LAW2006 กฎหมายอาญา 1 การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2006 กฎหมายอาญา 1
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายมึนงงเข้าสอบกฎหมายอาญา 1 แต่ทําข้อสอบไม่ได้ จึงโมโหตำราที่อ่านมาทั้งคืน และไม่คิดจะอยู่ร่วมกับตําราอีกต่อไป เมื่อออกจากห้องสอบมาจึงคว้าตําราบนเก้าอี้หน้าห้องสอบไปโยนทิ้ง ที่บ่อน้ำหน้ามหาวิทยาลัยโดยไม่ทันดูให้ดีเสียก่อน ปรากฏว่าเป็นตําราของนางสาวงงงวย ซึ่งเสียหายทั้งหมด จงวินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของนายมึนงง

ธงคําตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 59 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญา ก็ต่อเมื่อได้กระทําโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทําโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทําโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทําโดยไม่มีเจตนา

กระทําโดยเจตนา ได้แก่ กระทําโดยรู้สํานึกในการที่กระทํา และในขณะเดียวกันผู้กระทํา ประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทํานั้น

ถ้าผู้กระทํามิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทําประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทํานั้นมิได้

กระทําโดยประมาท ได้แก่ กระทําความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทําโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทําอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่า นั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่”

มาตรา 62 วรรคสอง “ถ้าความไม่รู้ข้อเท็จจริงตามความในวรรคสามแห่งมาตรา 59 หรือความสําคัญผิดว่ามีอยู่จริงตามความในวรรคหนึ่ง ได้เกิดขึ้นด้วยความประมาทของผู้กระทําความผิด ให้ผู้กระทํารับผิดฐานกระทําโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่าการกระทํานั้นผู้กระทําจะต้องรับโทษ แม้กระทําโดยประมาท”

วินิจฉัย
โดยหลักแล้วบุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทําโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทําโดยประมาทในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทําโดยประมาท หรือในกรณีที่กฎหมายได้บัญญัติ ไว้โดยชัดแจ้งให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทําโดยไม่มีเจตนา

การกระทําโดยเจตนา ได้แก่การกระทําโดยรู้สํานึกในการที่กระทํา และในขณะเดียวกันผู้กระทําประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทํานั้น แต่อย่างไรก็ตามถ้าผู้กระทํามิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็น องค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทําประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทํานั้นมิได้ คือจะถือว่า ผู้กระทําได้กระทําโดยเจตนาไม่ได้นั่นเอง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมึนงงได้เอาตําราบนเก้าอี้หน้าห้องสอบไปโยนทิ้งที่บ่อน้ำหน้ามหาวิทยาลัยนั้น เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สํานึกจึงถือว่าเป็นการกระทําทางอาญาแล้ว แต่การกระทําดังกล่าวของนายมึนงงจะถือว่าเป็นการกระทําโดยเจตนาหาได้ไม่ เพราะนายมึนงงได้กระทําโดยมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็น

องค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 59 วรรคสาม คือไม่รู้ว่าตําราที่ตนเอาไปทิ้งที่บ่อน้ำนั้นเป็นทรัพย์ของผู้อื่น ไม่ใช่ตําราหรือทรัพย์ของตนเอง ดังนั้นนายมึนงงจึงไม่มีความรับผิดทางอาญาฐานทําให้เสียทรัพย์ (องค์ประกอบ ของความผิดฐานทําให้เสียทรัพย์ตาม ป.อาญา มาตรา 358 คือ 1. ทําให้เสียหาย ทําลาย ทําให้เสื่อมค่า หรือทําให้ ไร้ประโยชน์ 2. ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย 3. โดยเจตนา)

และแม้ว่าการไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดนั้น ได้เกิดขึ้นด้วยความประมาทของนายมึนงงเนื่องจากการที่นายมึนงงได้เอาตําราไปทิ้งบ่อน้ำนั้น ได้กระทําโดยไม่ทันดูให้ดีว่าไม่ใช่ตําราของตนเอง แต่นายมึนงงก็ไม่ต้องรับผิดฐานประมาททําให้เสียทรัพย์ทั้งนี้เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้การกระทําโดย ประมาททําให้เสียทรัพย์นั้นเป็นความผิดแต่อย่างใดตามมาตรา 59 วรรคสี่ ประกอบกับมาตรา 62 วรรคสอง ดังนั้นนายมึนงงจึงไม่ต้องรับผิดทางอาญา

สรุป นายมึนงงไม่มีความรับผิดทางอาญา