว  ต้องเชื่อมั่นว่าความยุติธรรมคือจุดหมายปลายทางแห่งการใช้อำนาจรัฐทางด้านกฎหมายและความยุติธรรมต้องผูกติดอยู่กับธรรมะ  ความถูกต้อง  และความเป็นจริง

Advertisement