LAW4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม S/2557

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายจ้างทําสัญญาจ้างนายสมชายและนางสาวสมหญิงเป็นลูกจ้างทดลองงานมีกําหนดเวลา 6 เดือนโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ในสัญญามีข้อตกลงกันว่าให้จ่ายสินจ้างเดือนละ 15,360 บาท (เฉลี่ยชั่วโมงละ 64 บาท) และให้นายสมชายได้รับค่าล่วงเวลาในวันทํางานชั่วโมงละ 70 บาท และ นางสาวสมหญิงได้ชั่วโมงละ 65 บาท นายจ้างได้มีคําสั่งให้ทั้งสองทํางานล่วงเวลาในวันทํางาน 20 ชั่วโมง และทํางานครบกําหนดเวลาในวันที่ 31 กรกฎาคมพอดี เช่นนี้ทั้งสองคนจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง เพราะเหตุใด จงอธิบาย

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 17 วรรคสอง “ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกําหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจ บอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่าย ค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกําหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่ จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน”

มาตรา 53 “ในกรณีที่งานมีลักษณะและคุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากันให้ นายจ้างกําหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทํางานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างเท่าเทียมกัน ไม่ว่า ลูกจ้างนั้นจะเป็นชายหรือหญิง”

มาตรา 61 “ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทํางานล่วงเวลาในวันทํางานให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลา ให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทํางานตามจํานวนชั่วโมงที่ทํา หรือ ไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทํางานตามจํานวนผลงานที่ทําได้สําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้าง ตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย”

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้

(1) ลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่า ค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานสามสิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้าง ตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้าม ชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้น เป็นโมฆะ”

วินิจฉัย

โดยหลักของการทําสัญญาจ้างแรงงานนั้น นายจ้างกับลูกจ้างจะทําข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างไรก็ได้ เพียงแต่ข้อตกลงนั้นจะมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง หรือเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว ข้อตกลงนั้นจะตกเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 150) อย่างไรก็ตาม หากข้อตกลงนั้นเป็นคุณแก่ลูกจ้าง แม้ว่าจะขัดต่อกฎหมาย ก็ถือว่าข้อตกลงนั้นใช้ได้ ไม่ตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายจ้างทําสัญญาจ้างนายสมชายและนางสาวสมหญิงเป็นลูกจ้าง โดยให้สินจ้างเดือนละ 15,360 บาท (เฉลี่ยชั่วโมงละ 64 บาท) โดยในสัญญามีข้อตกลงกันว่าให้นายสมชายได้รับ ค่าล่วงเวลาในวันทํางานชั่วโมงละ 70 บาท และนางสาวสมหญิงได้ชั่วโมงละ 65 บาทนั้น ย่อมขัดต่อมาตรา 61 จึงมีผลเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จึงต้องคิดตามมาตรา 61 กล่าวคือ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาใน วันทํางานให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทํางานตามจํานวนชั่วโมงที่ทํา ดังนั้นนายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างเป็นเงิน 96 บาทต่อชั่วโมง เมื่อทั้งสองคนได้ทํางานล่วงเวลาในวันทํางาน 20 ชั่วโมง จึงต้องได้รับค่าล่วงเวลาในวันทํางานเป็นเงิน 1,920 บาท และทั้งนายสมชายและนางสาวสมหญิง จะต้องได้รับเท่ากันด้วย นายจ้างจะกําหนดให้ค่าล่วงเวลาแตกต่างกันระหว่างชายกับหญิงไม่ได้ตามมาตรา 53

และเมื่อสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างทดลองงานตามมาตรา 17 วรรคสอง ให้ถือว่าเป็น สัญญาจ้างที่ไม่มีกําหนดระยะเวลา ดังนั้นเมื่อนายจ้างจะเลิกจ้างจึงต้องบอกกล่าวก่อนล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบ เมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกัน เมื่อถึงกําหนด จ่ายค่าจ้างคราวถัดไป

และเมื่อนายสมชายและนางสาวสมหญิงได้ทํางานมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งเกิน 120 วัน ถ้านายจ้าง เลิกจ้าง ทั้งสองย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 (1) คือจะได้รับค่าชดเชยในอัตราไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 30 วัน เป็นเงินคนละ 15,360 บาท

สรุป

นายสมชายและนางสาวสมหญิง มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในวันทํางานคนละ 1,920 บาท และถ้านายจ้างจะเลิกจ้างก็ต้องบอกกล่าวก่อนล่วงหน้า โดยทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าชดเชยอีกคนละ 15,360 บาท

 

Advertisement