LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2561

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายสุขใจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีละเมิดที่นายยินดีคนขับรถสิบล้อเป็นจําเลยที่ 1 บริษัท สิบล้อขนส่งจํากัด เป็นจําเลยที่ 2 โดยนายยินดีได้ขับรถมาชนตนขาหัก ขณะยืนรอรถโดยสารประจําทางที่ ป้ายรถโดยสาร เรียกค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น 500,000 บาท จําเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่าขับรถชนโจทก์จริง แต่เพราะเบรกแตกจึงควบคุมรถไว้ไม่ได้ จําเลยที่ 2 ให้การว่าจําเลยที่ 1 ยังไม่ได้เป็นลูกจ้างตน แต่เป็นช่วงทดลองงาน และวันเกิดเหตุ เป็นช่วงเอารถไปใช้ส่วนตัวไม่ได้อยู่ในเวลางาน และฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว

Advertisement

ในวันนัดชี้สองสถาน จําเลยที่ 2 ให้การว่าจําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของตนไม่ได้ทดลองงาน ดังนี้

ก. คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทอย่างไร ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์

ข. หากในวันนัดชี้สองสถาน โจทก์และจําเลยทั้งสองตกลงกันว่า จะขอนํารถสิบล้อส่งไปตรวจพิสูจน์กับผู้เชี่ยวชาญว่าเบรกแตกจริงหรือไม่ ถ้าเบรกแตกจริงโจทก์ยอมแพ้ แต่หากไม่ชํารุดจําเลยทั้งสอง ยอมแพ้ เมื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่าไม่สามารถทําได้เพราะรถสิบล้อไม่อยู่ในสภาพ งัดหรือแงะใด ๆ ได้เลย ศาลจะสั่งคดีนี้อย่างไรต่อไป จงอธิบาย

ธงคําตอบ

ก. หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐานใน สํานวนคดีนั้น เว้นแต่

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล”

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้น มีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏ จากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

มาตรา 183 วรรคหนึ่ง “ในวันชี้สองสถาน ให้คู่ความมาศาล และให้ศาลตรวจคําคู่ความและ คําแถลงของคู่ความ แล้วนําข้ออ้าง ข้อเถียงที่ปรากฏในคําคู่ความและคําแถลงของคู่ความเทียบกันดู และสอบถาม คู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียงและพยานหลักฐานที่จะยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้าง ข้อเถียงนั้น อย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่ง ยกขึ้นอ้าง แต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคําคู่ความ ให้ศาลกําหนดไว้ เป็นประเด็นข้อพิพาท และกําหนดให้คู่ความฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้”

 

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 437 วรรคหนึ่ง “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วย กําลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า การเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง”

มาตรา 438 วรรคหนึ่ง “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควร แก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างหรือข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3), มาตรา 177 วรรคสอง และมาตรา 183 วรรคหนึ่ง)

กรณีตามอุทาหรณ์ จากคําฟ้องของโจทก์และคําให้การของจําเลยดังกล่าว แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 การที่นายสุขใจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีละเมิดที่นายยินดีคนขับรถสิบล้อเป็นจําเลยที่ 1 บริษัท สิบล้อขนส่ง จํากัด เป็นจําเลยที่ 2 โดยนายยินดีได้ขับรถมาชนตนขาหัก ขณะยืนรอรถโดยสารประจําทาง ที่ป้ายรถโดยสารจําเลยที่ 1 ให้การว่าได้ขับรถชนโจทก์จริง ถือเป็นการรับชัดแจ้งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) ส่วนจําเลยที่ 2 ไม่ได้กล่าวไว้ในคําให้การเรื่องจําเลยที่ 1 ได้ขับรถชนโจทก์จึงถือเป็นการยอมรับตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) เช่นกัน จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่จําเลยที่ 1 ขับรถชนโจทก์จริงหรือไม่

2 การที่จําเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่าขับรถชนโจทก์จริง แต่เป็นเพราะเบรกแตกจึงควบคุมรถไม่ได้ จําเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น ถือเป็นคําให้การปฏิเสธที่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า “รถชนโจทก์เพราะเบรกแตกจริงหรือไม่” จึงต้องมีการสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้

3 การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 แม้ตอนแรกจําเลยที่ 2 จะ ให้การว่าจําเลยที่ 1 ยังไม่ได้เป็นลูกจ้างของตนแต่เป็นช่วงทดลองงาน แต่เมื่อถึงวันนัดชี้สองสถาน จําเลยที่ 2 ให้การว่าจําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของตนไม่ได้ทดลองงาน จึงถือว่าเป็นการรับโดยชัดแจ้งแล้วตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่ว่าจําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 หรือไม่

4 การที่จําเลยที่ 2 ให้การว่า ในวันเกิดเหตุเป็นช่วงที่จําเลยที่ 1 เอารถไปใช้ส่วนตัว ไม่ได้อยู่ ในเวลางาน ถือเป็นการปฏิเสธโดยชัดแจ้งของจําเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ดังนั้น ประเด็น ข้อพิพาทจึงมีว่า “จําเลยที่ 1 ได้ทําละเมิดไปในทางการที่จ้างจริงหรือไม่” จึงต้องมีการสืบพยานหลักฐานเพื่อ พิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้

5 การที่จําเลยที่ 2 ให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว แต่ในคําให้การของจําเลยที่ 2 ไม่ได้อธิบายว่าขาดอายุความเมื่อใด อย่างไร จึงเป็นคําให้การที่ไม่ชัดแจ้ง และไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ดังนั้น จึงถือว่าจําเลยได้ยอมรับว่าคดีนี้ไม่ขาดอายุความ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่อง ขาดอายุความ

6 การที่โจทก์ฟ้องให้จําเลยรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดเป็นเงิน 500,000 บาทนั้น แม้จําเลยทั้ง 2 จะไม่ได้ให้การไว้เกี่ยวกับค่าเสียหายเลย ก็ต้องถือว่าจําเลยไม่ยอมรับในส่วนนี้ จึงก่อให้เกิด ประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าเสียหายว่า “ค่าเสียหาย 500,000 บาท จริงหรือไม่”

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

1 รถชนโจทก์เพราะเบรกแตกจริงหรือไม่

2 จําเลยที่ 1 ได้ทําละเมิดไปในทางการที่จ้างจริงหรือไม่

3 ค่าเสียหาย 500,000 บาท จริงหรือไม่

 

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นข้อพิพาทได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ที่ว่ารถชนโจทก์เพราะเบรกแตกจริงหรือไม่ เมื่อโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 ที่ว่า “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกําลัง เครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า การเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง” ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ จึงตกแก่จําเลยที่ต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเหตุตามฟ้องเกิดขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัย (เบรกแตก) ซึ่งหากจําเลยพิสูจน์ไม่ได้ จําเลยก็ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์

ประเด็นที่ 2 ที่ว่าจําเลยที่ 1 ได้ทําละเมิดไปในทางการที่จ้างจริงหรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จําเลยที่ 1 ได้กระทําไปในทางการที่จ้าง แต่จําเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างย่อมมีหน้าที่ นําสืบตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1

ประเด็นที่ 3 ที่ว่าค่าเสียหาย 500,000 บาท จริงหรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง แม้จําเลยจะไม่ได้ ให้การโต้แย้งจํานวนเงินค่าเสียหาย ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ก็ยังคงตกแก่โจทก์ (เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เรียกร้องจะ ต้องนําสืบถึงจํานวนค่าเสียหาย) แต่หากโจทก์ไม่นําสืบหรือนําสืบไม่ได้ตามฟ้อง ศาลก็มีอํานาจกําหนดค่าเสียหาย ให้โจทก์ได้เองตามสมควร โดยพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 เรรคหนึ่ง

ข. หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐานใน สํานวนคดีนั้น เว้นแต่

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล”

วินิจฉัย

ในคดีแพ่ง “คําท้า” ถือเป็นคํารับอย่างหนึ่ง แต่เป็นคํารับในศาลซึ่งมีลักษณะพิเศษ และการที่ คู่ความทํากันในคดี ถือได้ว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3)

หลักเกณฑ์สําคัญของการทําคําท้า ได้แก่

1 ต้องเป็นการท้ากันในเรื่องการดําเนินกระบวนพิจารณา หรือเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี เพราะ ถ้าเป็นการท้ากันในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีหรือการดําเนินกระบวนพิจารณาแล้ว ไม่ถือเป็นคําท้าที่ศาล จะอนุญาต

2 ต้องมีการกําหนดเงื่อนไขว่า ถ้าผลของการดําเนินกระบวนพิจารณาหรือการชี้ขาดออกมา ทางหนึ่งให้ฝ่ายหนึ่งชนะ แต่ถ้าผลออกมาอีกทางหนึ่งก็ให้อีกฝ่ายหนึ่งชนะ

3 คําท้านั้นจะต้องกระทํากันต่อหน้าศาล และศาลต้องอนุญาต

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์และจําเลยทั้งสองตกลงกันในวันชี้สองสถานว่า จะขอนํารถสิบล้อ ส่งไปตรวจพิสูจน์กับผู้เชี่ยวชาญว่าเบรกแตกจริงหรือไม่ ถ้าเบรกแตกจริงโจทก์ยอมแพ้ แต่ถ้าหากไม่ชํารุด จําเลย ทั้งสองยอมแพ้นั้น ถือเป็นคําท้าตามนัยของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) แล้ว แต่เมื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์แล้ว ปรากฏว่าไม่สามารถทําได้ เพราะรถสิบล้อไม่อยู่ในสภาพงัดหรือแงะใด ๆ ได้เลย ถือว่าเป็นกรณีที่คําท้านั้นไม่บรรลุผล ดังนั้น ศาลจึงต้องกําหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นําสืบหรือภาระการพิสูจน์ต่อไป

สรุป

ก. คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นําสืบ ดังนี้

1 รถชนโจทก์เพราะเบรกแตกจริงหรือไม่ จําเลยมีหน้าที่นําสืบ

2 จําเลยที่ 1 ได้ทําละเมิดไปในทางการที่จ้างจริงหรือไม่ โจทก์มีหน้าที่นําสืบ

3 ค่าเสียหาย 500,000 บาท จริงหรือไม่ โจทก์มีหน้าที่นําสืบ ข. ศาลต้องกําหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นําสืบหรือภาระการพิสูจน์ต่อไป

Advertisement