การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2003 

Advertisement

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

Advertisement

ข้อ  1  จำเลยไปเที่ยวชายทะเล  ขณะเดินเล่นริมหาดเห็นนายขาวซึ่งกำลังว่ายน้ำในทะเลเป็นตะคริวกำลังจะจมน้ำ  นายขาวตะโกนให้จำเลยช่วย  จำเลยไม่ยอมช่วยทั้งๆที่จำเลยว่ายน้ำเป็น  ปรากฏว่านายขาวจมน้ำถึงแก่ความตาย  จำเลยต้องรับผิดในทางละเมิดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

Advertisement

มาตรา  420  ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ  ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี  แก่ร่างกายก็ดี  เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี  ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

วินิจฉัย

Advertisement

หลักเกณฑ์ของการกระทำอันเป็นการละเมิดตามมาตรา  420  ประกอบด้วย

1       เป็นบุคคลที่มี  การกระทำ  โดยรู้สำนึก  และได้กระทำโดยการเคลื่อนไหวร่างกายหรือโดยการงดเว้นก็ได้  ซึ่งได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

Advertisement

2       ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย

3       มีความเสียหายต่อชีวิต  ร่างกาย  อนามัย  เสรีภาพ  ทรัพย์สิน  หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด

4       ผลที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับการกระทำ

ดังนั้นในเบื้องต้น  จึงต้องพิจารณาก่อนว่าผู้ทำละเมิดมีการกระทำหรือไม่  หากบุคคลไม่มีการกระทำ  ก็ไม่ต้องรับผิดในทางละเมิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  สำหรับการกระทำนั้น  หมายถึงการเคลื่อนไหวร่างกายภายใต้จิตใจบังคับหรือทำโดยรู้สำนึก  นอกจากนี้การกระทำยังหมายความรวมถึงการงดเว้นการเคลื่อนไหวอันพึงต้องทำเพื่อป้องกันมิให้ผลเกิดขึ้นด้วย  ในส่วนของการงดเว้นอันจะถือว่าเป็นการกระทำตามกฎหมายนั้น หมายถึงการงดเว้นการกระทำตามหน้าที่ที่จะต้องกระทำเพื่อป้องกันมิให้ผลนั้นเกิดขึ้นเท่านั้น  หากบุคคลนั้นไม่มีหน้าที่  การงดเว้นนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำ

กรณีตามอุทาหรณ์  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  จำเลยจะต้องรับผิดในทางละเมิดหรือไม่  เห็นว่า  การที่นายขาวซึ่งกำลังว่ายน้ำในทะเลเป็นตะคริวกำลังจะจมน้ำตาย  และจำเลยสามารถช่วยได้แต่ไม่ยอมช่วย  ปรากฏว่านายขาวจมน้ำตาย  เช่นนี้ไม่ถือว่าจำเลยทำละเมิดต่อนายขาวโดยงดเว้น  ทั้งนี้เนื่องจากการงดเว้นของจำเลยไม่ถือเป็นการกระทำ  เพราะจำเลยจะไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก  แต่การที่จำเลยต้องช่วยนายขาวหรือไม่นั้น  ไม่ใช่หน้าที่ของจำเลย  ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย  หน้าที่ตามระเบียบหรือคำสั่งในการปฏิบัติงาน  หน้าที่ตามสัญญา  หรือหน้าที่ตามความสัมพันธ์ที่ก่อขึ้นก่อนแล้ว  เป็นเพียงหน้าที่ต้องช่วยเหลือผู้อื่นในฐานะเป็นพลเมืองดีเท่านั้น  ไม่ใช่หน้าที่โดยเฉพาะที่จะต้องทำเพื่อป้องกันผล  คือ  ความตายของนายขาว  เมื่อไม่ถือว่าเป็นการกระทำ  จึงไม่เป็นละเมิด  ตามความในมาตรา  420  จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในทางละเมิด

สรุป  จำเลยไม่ต้องรับผิดในทางละเมิด 

 

 

ข้อ  2  นาย  ก  มีบุตรชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งคือเด็กชายแดง  อายุ  13  ปี  นาย  ก  ส่งเด็กชายแดงไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนแห่งหนึ่งโดยมีครูสมศรีเป็นครูประจำชั้น  ขณะที่เด็กชายแดงเรียนหนังสืออยู่ในห้อง  เด็กชายแดงนำพลุมาจุดเล่น  ครูสมศรีเห็นเหตุการณ์จึงได้ริบพลุจากเด็กชายแดง  จากนั้นครูสมศรีได้มีการห้ามปราม  ตักเตือน  ว่ากล่าว  สั่งสอน

ต่อมาขณะที่ครูสมศรีเผลอ  เด็กชายแดงนำพลุอันใหม่มาจุดเล่นอีก  เด็กชายแดงจุดพลุด้วยความประมาทเลินเล่อไปถูกตาเด็กชายขาวได้รับบาดเจ็บ  ข้อเท็จจริงได้ความว่าการที่เด็กชายแดงนำพลุมาจุดเล่นที่โรงเรียน  นาย  ก  ทราบดี  แต่  นาย  ก  ไม่ได้ห้ามปราม  ไม่ได้ตักเตือน  ไม่ได้ว่ากล่าวสั่งสอน

ดังนี้เด็กชายขาวจะฟ้องใครให้รับผิดในทางละเมิดได้บ้างหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  420  ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ  ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี  แก่ร่างกายก็ดี  เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี  ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

มาตรา  429  บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์หรือวิกลจริตก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด  บิดามารดาหรือผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น

มาตรา  430  ครูบาอาจารย์  นายจ้าง  หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ก็ดี  ชั่วครั้งชั่วคราวก็ดี  จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด  ซึ่งเขาได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน  ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นๆ  มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่เด็กชายแดงจุดพลุด้วยความประมาทเลินเล่อไปถูกตาเด็กชายขาวได้รับบาดเจ็บ  ถือได้ว่าเด็กชายแดงทำละเมิดต่อเด็กชายขาว  เพราะเหตุว่าเข้าหลักเกณฑ์การกระทำอันเป็นการละเมิด  ตามมาตรา  420  กล่าวคือ

1       มีการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ

2       ทำต่อเด็กชายขาวโดยผิดกฎหมาย

3       มีความเสียหายต่อร่างกายของเด็กชายขาว

4       ความเสียหายที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับการกระทำของเด็กชายแดง

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า  เด็กชายขาวจะฟ้องใครให้รับผิดในทางละเมิดได้บ้าง  เห็นว่า  เมื่อเด็กชายแดงเป็นผู้ทำละเมิดต่อตน  เด็กชายขาวจึงสามารถฟ้องเด็กชายแดงได้  ตามมาตรา  420  แม้เด็กชายแดงจะเป็นผู้เยาว์  ก็ยังคงต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด

ในประเด็นความรับผิดของครูสมศรีนั้น  เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า  เด็กชายแดงนำพลุมาจุดเล่น  ครูสมศรีเห็นเหตุการณ์จึงได้ริบพลุจากเด็กชายแดง  ทั้งครูสมศรียังได้มีการห้ามปราม  ตักเตือน  ว่ากล่าว  สั่งสอน  พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าครูสมศรีได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วในการดูแลผู้เยาว์ตามหน้าที่ซึ่งทำอยู่นั้น  ดังนั้นการที่เด็กชายแดงนำพลุอันใหม่มาจุดเล่นอีกในขณะที่ครูสมศรีเผลอ  จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายดังกล่าวขึ้น  ครูสมศรีจึงไม่ต้องรับผิดกับเด็กชายแดง  ตามมาตรา  430 

ส่วนประเด็นความรับผิดของนาย  ก  บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น  เมื่อได้ความว่าการที่เด็กชายแดงนำพลุมาจุดเล่นที่โรงเรียน  นาย  ก  ทราบดี  แต่นาย  ก  ปล่อยปละละเลยไม่ได้ห้ามปราม  ไม่ได้ตักเตือน  ไม่ได้ว่ากล่าวสั่งสอน  ถือได้ว่านาย  ก  ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ในการดูแล  ดังนั้นนาย  ก  ผู้เป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายจึงต้องร่วมรับผิดกับเด็กชายแดงผู้เยาว์ตามมาตรา  429  เทียบฎีกาที่  356/2511

สรุป

1       เด็กชายขาวฟ้องเด็กชายแดงได้ตามมาตรา  420

2       เด็กชายขาวฟ้องครูสมศรีให้ร่วมรับผิดตามมาตรา  430  ไม่ได้

3       เด็กชายขาวฟ้องนาย  ก  ให้ร่วมรับผิดได้  ตามมาตรา  429

 

 

ข้อ  3  นายหนึ่งกับนายสองเป็นเพื่อนกัน  วันเกิดเหตุนายหนึ่งขับรถไปที่บ้านของนายสองเพื่อแวะเยี่ยมนายสอง  โดยนายหนึ่งจอดรถไว้ที่โรงรถบ้านของนายสอง  ขณะเกิดเหตุลิงของนายแดงลอบเข้าไปในรถของนายหนึ่ง  จากนั้นได้กัดเบาะรถยนต์ของนายหนึ่งได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน  2,000  บาท  ดังนี้

(1) นายหนึ่งจะจับลิงของนายแดงเพื่อยึดเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนจากนายแดงได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

(2) นายสองจะจับลิงของนายแดงเพื่อยึดเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนจากนายแดงได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  452  วรรคแรก  ผู้ครองอสังหาริมทรัพย์ชอบที่จะจับสัตว์ของผู้อื่นอันเข้ามาทำความเสียหายในอสังหาริมทรัพย์นั้น  และยึดไว้เป็นประกันค่าสินไหมทดแทน  อันจะพึงต้องใช้แก่ตนได้  และถ้าจำเป็นโดยพฤติการณ์  แม้จะฆ่าสัตว์นั้นเสียก็ชอบที่จะทำได้

วินิจฉัย

หลักเกณฑ์ที่จะสามารถจับหรือยึดสัตว์  หรือฆ่าสัตว์  ที่เข้ามาทำความเสียหายในอสังหาริมทรัพย์ได้ตามมาตรา  452  ประกอบด้วย

1  ผู้มีอำนาจกระทำต้องเป็นผู้ครองอสังหาริมทรัพย์  (ไม่รวมสังหาริมทรัพย์)    ที่ได้รับความเสียหาย

2  ความเสียหายจะต้องเกิดจากสัตว์ของผู้อื่น

3  สัตว์เข้ามาทำความเสียหายในอสังหาริมทรัพย์  (ความเสียหายต่อบุคคล  หรือต่อทรัพย์ก็ได้)

1       กรณีตามอุทาหรณ์

การที่ลิงของนายแดงกัดเบาะรถยนต์ของนายหนึ่งได้รับความเสียหาย  นายหนึ่งจะจับลิงของนายแดงเพื่อยึดเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนไม่ได้  เพราะแม้ความเสียหายจะเกิดจากสัตว์ของผู้อื่น  ซึ่งเข้ามาทำความเสียหายในอสังหาริมทรัพย์  แต่เมื่อนายหนึ่งเป็นเพียงผู้ครองสังหาริมทรัพย์  (รถยนต์)  มิใช่ผู้ครองอสังหาริมทรัพย์  กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  452  วรรคแรก

2       นายสองก็จะจับลิงของนายแดงเพื่อยึดเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนจากนายแดงไม่ได้เช่นกัน  เพราะแม้นายสองจะเป็นผู้ครองอสังหาริมทรัพย์  แต่นายสองก็ไม่ได้รับความเสียหายที่เกิดจากลิงของนายแดงแต่อย่างใด  ผู้ที่จะจับหรือยึดสัตว์ตามมาตรา  452  วรรคแรก  หมายความเฉพาะผู้ครองอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายเท่านั้น

สรุป

1       นายหนึ่งจะจับลิงของนายแดงเพื่อยึดเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนไม่ได้

2       นายสองจะจับลิงของนายแดงเพื่อยึดเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ 

 

 

ข้อ  4  นายเอกชัยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาวตั๊กแตน  มีบุตรด้วยกันหนึ่งคนชื่อนางสาวไฮ  โดยนายเอกชัยได้ให้นางสาวไฮใช้นามสกุลของตน  เมื่อนางสาวไฮมีอายุได้  15  ปี  1  เดือน  นายมนต์สิทธิ์ได้จดทะเบียนรับนางสาวไฮไปเป็นบุตรบุญธรรมโดยถูกต้องตามกฎหมาย  วันเกิดเหตุนายบันเทิงได้รับคำสั่งจากนายบรรเลง  นายจ้างให้ขับรถบรรทุกเครื่องดนตรีจากกรุงเทพฯไปที่จังหวัดนครสวรรค์  เมื่อส่งเครื่องดนตรีเสร็จแล้วระหว่างเดินทางกลับนายบันเทิงได้ขับรถด้วยความเร่งรีบเกรงว่าจะกลับไปส่งรถที่กรุงเทพฯไม่ทัน  เป็นเหตุทำให้นายบันเทิงขับรถไปชนนางสาวไฮ  ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุ  21  ปีสลบไป  นายบันเทิงคิดว่านางสาวไฮถึงแก่ความตายไปแล้ว  นายบันเทิงต้องการปกปิดการกระทำความผิดของตนจึงได้นำผ้าขาวม้าผูกคอนางสาวไฮติดไว้กับต้นไม้  เป็นเหตุให้นางสาวไฮถึงแก่ความตาย  ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่า

(1) นายบันเทิงและนายบรรเลง  จะต้องรับผิดในทางละเมิดเพื่อความเสียหายแก่ชีวิตของนางสาวไฮหรือไม่  เพราะเหตุใด

(2) นายเอกชัยและนายมนต์สิทธิ์  จะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  420  ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ  ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี  แก่ร่างกายก็ดี  เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี  ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

มาตรา  425  นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด  ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น

มาตรา  443  ในกรณีทำให้เขาถึงตายนั้น  ค่าสินไหมทดแทนได้แก่  ค่าปลงศพ  รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นๆอีกด้วย

ถ้ามิได้ตายในทันที  ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาล  รวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย

ถ้าว่าเหตุที่ตายลงนั้นทำให้บุคคลหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้  ท่านว่า  บุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

วินิจฉัย

1       กรณีตามอุทาหรณ์  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  นายบันเทิงและนายบรรเลงจะต้องรับผิดในทางละเมิดเพื่อความเสียหายแก่ชีวิตของนางสาวไฮหรือไม่  เห็นว่า  การที่นายบันเทิงขับรถด้วยความเร็วไปชนนางสาวไฮสลบไปเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายแก่ร่างกาย  นายบันเทิงจำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  ตามมาตรา  420

ในระหว่างที่นางสาวไฮสลบไป  นายบันเทิงต้องการปกปิดการกระทำความผิดของตน  ได้นำผ้าขาวม้าผูกคอนางสาวไฮติดไว้กับต้นไม้  เป็นเหตุให้นางสาวไฮถึงแก่ความตาย  เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุแทรกแซงที่เกิดจากการกระทำของผู้กระทำละเมิดในตอนแรก  ซึ่งเป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนสามารถคาดหมายได้จึงไม่ตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำในตอนแรกออกจากผลของการกระทำก็คือความตายของนางสาวไฮนั้น  นายบันเทิงจึงต้องรับผิดในความเสียหายแก่ชีวิตของนางสาวไฮ  ตามมาตรา  420

ส่วนนายบรรเลงนายจ้างจะต้องรับผิดร่วมกับนายบันเทิงลูกจ้างเพื่อละเมิดในความเสียหายแก่ชีวิตของนางสาวไฮหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อนายบันเทิงขับรถไปในทางการที่จ้างไปชนนางสาวไฮสลบไป  เช่นนี้  นายบรรเลงต้องร่วมรับผิดกับนายบันเทิง  ตามมาตรา  425  ซึ่งเป็นการร่วมรับผิดกับลูกจ้างในความเสียหายแก่ร่างกายเท่านั้น  ส่วนความเสียหายแก่ชีวิตของนางสาวไฮนั้น  นายบรรเลงนายจ้างไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย  เพราะการตายเป็นคนละเรื่องคนละตอนกับเหตุที่ลูกจ้างขับรถชนนางสาวไฮ  และเห็นได้ว่าการนำผ้าขาวม้าผูกคอนางสาวไฮติดไว้กับต้นไม้นั้น  เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของนายบันเทิงลูกจ้างโดยเฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ  คือเพื่อปกปิดและเพื่อให้ตนพ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระทำขึ้น  หาเกี่ยวกับการที่นายบรรเลงได้จ้างให้นายบันเทิงกระทำไม่  จึงเป็นการกระทำละเมิดนอกทางการที่จ้าง นายบรรเลงนายจ้างจึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตของนางสาวไฮ  ตามมาตรา  425  เทียบฎีกาที่  2060/2524

2       นายเอกชัยและนายมนสิทธิ์จะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่  เห็นว่า  บทบัญญัติมาตรา  443  วรรคท้าย กำหนดไว้โดยเฉพาะว่าผู้มีสิทธิในการเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้กระทำละเมิด  จะต้องเป็นผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมายครอบครัว  ดังนั้นการที่นายเอกชัยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา  โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาวตั๊กแตน  มีบุตรด้วยกันหนึ่งคนคือ  นางสาวไฮ  โดยนายเอกชัยได้ให้นางสาวไฮใช้นามสกุลของตนเป็นแต่เพียงการรับรองบุตรนอกกฎหมายโดยพฤติการณ์  ไม่ใช่เป็นการรับรองบุตรโดยนิตินัยตามมาตรา  1547  นายเอกชัยจึงเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนางสาวไฮ  นางสาวไฮ  (ผู้ตาย)  จึงไม่มีหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูนายเอกชัย  ดังนั้นนายเอกชัยย่อมไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะ  ตามมาตรา  443  วรรคท้าย  จากนายบันเทิงผู้กระทำละเมิด  เทียบฎีกาที่  7458/2543

ส่วนกรณีนายมนสิทธิ์  เมื่อนายสาวไฮมีอายุได้  15 ปี  1  เดือน  นายมนสิทธิ์ได้จดทะเบียนรับนางสาวไฮไปเป็นบุตรบุญธรรมโดยถูกต้องตามกฎหมาย  ตามมาตรา  1598/28  วรรคท้าย  บัญญัติให้นำบทบัญญัติในลักษณะ  2  หมวด  2  แห่งบรรพ  5  มาใช้บังคับระหว่างบุตรบุญธรรมกับผู้รับบุตรบุญธรรมด้วย  กล่าวคือ  บุตรบุญธรรมย่อมมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูผู้รับบุตรบุญธรรม  ตามมาตรา  1563  ประกอบมาตรา  1598/28  วรรคท้าย  ดังนั้น  เมื่อนางสาวไฮถูกกระทำละเมิดถึงแก่ความตาย  นายมนสิทธิ์ย่อมขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย  นายมนสิทธิ์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูได้  ตามมาตรา  443  วรรคท้าย  เทียบฎีกาที่  713/2517

สรุป

1       นายบันเทิงต้องรับผิดเพื่อละเมิดในความเสียหายแก่ชีวิตของนางสาวไฮ  ตามมาตรา  420  แต่นายบรรเลงนายจ้างไม่ต้องรับผิดเพื่อละเมิดในความเสียหายแก่ชีวิตของนางสาวไฮ  เพราะเป็นการกระทำละเมิดนอกทางการที่จ้าง  ตามมาตรา  425

2       นายเอกชัยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะ  แต่นายมนสิทธิ์มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะได้  ตามมาตรา  443  วรรคท้าย

Advertisement