LAW2006 กฎหมายอาญา 1 การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2006 กฎหมายอาญา 1
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. ให้นักศึกษาทําคําตอบทั้งข้อ (ก) และข้อ (ข)

(ก) ไม่มีความผิด โดยไม่มีกฎหมายไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย โทษที่จะลงแก่ผู้กระทํา ต้องเป็นโทษที่กฎหมายกําหนดไว้

ท่านเข้าใจว่าอย่างไร จงอธิบาย ยกตัวอย่างและเหตุผลประกอบ และ

(ข) ดำนอนละเมอมลักขาวตกเตียง ขาวศีรษะแตกกรณีหนึ่ง
นางส้มแม่ของ ด.ญ.แตงกวาอายุ 15 ปี เด็กออทิสติกช่วยตัวเองไม่ได้ ปล่อยให้ ด.ญ.แตงกวา อดอาหารตาย เพราะสงสารลูกที่ทุกข์ทรมานอีกกรณีหนึ่ง

จงวินิจฉัยความรับผิดในทางอาญาของดําและนางส้ม

ธงคําตอบ
(ก) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญา ต่อเมื่อได้กระทําการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทํานั้นบัญญัติเป็นความผิดและกําหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทําความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”

ตามบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญานั้น ก็ต่อเมื่อประกอบด้วย หลักเกณฑ์ ดังนี้คือ

1. ได้กระทําการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทํานั้นบัญญัติเป็นความผิด หมายความว่า บุคคลนั้นได้กระทําการและการกระทํานั้นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทํานั้นได้บัญญัติว่าเป็นความผิด ถ้าหากในขณะกระทํานั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด การกระทํานั้นย่อมไม่เป็นความผิดตามหลักที่ว่า “ไม่มีความผิด หากไม่มีกฎหมาย”

2. กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทําต้องกําหนดโทษไว้ด้วย เพราะถ้ากฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทําได้บัญญัติว่าเป็นความผิดแต่ไม่ได้กําหนดโทษไว้ ผู้กระทําก็ไม่ต้องรับโทษ ตามหลักที่ว่า “ไม่มีโทษ หากไม่มีกฎหมาย” และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทําความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเท่านั้น ซึ่งโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายในปัจจุบันได้แก่ ประหารชีวิต จําคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน (ป.อาญา มาตรา 18)

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 59 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคห้า “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทําโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทําโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทําโดย ประมาทหรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทําโดยไม่มีเจตนา

กระทําโดยเจตนา ได้แก่ กระทําโดยรู้สํานึกในการที่กระทํา และในขณะเดียวกันผู้กระทําประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทํานั้น

การกระทํา ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทํา เพื่อป้องกันผลนั้นด้วย”

วินิจฉัย กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
กรณีที่ 1 การที่ดํานอนละเมอผลักขาวตกเตียง ทําให้ขาวศีรษะแตกนั้น ไม่ถือว่าดํามีการกระทําในทางอาญา ดังนั้น ดําจึงไม่มีความรับผิดในทางอาญา ทั้งนี้เพราะกรณีที่จะถือว่าเป็นการกระทําในทางอาญา ซึ่งผู้กระทําอาจจะต้องรับผิดในทางอาญาตามมาตรา 59 วรรคหนึ่งนั้น จะต้องเป็นการเคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหว ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายโดยรู้สํานึกหรือยู่ภายใต้สภาพบังคับของจิตใจด้วย แต่การที่ดําผลักขาวตกเตียงนั้น แม้จะมีการเคลื่อนไหวร่างกายก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวร่างกายของดํานั้นมิได้อยู่ภายใต้สภาพบังคับของจิตใจ แต่อย่างใด

กรณีที่ 2 การที่นางส้มแม่ของ ด.ญ.แตงกวาอายุ 15 ปี เด็กออทิสติกช่วยตัวเองไม่ได้ ปล่อยให้ ด.ญ.แตงกวาอดอาหารตายนั้น ถือว่านางส้มได้มีการกระทําในทางอาญาแล้ว เพราะเป็นการไม่เคลื่อนไหว ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายโดยรู้สํานึกคืออยู่ภายใต้สภาพบังคับของจิตใจ และถือว่าเป็นการกระทําโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทําหรือหน้าที่ตามกฎหมายที่กําหนดให้ตนต้องกระทํา (หน้าที่ที่มารดาจําต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร) เพื่อป้องกันผลอันจะเกิดขึ้นนั้น และเมื่อนางส้มได้กระทําโดยเจตนาโดยประสงค์ต่อผลที่เกิดขึ้นนั้น นางส้มจึงต้องรับผิดในทางอาญาตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง ประกอบวรรคสองและวรรคห้า

สรุป
นายดําไม่ต้องรับผิดในทางอาญา แต่นางส้มต้องรับผิดในทางอาญา