POL2102 หลักรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง 2/2556

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2102 หลักรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

คําสั่ง ข้อสอบเป็นแบบอัตนัยมี 3 ข้อ ให้นักศึกษาเลือกทําเพียง 2 ข้อ

ข้อ 1 อธิบายเรื่องรูปแบบของรัฐมาให้เข้าใจ กรณีประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนูญทุกฉบับใช้รูปแบบรัฐในแบบใด

Advertisement

แนวคําตอบ (หน้า 5 – 9, 12, 31), (คําบรรยาย)

รัฐธรรมนูญของทุกประเทศจะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ กําหนดรูปแบบการปกครองและรูปแบบของรัฐไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ เพื่อเป็นการกําหนดเป้าหมายที่ชัดเจนของการจัดโครงสร้างทางการเมืองการปกครองภายใต้อุดมการณ์ที่พึงประสงค์ และเพื่อจัดระเบียบการปกครองของจังหวัดต่าง ๆ ที่มารวมอยู่เป็นประเทศนั้น ๆ

ในทางรัฐศาสตร์ รูปแบบของรัฐแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1 รัฐเดี่ยว (Unitary State)

2 รัฐรวม (Compound State) แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบย่อย คือ

2.1 สมาพันธรัฐ (Confederation State)

2.2 สหพันธรัฐ (Federation State)

คําอธิบายถึงลักษณะของแต่ละรูปแบบของรัฐ กล่าวคือ

1 รัฐเดี่ยว (Unitary State)

หลักเกณฑ์หรือลักษณะสําคัญของรัฐเดี่ยว มีดังนี้

1 อํานาจบริหาร รัฐเดี่ยวจะมีการรวมศูนย์อํานาจ (Centralization) ทางการเมืองการปกครอง อยู่ที่ส่วนกลางหรือเมืองหลวงหรือรัฐบาลของประเทศเพียงแห่งเดียว โดยมีการรวมเอาคําสั่ง คําบังคับบัญชา และ คําวินิจฉัยไว้ที่ส่วนกลาง หรืออํานาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของหน่วยงานที่สําคัญ เช่น กระทรวงต่าง ๆ) กําลังทหาร และตํารวจจะอยู่ที่ส่วนกลาง

2 อํานาจนิติบัญญัติ รัฐเดี่ยวในการบัญญัติกฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภาจะมีผลบังคับใช้กับพลเมืองหรือประชาชนทั้งประเทศ กล่าวคือ ทุกจังหวัดทั่วประเทศจะใช้กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาเหมือนกันหมด เพราะการออกกฎหมายโดยผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งไม่ใช่กฎหมายที่นํามาใช้บังคับแต่ในจังหวัดของ ผู้แทนนั้น ๆ แต่ถือว่าร่วมกันเสนอกฎหมาย และมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ

3 การปกครองส่วนภูมิภาคอันหมายถึงจังหวัดต่าง ๆ นั้น อํานาจยังขึ้นตรงต่อส่วนกลาง ดังจะเห็นได้จากตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย

4 การปกครองส่วนท้องถิ่นในยุคปัจจุบัน อาจได้รับการกระจายอํานาจจากส่วนกลางมากขึ้น แต่ก็ยังขึ้นต่อส่วนกลาง กล่าวคือ ในรัฐเดี่ยวอาจมีการกระจายอํานาจ แต่การกระจายอํานาจจะไม่มาก จนทําให้ท้องถิ่นเป็นอิสระ

ตัวอย่างประเทศที่ใช้รูปแบบรัฐเดี่ยว ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ตุรกี และสาธารณรัฐอาหรับแห่งอียิปต์ เป็นต้น

2 รัฐรวม (Compound State)

รัฐรวม เป็นการรวมรัฐต่าง ๆ มารวมกันเพื่อให้เป็นรัฐขนาดใหญ่ เพื่อจะได้มีพลังอํานาจใน การต่อรอง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบย่อย คือ

1 การรวมรัฐในลักษณะสมาพันธรัฐ เป็นการรวมรัฐอย่างหลวม ๆ โดยแต่ละรัฐยังคงมีอํานาจอธิปไตยของรัฐอยู่

2 การรวมรัฐในลักษณะสหพันธรัฐที่เรียกว่า “สหรัฐ” เป็นการรวมรัฐต่าง ๆ โดยการมอบอํานาจอธิปไตยบางส่วนของรัฐสมาชิกให้กับรัฐบาลกลาง โดยรัฐบาลกลางมักจะได้รับมอบอํานาจอธิปไตย ในเรื่องที่สําคัญ ๆ ดังนี้

(1) การติดต่อต่างประเทศ

(2) กําลังทางทหารในการป้องกันประเทศ

(3) สกุลเงินตราของประเทศ

ตัวอย่างประเทศที่เคยใช้รูปแบบสมาพันธรัฐในอดีต แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบสหพันธรัฐแล้ว ได้แก่ สมาพันธรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1776 – 1787) สมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ (ค.ศ. 1815 – 1848) และสมาพันธรัฐเยอรมนี (ค.ศ. 1815 – 1866)

ในปัจจุบันเนื่องจากรูปแบบสมาพันธรัฐได้ถูกยกเลิกไปแล้ว จึงทําให้รัฐรวมคงมีแต่รูปแบบ สหพันธรัฐเท่านั้น

การรวมตัวของรัฐต่าง ๆ เพื่อเป็นรัฐรวมในรูปแบบสหพันธรัฐนั้น มักจะรวมกันโดยมีรัฐธรรมนูญ เป็นกติกาทางการเมืองที่ตกลงร่วมกันในการก่อตั้งเป็นสหพันธรัฐ สําหรับดินแดนหรือรัฐที่มารวมกันเป็นสมาชิกของ สหพันธรัฐนั้น อาจมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เช่น ในประเทศแคนาดา แอฟริกาใต้ และอาร์เจนตินา เรียกว่า Province (มณฑล), ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เรียกว่า Canton (ก๊งตอง), ในอดีตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เรียกว่าLander (มลรัฐ) นอกนั้นก็เรียกกันว่า “รัฐ” (State) ทั้งสิ้น เช่น ในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย มาเลเซีย เป็นต้น

หลักเกณฑ์หรือลักษณะสําคัญของสหพันธรัฐ มีดังนี้

1 อํานาจบริหาร สหพันธรัฐจะมีการกระจายอํานาจปกครอง (Decentralization) รัฐบาลกลางจะเป็นผู้ใช้อํานาจอธิปไตยภายนอกและสงวนอํานาจที่สําคัญไว้ เช่น อํานาจในเรื่องการทหาร การต่างประเทศ และการคลัง ในขณะที่รัฐต่าง ๆ หรือจังหวัดต่าง ๆ หรือมลรัฐต่าง ๆ หรือทั้งตองต่าง ๆ (แล้วแต่จะเรา ของแต่ละประเทศเหล่านั้น) ก็มีอํานาจอธิปไตยภายในเกือบจะสมบูรณ์ โดยมีอํานาจในการปกครองตนเอง มีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐโดยตรงจากประชาชน มีอํานาจในการออกกฎหมาย อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการภายในรัฐของตน

2 อํานาจนิติบัญญัติ แต่ละรัฐสามารถมีกฎหมายของตนเองได้ กล่าวคือ แต่ละรัฐมีอํานาจในการออกกฎหมายขึ้นบังคับใช้ได้เอง ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกันในแต่ละรัฐ (ตัวอย่างเช่น บางรัฐอาจห้ามดื่มเหล้า ห้ามสูบบุหรี่) ทั้งนี้กฎหมายของแต่ละรัฐจะขัดกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดไม่ได้ โดยจะมีองค์กรตรวจสอบกฎหมายไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ (ประเทศเยอรมนีให้ศาลรัฐธรรมนูญทําหน้าที่นี้ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาจะให้ศาลยุติธรรมมาทําหน้าที่นี้)

3 รัฐสภาจะเป็นระบบสภาคู่หรือระบบสองสภา (Bicameral System) เสมอ คือ ประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยสภาที่สองหรือวุฒิสภาจะทําหน้าที่เป็นสภาผู้แทนของรัฐ ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา สภาผู้แทนของรัฐคือ สภาซีเนต (Senate) มาจากการเลือกตั้งทั้ง 50 รัฐ รัฐละ 2 คน รวมเป็น 100 คน, ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สภาผู้แทนของรัฐคือ สภาบุนเดสรัต (Bundesrat) มาจากการเลือกตั้ง ทั้ง 16 มลรัฐ แต่ละมลรัฐมีจํานวนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กของมลรัฐ โดยกําหนดว่า มลรัฐหนึ่ง มีได้ระหว่าง 3 – 6 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั้ง 16 มลรัฐ รวมเป็น 68 คน

4 อํานาจของส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นจะเป็นไปตามหลักที่ว่า อํานาจของรัฐสมาชิกเป็น อํานาจหลัก ส่วนอํานาจของรัฐบาลกลางเป็นอํานาจที่กําหนดให้ ซึ่งถือว่าตรงข้ามกับรูปแบบรัฐเดียว

ตัวอย่างประเทศที่ใช้รูปแบบสหพันธรัฐในปัจจุบัน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สมาพันธรัฐ สวิตเซอร์แลนด์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แคนาดา มาเลเซีย อินเดีย เป็นต้น

การที่รัฐธรรมนูญของประเทศหนึ่งประเทศใดจะกําหนดให้ใช้รูปแบบรัฐเดียวหรือรูปแบบ สหพันธรัฐนั้น ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของภูมิประเทศที่มีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก และความพร้อมในการถูกเก็บภาษี เพื่อนํามาเลี้ยงตัวเองภายในท้องถิ่น และความรู้ทางด้านการเมืองการปกครองของประชาชนในประเทศนั้น ๆ

กรณีประเทศไทย นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบันปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ ลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น 18 ฉบับ ซึ่งรัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับกําหนดให้ใช้รูปแบบรัฐเป็นแบบรัฐเดียว (Unitary State) โดยบัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกมิได้” ยกเว้นพระราชบัญญัติธรรมนูญ การปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495 ที่มิได้กําหนดเรื่องรูปแบบของรัฐไว้ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญทุกฉบับยังกําหนดรูปแบบการปกครองไว้ว่า “ให้ใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยรัฐธรรมนูญทุกฉบับห้ามเปลี่ยนแปลง แก้ไขรูปแบบของรัฐและรูปแบบการปกครองโดยเด็ดขาด

Advertisement