LAW4007 นิติปรัชญา 1/2551

Advertisement

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW4007 นิติปรัชญา 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  ทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย  (Legal  Positivism)  ในแบบฉบับของ  John  Austin  แตกต่างจาก  H.L.A.  Hart  หรือไม่  อย่างไร  และนักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ที่  Hart  ยืนยันว่า  จุดยืนสำคัญของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายเกี่ยวกับกฎหมายและศีลธรรม  แท้จริงแล้วมีลักษณะสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม

Advertisement

ธงคำตอบ

ปฏิฐานนิยมทางกฎหมายของออสติน  (Austin)  มองกฎหมายในแง่อำนาจ  คำสั่ง  รัฐาธิปัตย์  กล่าวคือ  เขาได้สรุปว่ากฎหมาย  คือ  คำสั่งของรัฐาธิปัตย์  ที่มีสภาพบังคับ  ซึ่งกำหนดมาตรฐานความประพฤติให้กับผู้อยู่ใต้อำนาจปกครองของตน  ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามแล้วจะต้องได้รับโทษ

จากข้อสรุปดังนี้ทำให้เห็นว่ากฎหมายอันแท้จริง  (Positive  Law)  ซึ่งเป็นเรื่องของคำสั่งจะประกอบด้วยสาระสำคัญ คือ

1       ความประสงค์หรือความปรารถนาของผู้สั่ง

2       บทลงโทษ  หรือสภาพบังคับ

3       การแสดงออกซึ่งความประสงค์หรือความปรารถนา

4       การมีผลบังคับทั่วไป

5       การประกาศใช้โดยรัฐาธิปัตย์    ซึ่งออสตินให้นิยามว่าหมายถึง  บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจทางการเมืองสูงสุด  ซึ่งประชาชนให้การเคารพเชื่อฟังคำสั่งโดยสม่ำเสมอเพียงผู้เดียวหรือกลุ่มเดียว

ออสตินเน้นพิจารณากฎหมายจากลักษณะภายนอก  คือ  ประสิทธิภาพของคำสั่งและบทกำหนดโทษ  โดยไม่คำนึงถึงลักษณะภายในกฎหมายที่เป็นความชอบธรรมของตัวบทกฎหมายนั้น 

กฎหมายกับเรื่องของอำนาจของรัฐาธิปัตย์  เป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน  กฎหมายมีที่มาจากอำนาจหรืออำนาจก็คือตัวกฎหมาย  ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับอำนาจในทัศนะของออสตินจึงดำเนินไปอย่างใกล้ชิดและค่อนข้างหยาบ

นอกจากนี้ออสตินยังมุ่งอธิบายอย่างแจ้งชัดว่า  ความเป็นหรือความสมบูรณ์ของกฎหมายสามารถแยกขาดออกได้จากเรื่องศีลธรรมหรือหลักคุณค่าความถูกผิดใดๆ  กระทั่งเชื่อว่า  อย่าเอากฎหมายไปปนกับความดีความชั่วหรือความยุติธรรม

ขณะที่แนวคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมายของฮาร์ท  (H.L.A.  Hart)  มีจุดร่วมกันกับออสตินในประเด็นเรื่องกฎหมายกับศีลธรรมที่ฮาร์ทยืนยันว่า  กฎหมายและศีลธรรมไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกันเสมอไป  และการดำรงอยู่หรือความสมบูรณ์ของกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องแยกออกจากเรื่องความชอบหรือไม่ชอบธรรมภายในกฎหมายนั้นๆ

แต่ในกรณีของฮาร์ทเน้นให้ความสำคัญต่อเรื่องอำนาจอันชอบธรรมหรืออำนาจที่ได้รับการยอมรับ  (Authority)  โดยที่อำนาจอันชอบธรรมในการบัญญัติกฎนั้นจะต้องได้มาจากกฎเกณฑ์อื่นที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจนั้นๆ  (กฎทุติยภูมิ)  ซึ่งสะท้อนออกมาจากคำอธิบายเรื่องระบบกฎเกณฑ์  ที่ถือว่าเป็นธรรมชาติกฎหมายในสังคมสมัยใหม่ที่เป็นนิติรัฐหรือสังคมที่มีระบบกฎหมาย  โดยฮาร์ทถือว่าระบบกฎหมายนั้นเป็นระบบแห่งกฎเกณฑ์ทางสังคมที่สลับซับซ้อนซึ่งมีความจำเป็นทางธรรมชาติในทุกสังคมจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่กำหนดพันธะในรูปกฎหมาย  ซึ่งจำกัดควบคุมความรุนแรง  พิทักษ์รักษาทรัพย์สินหรือระบบทรัพย์สิน  และป้องกันควบคุมการหลอกลวงกัน  เสมือนเป็น  เนื้อหาอย่างน้อยที่สุดของกฎหมาย  แต่ก็ได้มองเห็นข้อจำกัดของการมีแต่กฎเกณฑ์ที่กำหนดพันธะหน้าที่เพียงลำพัง  จึงได้สร้างแนวคิดเรื่อง  ระบบกฎหมาย  แยกออกเป็น  2  ประเภท  คือ

1       กฎปฐมภูมิ  หมายถึง  กฎเกณฑ์ทั่วไปซึ่งวางบรรทัดฐานการประพฤติให้คนทั่วไปในสังคมและก่อให้เกิดหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตาม  (Rule  of  Obligation)  ในลักษณะเป็นกฎหมายเบื้องต้นทั่วไป

2       กฎทุติยภูมิ  หมายถึง  กฎเกณฑ์พิเศษที่สร้างขึ้นมาเสริมความสมบูรณ์ของกฎปฐมภูมิเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้มากยิ่งขึ้น  ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดหน้าที่โดยทั่วไปเหมือนกฎปฐมภูมิ  แต่เป็นกฎที่ผู้ใช้กฎหมายต้องพิจารณาและคำนึงถึง  โดยสามารถแยกออกเป็นองค์ประกอบย่อยได้ดังนี้

1)    กฎกำหนดเกณฑ์การรับรองความเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์หรือเกณฑ์การพิสูจน์ว่ากฎใดคือกฎหมาย

2)    กฎกำหนดเกณฑ์การบัญญัติและแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมาย

3)    กฎที่กำหนดเกณฑ์การวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีเมื่อมีการละเมิดฝ่าฝืนกฎหมาย

จะเห็นว่า  กฎหมายหรือระบบกฎหมายตามทฤษฎีของฮาร์ท  มิใช่เป็นเรื่องกฎเกณฑ์ล้วนๆ  แต่ยังมีองค์ประกอบเรื่องคุณค่าหรือคุณค่าทางศีลธรรมแฝงอยู่คล้ายเป็นรากฐานในตัวด้วย  อันเป็นจุดยืนเชิงประนีประนอมมากขึ้นเกี่ยวกับกฎหมายกับศีลธรรม  อาทิประเด็นเรื่อง

–                    เนื้อหาอย่างน้อยที่สุดเกี่ยวกับกฎหมายธรรมชาติ  หรือกฎหมายขั้นมูลฐาน

–                    การเน้นความสำคัญต่อเรื่อง  กฎที่กำหนดเกณฑ์การรับรองความเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์

–                    การเน้นเรื่องพันธะอันเคร่งครัดของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับกฎหมายในการเคารพต่อกฎทุติยภูมิ

สำหรับการยืนยันของฮาร์ทว่าจุดยืนสำคัญเกี่ยวกับการแยกกฎหมายออกจากศีลธรรมที่มีลักษณะเปิดกว้างให้มีการตรวจสอบวิจารณ์กฎหมายซึ่งอาจดีหรือเลว  ถือเป็นการสนับสนุนประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมหรือไม่  เห็นว่า  ถึงแม้ว่าฮาร์ทจะยอมรับว่าบางเรื่องของกฎหมายและศีลธรรมจะมีความคาบเกี่ยวกัน  แต่ก็มิได้หมายความว่ากฎหมายจะมีที่มาจากหลักทางศีลธรรมเสมอไป  การดำรงอยู่ของกฎหมายนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางสังคมที่ซับซ้อนหลายๆประการ  ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงเปิดช่องให้ทำการวิจารณ์เชิงศีลธรรมได้  เนื่องจากไม่มีพื้นฐานแนวความคิดที่จะทำให้ถือว่า  กฎหมายตามที่เป็นอยู่  (Is)  และกฎหมายที่ควรจะเป็น  (Ought)  นั้นเป็นสิ่งๆเดียวกัน

จากจุดนี้เองที่ฮาร์ทยอมรับว่าโดยพื้นฐานแท้จริงแล้ว  การยึดมั่นของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในบทสรุปของแนวความคิดเรื่องการแยกกฎหมายออกจากศีลธรรมนั้น  ในตัวของมันวางอยู่บนเหตุผลทางศีลธรรมจากจุดที่ว่าแนวคิดดังกล่าวมิได้ถือว่ากฎหมายมีความสำคัญเหนือกว่าศีลธรรม  แต่กลับเป็นการปล่อยให้กฎหมายอยู่ภายใต้การวิพากษ์วิจารณ์ทางศีลธรรมตลอดไป  โดยเหตุผลของการสนับสนุนการวิจารณ์เชิงศีลธรรมนี้เกิดเนื่องแต่บทสรุปในแนวของปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย  ที่มิได้ยืนยันว่ากฎหมายที่ดำรงอยู่นั้นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกับศีลธรรมที่จะต้องถูกต้องดีงามเสมอไป  บทสรุปเช่นนี้ยังนับเป็นการสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมที่เปิดกว้าง ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และปฏิรูปแก้ไขกฎหมายที่ตราขึ้นได้เสมอ

Advertisement