LAW2006 กฎหมายอาญา 1 การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2006 กฎหมายอาญา 1
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาเมื่อใด มีหลักกฎหมายและข้อยกเว้นอย่างไรบ้าง จงอธิบายและ
ยกตัวอย่างประกอบ

ธงคําตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 59 วรรคแรก “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทําโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทําโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทําโดยประมาท หรือเว้นแต่ ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทําโดยไม่มีเจตนา”

Advertisement

อธิบาย
ตามบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้มีการกระทำ ซึ่งการกระทำ หมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สํานึก กล่าวคือ เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่อยู่ภายใต้บังคับ ของจิตใจนั่นเอง และการกระทำยังให้หมายความรวมถึงการไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สํานึกด้วย ดังจะเห็นได้จาก มาตรา 59 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติว่า “การกระทําให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทําเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย”

และโดยหลักทั่วไป การกระทําซึ่งจะทําให้บุคคลผู้กระทําต้องรับผิดในทางอาญานั้น จะต้องเป็นการกระทําโดยเจตนา คือ เป็นการกระทําโดยรู้สํานึกในการกระทํา และในขณะเดียวกันผู้กระทํา ประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทํานั้น (มาตรา 59 วรรคสอง)

การกระทําโดยเจตนา แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
1. การกระทําโดยเจตนาประสงค์ต่อผล ซึ่งจะประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 2 ประการ คือ

(1) เป็นการกระทําโดยรู้สํานึกในการกระทํา หมายถึง การรู้ถึงการเคลื่อนไหวหรือ การไม่เคลื่อนไหวของร่างกายนั่นเอง และ

(2) ในขณะกระทําผู้กระทําประสงค์ต่อผลของการกระทํานั้น หมายถึง ในขณะ กระทํานอกจากจะเป็นการกระทําโดยรู้สํานึกแล้ว ผู้กระทํายังมีความประสงค์ต่อผลของการกระทํานั้น ๆ ตามที่ ผู้กระทํามุ่งหมายให้เกิดขึ้นด้วย

ตัวอย่าง แดงต้องการฆ่าดําจึงใช้ปืนยิงไปที่ดําและถูกดําตาย ดังนี้การที่แดงใช้ปืนยิงไปที่ดําถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สํานึก และความตายของดําถือว่าเป็นผลที่แดงประสงค์จะให้เกิดขึ้น

2. การกระทําโดยเจตนาย่อมเล็งเห็นผล ซึ่งประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 2 ประการ คือ

(1) เป็นการกระทําโดยรู้สํานึกในการกระทํา และ

(2) ในขณะกระทําผู้กระทําย่อมเล็งเห็นผลของการกระทํานั้น หมายถึง เป็นการกระทําที่ผู้กระทํามิได้ประสงค์ต่อผล กล่าวคือ มิได้มุ่งหมายให้ผลเกิดขึ้น แต่ผู้กระทําย่อมเล็งเห็นได้ว่าผลนั้น จะต้องเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ตัวอย่าง แดงเชื่อว่าดำเป็นคนอยู่ยงคงกระพันยิงไม่เข้า จึงทดลองใช้ปืนยิงไปที่ดํา และถูกดำตาย ดังนี้ การที่แดงใช้ปืนยิงดำ แดงไม่มีความประสงค์จะให้ดําตายเป็นเพียงการทดลองความอยู่ยงคงกระพันเท่านั้น แต่การกระทําของแดงย่อมเล็งเห็นได้ว่า ถ้ากระสุนปืนถูกดำย่อมทําให้ดำตายได้ จึงถือว่าแดง มีเจตนาฆ่าดำโดยหลักย่อมเล็งเห็นผล

แต่อย่างไรก็ดี ตามมาตรา 59 วรรคแรก มีข้อยกเว้นว่า บุคคลอาจจะต้องรับผิด ในทางอาญา แม้จะมิได้กระทําโดยเจตนาก็ได้ ถ้าเข้ากรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้คือ

(1) เป็นการกระทําโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายได้บัญญัติให้ต้องรับผิด แม้ได้กระทําโดยประมาท เช่น กระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นต้น หรือ

(2) เป็นการกระทําที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้ต้องรับผิดแม้กระทําโดย ไม่มีเจตนา (ความผิดเด็ดขาด) เช่น การกระทําความผิดตามประมวลรัษฎากร เป็นต้น หรือ

(3) เป็นการกระทําความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายนี้ แม้กระทําโดย ไม่มีเจตนาก็เป็นความผิด เว้นแต่ ตามบทบัญญัติความผิดนั้นจะมีความบัญญัติให้เห็นเป็นอย่างอื่น (มาตรา 104)

Advertisement