การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3313 การบริหารการพัฒนา

Advertisement

คําสั่ง ข้อสอบมี 3 ข้อ

ข้อ 1 จงอธิบายถึงความเป็นมาของกระแสแนวคิดการบริหารการพัฒนาในอดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมนําเสนอถึงความแตกต่างระหว่างแนวคิดหลักในการศึกษาการบริหารการพัฒนา ได้แก่ สํานักคิดดังเดิม สํานักคิดระบบ และสํานักคิดนิเวศวิทยา มาพอสังเขป

Advertisement

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 43287 หน้า 5 – 11, 27 – 40)

ความเป็นมาของการบริหารการพัฒนา

Advertisement

1 ความเป็นมาของการบริหารการพัฒนาในฐานะที่เป็นกิจกรรม

ช่วงทศวรรษ 1930 ได้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก (The Great Depression) ทําให้ประธานาธิบดีโรสเวลท์ (Roosevelt) ของสหรัฐอเมริกา ต้องหันมาให้ความสําคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมในประเทศ โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงปรัชญาและการปฏิบัติงาน โดยรัฐบาลกลางได้ใช้ความริเริ่มใน การพัฒนาโครงการพัฒนาต่าง ๆ รวมทั้งมีการออกกฎหมายเพื่อปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ทั้งในด้านการเงิน ระบบ ภาษี และสวัสดิการทางสังคม

Advertisement

1 การบริหารการพัฒนาในฐานะที่เป็นกิจกรรมจึงเกิดขึ้นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา ถือได้ว่าเป็นการวางรากฐานของการบริหารการพัฒนา และนับว่าเป็นแบบอย่างในการพัฒนาแก่ประเทศอื่น ๆ ในเรื่องการ กําหนดหน้าที่ทั้งหลายขององค์การในการบริหารให้บรรลุผลสําเร็จ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือประเทศในยุโรปให้ฟื้นตัวจากสภาพของสงคราม โดยช่วยเหลือผ่านแผนการมาร์แชล (Marshall Plan) ในปี ค.ศ. 1947 จุดมุ่งหมายหลัก คือให้ยุโรปมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพื่อต่อต้านการรุกรานจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งนําโดย สหภาพโซเวียต ซึ่งปรากฏว่าได้รับความสําเร็จทําให้ยุโรปฟื้นตัว และมีความเจริญก้าวหน้าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในเวลาต่อมา

Advertisement

องค์การสหประชาชาติ (United Nation : UN) ได้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1945 ได้มี บทบาทอย่างสําคัญในการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ สังคม และวิชาการแก่ประเทศด้อยพัฒนาและกําลัง พัฒนา โดยมิได้คํานึงถึงอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก ดังเช่นกรณีของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ขณะเดียวกันประเทศตะวันตกที่เจริญแล้วก็ได้เข้าไปช่วยเหลือประเทศกําลังพัฒนาอื่น ๆ ในเอเชีย แอฟริกา และ อเมริกาใต้ด้วย

นอกจากนี้ องค์การเอกชนก็ได้เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกําลังพัฒนา เช่น มูลนิธิฟอร์ด มูลนิธิรอกกี้เฟลเลอร์ เป็นต้น ซึ่งเหตุผลก็เพราะว่าระบบภาษีของสหรัฐอเมริกาส่งเสริมทําให้เกิดมูลนิธิเอกชนเพื่อทําประโยชน์แก่สังคม

2 ความเป็นมาของการบริหารการพัฒนาในฐานะที่เป็นศาสตร์

ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 กลุ่มนักวิชาการชาวอเมริกันที่สนใจการบริหารเปรียบเทียบ ได้ ร่วมกันจัดตั้งสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์อเมริกัน (American Society for Public Administration : ASPA ขึ้น และภายในสมาคมนี้ก็ได้จัดตั้งกลุ่มย่อยขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มการบริหารเปรียบเทียบ (Comparative Administration Group : CAS) ซึ่งหมายความว่าในระยะเวลานี้สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ได้ แยกตัวออกจากสาขาวิชารัฐศาสตร์แล้ว

ต่อมาในปี ค.ศ. 1952 และ 1965 กลุ่มการบริหารเปรียบเทียบ (CAG) ได้รับเงินอุดหนุน จากมูลนิธิฟอร์ดรวมกันเป็นเงิน 500,000 ดอลลาร์ มาใช้ในการวิจัย และเขียนตําราในด้านการบริหารรัฐกิจ เปรียบเทียบ โดยในระยะแรกของกิจกรรมการวิจัยมีจุดเน้นหนักที่การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ แต่ต่อมาเงินทุน การวิจัยได้เปลี่ยนจุดเน้นมาที่สาขาย่อยคือ สาขาการบริหารการพัฒนา

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า รากฐานความรู้ของการบริหารการพัฒนา (Development Administration : DA) ก็คือ การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ (Comparative Public Administration : CPA) นั่นเอง แต่วิชา DA จะมีจุดเน้นที่แตกต่างไปจากวิชา CPA ก็คือ DA นั้นจะให้ความสําคัญเกี่ยวกับการประยุกต์ มากกว่า CPA

เพราะฉะนั้นวิชา DA ในฐานะที่เป็นสาขาย่อยของ CPA จึงได้แยกตัวออกมาจากวิชา CPA และ DA ก็ได้มีความเจริญก้าวหน้า มีผลงานการวิจัยและตําราเกิดขึ้นมากมายจนได้รับการยอมรับว่าเป็นสาขาหนึ่ง ของวิชารัฐประศาสนศาสตร์ หรือการบริหารรัฐกิจในช่วงกลางทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา

สําหรับนักวิชาการกลุ่มการบริหารเปรียบเทียบ (CAS) นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นนักวิชาการชาว อเมริกันที่เคยไปเป็นที่ปรึกษาแก่ประเทศกําลังพัฒนาในด้านการบริหารรัฐกิจ และได้พบว่าความรู้ส่วนหนึ่งของ วิชารัฐประศาสนศาสตร์ที่เกิดจากการศึกษาในประเทศที่พัฒนานั้น ส่วนหนึ่งสามารถนํามาใช้ได้ แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็ไม่สามารถนํามาใช้ได้ในประเทศกําลังพัฒนา ทั้งนี้เพราะสภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ กําลังพัฒนานั้นมีความแตกต่างไปจากประเทศที่พัฒนาแล้วโดยสิ้นเชิง

กล่าวโดยสรุป วิชาการบริหารการพัฒนา (DA) เป็นวิชาที่มีรากฐานมาจากวิชาการบริหารรัฐกิจ เปรียบเทียบ (CPA) และเป็นผลมาจากการศึกษาของนักวิชาการกลุ่มการบริหารเปรียบเทียบ (CAG) นั่นเอง

แนวความคิดเกี่ยวกับการบริหารการพัฒนา

1 แนวการศึกษาแบบเก่าหรือดั่งเดิม (Traditional Administration)

การศึกษาแบบเก่า จะเน้นศึกษาด้านโครงสร้าง หลักเกณฑ์ ตลอดจนกระบวนการในการ บริหารงานขององค์การที่รับผิดชอบต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้นการศึกษาในแนวนี้จึงเน้นถึงสมรรถนะในการบริหาร ขององค์การของรัฐบาล พยายามที่จะขจัดปัญหาและอุปสรรคในการบริหาร เพื่อที่จะแก้ไขและปรับปรุงกลไก ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อที่จะได้สนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น การศึกษาการบริหารการพัฒนาในแนวความคิดนี้จึงเกี่ยวพันอยู่กับการ วางแผน การเปลี่ยนแปลงปรับปรุงโครงสร้างขององค์การ การบริหารงานบุคคล ตลอดจนระบบการศึกษาอัน เป็นพื้นฐานของกระบวนการตัดสินใจ

2 แนวการศึกษาแบบระบบ (System Approach)

การศึกษาแบบระบบ จะมองการพัฒนาว่าเป็นระบบ (เปิด) ซึ่งประกอบด้วยระบบย่อยต่าง ๆ มากมาย ดังนั้น เป้าหมายของการพัฒนาจึงขึ้นอยู่กับส่วนต่าง ๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน

Saul M. Katz เป็นผู้ที่นําเอาแนวการศึกษาแบบระบบมาใช้ในการศึกษาการบริหารการพัฒนา โดยมองว่า การพัฒนาเป็นระบบ ซึ่งมีกระบวนการที่มีทิศทาง และมุ่งที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมให้ เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ และในสังคมระบบราชการจะเป็นตัวแทนที่สําคัญในการที่จะดําเนินการให้ กระบวนการพัฒนาประเทศบรรลุถึงเป้าหมายที่ได้วางไว้

ดังนั้น ระบบการพัฒนาจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคน เงิน วัสดุอุปกรณ์ พฤติกรรม และการ จัดสรรเงิน เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการในด้านกลวิธีการและเทคนิคในการที่จะทํางานให้บรรลุผลสําเร็จ ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ หรืออาจกล่าวได้ว่าระบบการพัฒนาเป็นระบบที่สนองตอบต่อความต้องการในด้าน เทคนิคและวิธีการในการดําเนินงานให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ได้วางไว้

3 แนวการศึกษาแบบภาวะนิเวศ (Ecological Approach)

การศึกษาภาวะนิเวศ หมายถึง การบริหารงานแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่าง ระบบบริหารกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเศรษฐกิจและสังคม ตัวอย่างเช่น

แนวความคิดในการบริหารการพัฒนาแบบภาวะนิเวศของ Edward W. Weidner เห็นว่า การบริหารการพัฒนา จะมีลักษณะที่สําคัญ 4 ประการ คือ

1 การเจริญเติบโตที่มีทิศทาง (Directional Growth)

2 การเปลี่ยนแปลงระบบ (System Change)

3 การวางแผนหรือจุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนแปลง (Planning or Intended Change)

4 การเปลี่ยนแปลงโดยมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า (Planned Change)

จากลักษณะของการบริหารการพัฒนาทั้ง 4 ประการ ได้นํามาเป็นหลักในการจัดแบ่ง ประเภทของการบริหารการพัฒนาออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 การบริหารการพัฒนาแบบอุดมการณ์ (The Ideal Planned) เป็นกระบวนการวางแผน เพื่อความเจริญเติบโตในทิศทางของการสร้างชาติ ความทันสมัยและความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบ และมีการกําหนดโครงการพัฒนาต่าง ๆ ขึ้นมา เพื่อนําไปปฏิบัติให้บังเกิดผล เช่น การบริหารการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดําริ, การจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติของไทย เป็นต้น

2 การบริหารการพัฒนาที่ให้ผลระยะสั้น (The Short-run Payoff : Planned Directional Growth with no System Change) เป็นกระบวนการวางแผนเพื่อความเจริญเติบโตในทิศทางที่ต้องการ แต่จะ ไม่สนใจเปลี่ยนแปลงระบบสังคม โดยการบริหารการพัฒนาในลักษณะนี้ จะเห็นผลได้รวดเร็ว และสามารถขอ ความช่วยเหลือจากต่างประเทศได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นยังทําให้รัฐบาลเกิดเสถียรภาพ เนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ระบบสังคมนั่นเอง เช่น การอนุมัติเงินกู้จากเจบิคในการลงทุนสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อ เป็นต้น

3 การบริหารการพัฒนาที่ให้ผลในระยะยาว (The Long-run Payoff : Planned System Change with no Directional Growth) เป็นกระบวนการวางแผนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบ แต่จะ ไม่มีทิศทางของการเจริญเติบโต ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปได้ทั้งในทางบวกและทางลบ เช่น การปฏิรูปกฎหมาย ภาษีและที่ดิน, การแบ่งส่วนแบ่งรายได้จากภาษีธุรกิจสุราเพื่อช่วยเหลือผู้พิการมากขึ้น, การปรับปรุงระบบ จําแนกตําแหน่งของข้าราชการไทยจากระบบซีเป็นระบบแท่ง เป็นต้น

4 การบริหารการพัฒนาที่สนองตอบต่อสภาพแวดล้อม (Environmental Stimulus : Unplanned Directional Growth with System Change) ไม่ได้มีการวางแผนระยะยาวเอาไว้ ทั้งนี้เพราะว่า กลุ่มที่มีอํานาจคัดค้านหรือสนับสนุนเพื่อต้องการสนองตอบต่อสภาพแวดล้อมบางอย่าง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลง ระบบอาจเกิดขึ้นได้ในระบบราชการโดยมีลักษณะเป็นการชั่วคราว ถ้าระบบราชการนั้นเห็นว่ามีเงื่อนไขที่สามารถ ทําได้

5 การบริหารการพัฒนาในทางปฏิบัติของประเทศต่าง ๆ (Pragmatism : Unplanned Directional Growth with no System Change) ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่กําลังพัฒนาจะมีความเจริญเติบโต ไปในทิศทางที่ก่อให้เกิดการพัฒนาได้ โดยที่ไม่ต้องมีการวางแผนและการเปลี่ยนแปลงระบบหรือเปลี่ยนแปลง เพียงเล็กน้อย เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป

6 การบริหารการพัฒนาแบบวิกฤตการณ์ (Crisis : Unplanned System Change with no Directional Growth) เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบและเกิดการเจริญเติบโตแบบไม่มีการวางแผนและกําหนด ทิศทางเอาไว้ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงมักเป็นการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ซึ่งคล้ายกับเป็น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น สงคราม ความอดอยาก โรคระบาด ปัญหาคนอพยพเข้าประเทศ ปัญหาช้างเร่ร่อน น้ําท่วม ฝนแล้ง และภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น

7 การบริหารการพัฒนาที่ล้มเหลว (Failure : Planning with no Growth or System Change) เป็นการวางแผนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบ และไม่มีการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงถือว่าล้มเหลว

8 การไม่มีการบริหารการพัฒนา (Static Society : No Plans, No Change) อาจพบได้ ในสังคมบางส่วนของประเทศที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ต้องการพัฒนา

กล่าวโดยสรุปแล้ว ในการบริหารการพัฒนานั้น จะขึ้นอยู่กับกลุ่มชนชั้นผู้นําและผู้ที่มีอํานาจ ในการกําหนดนโยบายที่จะเลือกวิถีทางออกของการพัฒนาประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นรูปผสมของ การบริหารการพัฒนาชนิดที่ 1 – 6 ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลลัพธ์ในระยะเวลาที่สั้น และแนวโน้มที่เป็น ที่น่าสังเกตคือในการมุ่งพัฒนาประเทศนั้น หน่วยงานราชการต้องการวิธีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีแผน หรือ การเปลี่ยนแปลงที่มีแผนแต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบมากนัก

Advertisement