LAW4007 นิติปรัชญา 1/2557

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4007 นิติปรัชญา

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. แนวคิดกฎหมายธรรมชาติสมัยใหม่/ร่วมสมัยมีความแตกต่างโดยฐานคิด-สาระหรือไม่ อย่างไร

Advertisement

จากแนวคิดของสํานักกฎหมายประวัติศาสตร์ และนักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด ต่อข้อเสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบไทย ๆ บนพื้นฐานความคิดของสํานักกฎหมาย ประวัติศาสตร์

ธงคำตอบ

แนวคิดของกฎหมายธรรมชาติสมัยใหม่ (ร่วมสมัย) จะมีความแตกต่างจากแนวคิดของสํานัก กฎหมายประวัติศาสตร์ ดังนี้คือ

แนวคิดของกฎหมายธรรมชาติสมัยใหม่ มีจุดเด่นในฐานความคิดแบบเหตุผลนิยม (มีเหตุผล) สากลนิยม (หลักสากลหรือประเทศต่าง ๆ ยอมรับ) มีการเคารพต่อสิทธิมนุษยชน มีศีลธรรมเชิงกระบวนการ (การมีศีลธรรมภายในกฎหมายหรือเป็นกฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการ) ซึ่งนักคิดที่มีแนวความคิดดังกล่าว ที่สําคัญ คือ สอน ฟุลเลอร์ (Lon Fuller)

ลอน ฟุลเลอร์ (Lon Fuller) นักคิดคนสําคัญของปรัชญากฎหมายธรรมชาติร่วมสมัย มีผลงาน เรื่อง “ศีลธรรมภายในกฎหมาย” กล่าวว่าสาระสําคัญที่ขาดไม่ได้ของกฎหมายจนกลายเป็น “วัตถุประสงค์”

กํากับอยู่ก็คือความจําเป็นที่ต้องมีศีลธรรมดํารงอยู่ในกฎหมาย ดังเงื่อนไขสําคัญ 8 ประการที่ฟุลเลอร์ถือเสมือนว่า เป็นการมีศีลธรรมภายในกฎหมายหรือเป็น “กฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการ” ได้แก่

1 จะต้องมีลักษณะทั่วไป

2 จะต้องถูกตีพิมพ์เผยแพร่ให้ปรากฏแก่สาธารณะ

3 จะต้องไม่มีผลย้อนหลัง

4 จะต้องมีความชัดแจ้งและสามารถเข้าใจได้

5 จะต้องไม่เป็นการกําหนดบังคับในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

6 จะต้องไม่มีความขัดแย้งกัน

7 จะต้องมีความมั่นคง แน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป

8 จะต้องมีความกลมกลืนกันระหว่างกฎเกณฑ์ที่ถูกประกาศใช้กับการบังคับใช้กฎเกณฑ์ สนาต่าง ๆ อันเป็นเรื่องของความสอดคล้องระหว่างการกระทําของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และตัวบทกฎหมายที่ประกาศใช้

ส่วนสํานักกฎหมายประวัติศาสตร์ (Historical School of Law) มีแนวคิดว่า กฎหมาย ไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีอํานาจจะกระทําตามอําเภอใจโดยพลการ แต่กฎหมายเป็นผลผลิตของสังคมที่มีรากเหง้าหยั่งลึก ลงไปในประวัติศาสตร์ของประชาชาติ กําเนิดและเติบโตจากประสบการณ์และหลักประพฤติทั่วไปของประชาชน ซึ่งปรากฏในรูปจารีตประเพณีหรือจิตวิญญาณร่วมของประชาชน กล่าวคือ สํานักคิดนี้อธิบายว่า กฎหมายคือ จิตวิญญาณร่วมกันของชนในชาติ และที่มาของกฎหมายคือ จารีตประเพณี นั่นเอง

 

เหตุผลที่แนวคิดของสํานักกฎหมายประวัติศาสตร์อธิบายเช่นนั้น เพราะพื้นฐานที่มาของเยอรมัน ในขณะนั้นได้รับอิสรภาพจากการปกครองของฝรั่งเศส ทําให้เกิดการปลุกกระแสความรักชาติด้วยอารมณ์ หัวใจ และจิตวิญญาณความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ และความพยายามสร้างกฎหมายที่กําเนิดและเกิดขึ้นมา จากประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชาติที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของคนเยอรมัน โดยมีพื้นฐานที่เกิดขึ้นมา พร้อม ๆ กับจารีตประเพณีที่คนในชาติปฏิบัติกันมาตั้งแต่ต้น กําเนิดและเติบโตหยั่งลึกลงไปในจิตวิญญาณของ ชนในชาติที่พร้อมจะยึดถือและปฏิบัติร่วมกัน กฎหมายของสํานักคิดนี้จึงถือเป็นจิตวิญญาณร่วมกันของคน ในชาตินั้น และมีที่มาจากจารีตประเพณีที่มีความแตกต่างกับชาติอื่น ๆ และถือว่ากฎหมายของชาติหนึ่งจะนํา กฎหมายของอีกชาติหนึ่งมาใช้ไม่ได้

มองโดยภาพรวมแล้วแนวความคิดของสํานักกฎหมายประวัติศาสตร์ เน้นไปที่เรื่องราวของอดีต เกือบทั้งหมด แม้นกระทั่งสิ่งที่เรียกว่า “จิตสํานึกร่วมของประชาชน” (Common Consciousness of the People) การที่จะรู้ถึงจิตสํานึกร่วมของประชาชนได้ก็โดยการศึกษาถึงภูมิประวัติศาสตร์ของชนชาตินั้น ๆ เป็นสํานักที่ยกย่อง เชิดชูประวัติศาสตร์ รากฐานของสังคมในอดีต หรือการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในลักษณะอารมณ์แบบโรแมนติก (Romantic) ให้ความสําคัญกับอดีตมากเกินไปจนละเลยต่อการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม รวมถึงการละเลยถึงภูมิปัญญาของปัจเจกชน

สําหรับข้อเสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบไทย ๆ บนพื้นฐานความคิดของสํานัก กฎหมายประวัติศาสตร์นั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย เพราะถ้ามีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยให้อยู่บนพื้นฐาน ความคิดของสํานักกฎหมายประวัติศาสตร์แล้ว บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้นจะไม่เป็นไปตามหลักสากลที่นานาประเทศ ยอมรับ เช่น ตามที่มีข่าวว่าตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือ ไม่จําเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่ต้องมีจํานวนมากอาจจะ ให้มีจํานวนเพียงจังหวัดละ 1 คน โดยส่วนใหญ่จะให้มาจากการแต่งตั้งนั้น ถ้าเป็นดังนี้ย่อมถือว่าเป็นการย้อนยุค กลับสู่อดีตและเป็นแนวคิดคับแคบแบบอนุรักษนิยม และที่สําคัญเมื่อนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากประชาชน รวมทั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากประชาชนย่อมทําให้การบริหารบ้านเมืองหรือการออกกฎหมาย ต่าง ๆ ทําไปเพื่อเป็นการรับใช้กลุ่มบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น มิได้ทําไปเพื่อคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ สามารถพิสูจน์ได้จากอดีตที่ผ่านมา และที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ยึดติดหรือเชื่อมโยงกับ ประชาชนส่วนใหญ่นั้นเอง

หมายเหตุ อาจมีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่นได้ โดยให้เหตุผลที่เหมาะสม

Advertisement