LAW2006 กฎหมายอาญา 1 การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2006 กฎหมายอาญา 1
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. ก. คนบ้ารักษาตัวกับแพทย์แล้วคิดว่าตัวเองหายปกติดี พฤติกรรมบางครั้งไม่ยอมกินยาที่แพทย์สั่งบางครั้งก็กินยา วันเกิดเหตุ ก. เดินมาตลาดพบ ข. รอรถเมล์จะไปทํางาน ก. ไม่พอใจ ข. ที่มองหน้าตน ก. ชกเตะ ข. ล้มลงและจะกระทืบซ้ำ ข. ลุกขึ้นต่อยคาง ก. ก. สลบ ดังนี้ ก. และ ข. จะต้องรับผิด รับโทษในทางอาญาอย่างใด หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 59 วรรคแรกและวรรคสอง “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทําโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทําโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทําโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทําโดยไม่มีเจตนา

Advertisement

กระทําโดยเจตนา ได้แก่ กระทําโดยรู้สํานึกในการที่กระทํา และในขณะเดียวกันผู้กระทําประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทํานั้น”

มาตรา 65 “ผู้ใดกระทําความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสําหรับความผิดนั้น

แต่ถ้าผู้กระทําความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้น ต้องรับโทษสําหรับความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกําหนดไว้สําหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้”

มาตรา 68 “ผู้ใดจําต้องกระทําการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทําพอสมควรแก่เหตุการกระทํานั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”

วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ ก. และ ข. จะต้องรับผิดรับโทษในทางอาญา อย่างใด หรือไม่ แยกพิจารณา ได้ดังนี้

กรณีของ ก.
การที่ ก. ชกเตะ ข. จนล้มลงและจะกระทืบซ้ำนั้น ถือว่า ก. ได้กระทําต่อ ข. โดยเจตนา เพราะเป็นการกระทําโดยรู้สํานึกในการกระทํา และในขณะเดียวกันก็ได้ประสงค์ต่อผลของการกระทํานั้นตามมาตรา 59 วรรคสอง ซึ่งโดยหลักแล้ว ก. จะต้องรับผิดและรับโทษตามมาตรา 59 วรรคแรก

แต่อย่างไรก็ตาม ปอ. มาตรา 65 วรรคแรก ได้กําหนดไว้ว่า หากผู้กระทําผิดได้กระทําในขณะที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ สําหรับความผิดนั้น ตามข้อเท็จจริงแม้ว่า ก. จะเป็นคนบ้า แต่พฤติกรรมของ ก. ดังกล่าว ถือเป็นการกระทําความผิด (ทําร้ายร่างกายผู้อื่น) ในขณะที่ ก. ยังสามารถรู้ผิดชอบ หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ดังนั้น ก. จึงต้องรับผิด และรับโทษฐานทําร้ายผู้อื่นตามมาตรา 65 วรรคสอง ประกอบมาตรา 59 วรรคแรก ศาลจะไม่ลงโทษ ก. เลยไม่ได้ แต่ศาลอาจจะลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้ และอาจจะลงโทษน้อยกว่าโทษขั้นต่ำก็ได้

กรณีของ ข.
การที่ ข. ลุกขึ้นต่อยคาง ก. จน ก. สลบนั้น ถือว่า ข. ได้กระทําต่อ ก. โดยเจตนาเพราะเป็นการกระทําโดยรู้สํานึกในการกระทํา และในขณะเดียวกันก็ได้ประสงค์ต่อผลของการกระทํานั้นตามมาตรา 59 วรรคสอง ซึ่งโดยหลักแล้ว ข. จะต้องรับผิดทางอาญาตามมาตรา 59 วรรคแรก

แต่อย่างไรก็ตาม การที่ ข. ต่อยคาง ก. นั้น เป็นเพราะ ก. ชกเตะ ข. จนล้มลงและจะกระทืบซ้ำ การกระทําของ ก. จึงถือเป็นภยันตรายที่ละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ดังนั้น การที่ ข. ต่อยคาง ก. จึงเป็นการกระทําเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายนั้น และเป็นการกระทําที่พอสมควรแก่เหตุ จึงถือว่าเป็นการกระทําที่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 68 ข. จึงไม่มีความผิดและไม่ต้องรับผิดทางอาญา

สรุป
ก. จะต้องรับผิดและรับโทษทางอาญาฐานทําร้ายร่างกายผู้อื่น แต่ศาลจะลงโทษน้อย เพียงใดก็ได้ ส่วน ข. ไม่ต้องรับผิดและรับโทษทางอาญา เพราะเป็นการกระทําเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

Advertisement