LAW3011กฎหมายลักษณะพยาน 2/2550

Advertisement

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องว่า  วันเกิดเหตุ  จำเลยที่  1  เป็นลูกจ้างของจำเลยที่  2  และขับรถยนต์บรรทุกคันก่อเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่  2  จำเลยที่  2  เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวในเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง  จำเลยที่  1  ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวด้วยความประมาทในขณะเมาสุราจนไม่สามารถบังคับรถยนต์ได้  เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวพุ่งชนโจทก์ซึ่งเดินอยู่บนบาทวิถี  ได้รับอันตรายสาหัส  ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินรวม  500,000  บาท  พร้อมดอกเบี้ย

Advertisement

จำเลยทั้งสองให้การว่า  จำเลยที่  2  ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกตามฟ้อง  จำเลยที่  1  ไม่ได้ขับรถยนต์บรรทุกตามฟ้องด้วยความประมาท  ไม่ได้เมาสุราในขณะขับรถ  แต่จำเลยที่  1  หักพวงมาลัยรถยนต์โดยกะทันหันเพื่อหลบหลุมขนาดใหญ่กลางถนนเป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกเสียหลักแล่นขึ้นไปบนบาทวิถีและเฉี่ยวชนโจทก์  จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด  คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วเพราะมิได้ฟ้องมาภายในกำหนดอายุความตามกฎหมาย  โจทก์ไม่ได้รับอันตรายสาหัสตามฟ้อง  ค่าเสีย

หายตามฟ้องสูงเกินความจริง  ขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถาน  ทนายความของจำเลยแถลงว่า  จากการตรวจสอบ  ปรากฏว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่  1  เป็นเพียงผู้มาสมัครงานเป็นผู้ขับรถยนต์ของจำเลยที่  2  และเหตุเกิดในขณะที่จำเลยที่  1  กำลังทดสอบการขับรถยนต์บรรทุก  จำเลยที่  2  จึงไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่  1  ขอให้ศาลกำหนดประเดนข้อพิพาทตามคำแถลงนี้ด้วย

ให้วินิจฉัยว่า  คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ประการใด  และถ้าไม่มีการสืบพยาน  คู่ความฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายแพ้คดี

ธงคำตอบ

มาตรา  84/1  คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น  แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด  คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว

มาตรา  177  วรรคสอง  ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า  จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน  รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น

มาตรา  437  วรรคแรก  บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใดๆอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลบุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย  หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง

มาตรา  448  สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น  ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน  หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด

แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา  และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้  ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ

วินิจฉัย

ประเด็นข้อพิพาท  หมายถึง  ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคำคู่ความ  และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ  ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว  ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่  1  รับผิดในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังจักรกลตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  437  วรรคแรก ซึ่งบัญญัติให้จำเลยที่  1  ต้องรับผิดเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์ผู้ต้องเสียหายนั้นเอง  แต่จำเลยที่  1  ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์ผู้ต้องเสียหายนั้นเอง  ดังนั้น  จำเลยไม่มีประเด็นนำสืบเพื่อให้พ้นความรับผิด  จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าว  (เทียบ  ฎ. 762/2517)

ส่วนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่  2  ร่วมรับผิดในฐานะที่เป็นนายจ้างของจำเลยที่  1  ซึ่งกระทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างนั้น  จำเลยที่ 2  ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงส่วนนี้ไว้ในคำให้การ  กรณีจึงถือว่าจำเลยที่  2  ให้การรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว  จึงฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามฟ้องได้  ในวันเกิดเหตุจำเลยที่  2  เป็นนายจ้างของจำเลยที่  1  ซึ่งขับรถยนต์บรรทุกตามฟ้องไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่  2 ดังนั้น  การที่ทนายความของจำเลยทั้งสองแถลงในวันชี้สองสถานปฏิเสธข้อเท็จจริงในส่วนนี้ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงยุติแล้วกลับมาเป็นประเด็นข้อพิพาทได้อีก  เพราะประเด็นข้อพิพาทนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น  คำแถลงของคู่ความไม่อาจก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทขึ้นได้  ฎ. 862/2510)

คำให้การของจำเลยทั้งสองที่ปฏิเสธว่า  จำเลยที่  2  ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกตามฟ้องนั้นไม่มีผลกระทบต่อผลคดี  จึงไม่เป็นประเด็นที่ต้องศาลวินิจฉัย  และไม่ต้องกำหนดเป็นประเด็นพิพาท

สำหรับคำให้การของจำเลยทั้งสองที่ว่า  คดีของโจทก์ขาดอายุความนั้น  เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอาศัยมูลละเมิด  ที่จำเลยทั้งสองให้การว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความตามกฎหมายย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  448  จึงเป็นคำให้การที่แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธไว้โดยชัดแจ้งแล้วตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  177  วรรคสอง  ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท

ดังนั้น  คดีตามอุทาหรณ์จึงมีประเด็นข้อพิพาทดังนี้

1       คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

2       โจทก์เสียหายตามฟ้องหรือไม่เพียงใด

สำหรับหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์นั้นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  84/1  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด  ผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ  ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นได้ดังนี้

ประเด็นแรก  แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายที่กล่าวอ้างประเด็นข้อนี้ขึ้นมา  แต่ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้ว่า  การที่โจทก์ฟ้องคดีนั้นสันนิษฐานว่าเป็นการฟ้องภายในกำหนดอายุความ  เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ  โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ  (ฎ. 3042/2548, ฎ. 4610/2547)

ประเด็นที่สอง  โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริง  จำเลยให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์โดยไม่ได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่  ดังนั้น  ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์

และหากคดีนี้ไม่มีการสืบพยาน  ฝ่ายโจทก์จะเป็นฝ่ายแพ้คดี  เพราะคดีนี้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่โจทก์  ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่ามีการกระทำผิดตามฟ้องเกิดขึ้น

สรุป  คดีมีประเด็นข้อพิพาท  คือ

1       คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

2       โจทก์เสียหายตามฟ้องหรือไม่เพียงใด

และถ้าไม่มีการสืบพยาน  โจทก์จะเป็นฝ่ายแพ้คดี

Advertisement