LAW4007 นิติปรัชญา 2/2556

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4007 นิติปรัชญา

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ให้นักศึกษาอธิบายแนวความคิดของลีออง ดิว (Leon Duguit) ในทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา (Sociological Jurisprudence) และให้วิจารณ์ว่าแนวคิดของดิวก็มีความแตกต่างกับทฤษฎีวิศวกรรม ทางสังคม (Social Engineering Theory) และทฤษฎีผลประโยชน์ (The Theory of Interest) ของรอสโค พาวด์ (RosCoe Pound) อย่างไร และให้แสดงความคิดเห็นว่าแนวคิดของลีออง ดิว สามารถนํามาปรับใช้เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมได้หรือไม่ อย่างไร

Advertisement

ธงคําตอบ

ทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา (Sociological Jurisprudence) หมายถึง การนําเอาสังคมวิทยา ไปใช้ในทางนิติศาสตร์ (นิติปรัชญา) เพื่อสร้างทฤษฎีกฎหมายและทฤษฎีที่ได้ก็จะนําไปสร้างกฎหมายอีกชั้นหนึ่งนั่นเอง เป็นทฤษฎีทางกฎหมายที่ก่อตัวขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของตะวันตก มีที่มาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในยุโรป ซึ่งความก้าวหน้าของสังคมและเศรษฐกิจในช่วงนั้นได้ก่อให้เกิดปัญหาสังคมโดยเฉพาะจากกลุ่มนายทุนและ ผู้ใช้แรงงาน มีการเอารัดเอาเปรียบ การกดขี่ข่มเหง จึงทําให้เกิดแนวคิดนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาขึ้น โดยมีหลักการ คือ การนํากฎหมายมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะการสร้างกฎหมายขึ้นมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของ สังคมส่วนรวมหรืออรรถประโยชน์ของสังคม และเป็นเครื่องมือสําหรับคานผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคมให้เกิด ความสมดุล

นักนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาคนสําคัญหลายท่านได้แสดงแนวความคิดต่อทฤษฎีนี้อย่าง กว้างขวาง ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

– แนวความคิดของลีออง ดิวกี้ (leon [Duguit)

ดิว (Duguit) เป็นศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งมหาวิทยาลัยบอร์โดซ์ ในประเทศฝรั่งเศส เขาได้เสนอ “ทฤษฎีว่าด้วยความสมานฉันท์ของสังคม” โดยได้รับอิทธิพลความคิดของเยียริ่ง เกี่ยวกับทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา อธิบายบทบาทของกฎหมายทั้งหมดในแง่ของการปกป้องผลประโยชน์ ของสังคม การปฏิเสธแนวคิดดั้งเดิมเรื่องธรรมชาติของรัฐ อํานาจอธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล

ทฤษฎีว่าด้วยความสมานฉันท์ของสังคมของดิวกี้มีจุดเริ่มจากเรื่องความสมานฉันท์ของสังคม โดยผ่านรูปการแบ่งแยกแรงงาน และอิงอยู่กับวิธีคิดแบบปรัชญาปฏิฐานนิยมที่มุ่งการเข้าสู่ปัญหาสังคมจากความ เปลี่ยนแปลงรูปแบบเดิมที่มีลักษณะเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ บนพื้นฐานของความต้องการและการทํางานใช้ชีวิตที่ สอดคล้องกลมกลืนกัน เฉกเช่นวิถีชีวิตในสังคมเกษตรกรรมได้นํามาสู่ลักษณะความสมานฉันท์ อันมีรูปแบบใหม่ มีลักษณะคล้ายเป็นการรวมตัวขององคาพยพต่าง ๆ ดังนั้นในแง่ของกฎหมายหลักนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือชั้นหนึ่ง ในสังคมที่คอยรักษาและควบคุมการทํางานของระบบการแบ่งงานในสังคมที่ซับซ้อน ซึ่งหากมีการเชื่อมโยงกันอย่าง ใกล้ชิดได้ก็สามารถดําเนินวิถีชีวิตในสังคมภายใต้กฎหมายอันนี้ได้อย่างราบรื่น

การจัดองค์กรหรือระเบียบทั้งหมดในสังคมจึงควรต้องมุ่งสู่การร่วมมือกันอย่างเต็มพร้อมและ ราบรื่นมากขึ้นระหว่างประชาชน และเรียกว่า “หลักความสมานฉันท์ของสังคม” ซึ่งอาจจัดเป็นเสมือนหลักนิติธรรม ที่สมบูรณ์สูงสุดและไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านต่อความเป็นภววิสัย

ดิวกี้เน้นเรื่องการกระจายอํานาจของรัฐ โดยเน้นหลักเกี่ยวกับความรับผิดชอบของรัฐ ปฏิเสธ เรื่องกลไกของรัฐที่มีลักษณะรวมศูนย์อํานาจให้ความสําคัญต่อการตรวจสอบอย่างเข้มงวดต่อการใช้อํานาจรัฐ ที่มิชอบ และถือว่ารัฐไม่ใช่เป็นสิ่งจําเป็นที่ขาดไม่ได้ ดิวก็ปฏิเสธการแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างกฎหมาย เอกชนและกฎหมายมหาชน โดยเห็นว่ากฎหมายมหาชนเท่านั้นที่ควรจะใช้ในการบริหาร

นอกจากนั้นดิวกี้ก็ยังปฏิเสธการดํารงอยู่เรื่อง สิทธิ (Rights) ส่วนตัว นับว่าเป็นการเน้นเรื่อง ประโยชน์ของสังคมอย่างเดียว ปฏิเสธความแตกต่างของกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน ยังผลให้การใช้ สิทธิเสรีภาพทางแพ่งหรือทางทรัพย์สินก็ต้องอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ของการปกป้องผลประโยชน์ของสังคมด้วย

แนวความคิดของรอสโค พาวด์ (Roscoe Pound)

รอสโค พาวด์ (Roscoe Pound) เป็นผู้ที่พัฒนาทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาให้มีรายละเอียด เพิ่มขึ้นในเชิงปฏิบัติ โดยพาวด์ได้สร้างทฤษฎีผลประโยชน์ (The Theory of Interest) ที่รู้จักกันในนามทฤษฎี วิศวกรรมทางสังคม (Social Engineering Theory) ขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสําหรับคานผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคม ให้เกิดความสมดุล

– เขาให้ความหมายของผลประโยชน์ว่าคือ “ข้อเรียกร้อง, ความต้องการ หรือความปรารถนา ที่มนุษย์ต่างยืนยันเพื่อให้ได้มาอย่างแท้จริง และเป็นภารกิจที่กฎหมายต้องกระทําการอันใดอันหนึ่ง เพื่อสิ่งเหล่านี้ หากต้องการธํารงไว้ซึ่งสังคมอันเป็นระเบียบเรียบร้อย”

พาวด์ แบ่งประเภทของผลประโยชน์ตามแนวคิดของเขาออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1 ผลประโยชน์ของปัจเจกชน คือ ข้อเรียกร้องความต้องการ ความปรารถนา และความคาดหมายในการดํารงชีวิตของปัจเจกชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ด้านบุคลิกภาพส่วนตัว ครอบครัวและทรัพย์สิน ฯลฯ

2 ผลประโยชน์ของมหาชน คือ ขอเรียกร้องความต้องการ หรือความปรารถนาที่ปัจเจกชนยึดมั่นอันเกี่ยวพันหรือเกิดจากจุดยืนในการดํารงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

3 ผลประโยชน์ของสังคม คือ ข้อเรียกร้อง ความต้องการหรือความปรารถนาที่พิจารณา จากแง่ความคาดหมายในการดํารงชีวิตทางสังคม อันรวมถึงผลประโยชน์ในแง่ความปลอดภัย ศีลธรรม ความก้าวหน้าทั่วไป ฯลฯ

ทฤษฎีของพาวด์ให้ความสําคัญกับการแก้ไขปัญหาสังคมโดยมองปัญหาสังคมจากโครงสร้าง และฐานรากเดิมที่มีอยู่ โดยมุ่งปรับสังคมใหม่โดยการถ่วงดุลกันของผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายให้เกิดความสมดุล ดังนั้นพาวด์จึงสร้างทฤษฎีวิศวกรรมทางสังคมและทฤษฎีผลประโยชน์ โดยมอบหน้าที่ของนักกฎหมายให้ เปรียบเสมือนวิศวกรสังคมที่มีภารกิจในการที่จะต้องลงไปศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยมองที่โครงสร้าง ของสังคมปัจจุบัน และออกแบบโครงสร้างของสังคมใหม่ที่มีปัญหาน้อยที่สุด การศึกษาดังกล่าวต้องประกอบด้วย การศึกษาทฤษฎีผลประโยชน์ ได้แก่ ผลประโยชน์ของปัจเจกชน ผลประโยชน์ของมหาชน และผลประโยชน์ของสังคม ซึ่งเมื่อศึกษาและได้ทราบถึงผลประโยชน์ คือ ข้อเรียกร้อง ความต้องการ ความคาดหมาย ของแต่ละฝ่ายแล้ว ต้องนํามาชั่งน้ำหนักเพื่อถ่วงดุลผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย โดยจะต้องให้เกิดการสูญเสียผลประโยชน์ของฝ่ายหนึ่ง น้อยที่สุด และเติมเต็มผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่งให้ลงตัว

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแนวความคิดของดิวก็ในทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาจะแตกต่างกับ ทฤษฎีวิศวกรรมทางสังคม และทฤษฎีผลประโยชน์ของรอสโค พาวด์ ตรงที่ว่า แนวความคิดของดิวก็ค่อนข้างโอนเอียง ไปกับความคิดสังคมนิยม เป็นแนวความคิดของการปกป้องผลประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก โดยเน้นเรื่องความ สมานฉันท์ของสังคมโดยผ่านรูปการแบ่งแยกแรงงาน บนพื้นฐานของความต้องการและการทํางานใช้ชีวิตที่สอดคล้อง กลมกลืนกัน เฉกเช่นวิถีชีวิตในสังคมเกษตรกรรม ปฏิเสธแนวความคิดดั้งเดิมเรื่องธรรมชาติของรัฐ อํานาจอธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล แต่แนวความคิดของรอสโค พาวด์ นั้น ไม่ได้เน้นที่การปกป้องผลประโยชน์ของ สังคมเท่านั้น แต่เป็นแนวความคิดที่ให้ความสําคัญกับการแก้ไขปัญหาสังคมโดยมุ่งปรับสังคมใหม่โดยการถ่วงดุลกัน ของผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายให้เกิดความสมดุล ซึ่งได้แก่ ผลประโยชน์ของปัจเจกชน ผลประโยชน์ของมหาชน และผลประโยชน์ของสังคม โดยพิจารณาถึงข้อเรียกร้องความต้องการ ความคาดหมายของแต่ละฝ่าย และจะต้อง ให้เกิดการสูญเสียผลประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งน้อยที่สุด และเติมเต็มผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่งให้ลงตัว

เนื่องจากสังคมไทยในปัจจุบันเป็นสังคมที่มีความแตกต่างทางความคิด และมีความพยายาม นําหลักการสมานฉันท์มาใช้ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงแนวความคิดของดิวกี้แล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นแนวความคิดที่เน้นถึง ความสมานฉันท์ของสังคม โดยการเสนอความหมายของความสมานฉันท์ว่า เป็นการทําให้ความต้องการของมนุษย์ที่ แตกต่างกันปรับตัวเข้าหากันได้ และหากมีการเชื่อมโยงความสลับซับซ้อนของสังคมให้สัมพันธ์กันได้ก็จะสามารถ ดําเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น สงบสุข ดังนั้นแนวคิดของลีออง ดิวกี้ จึงสามารถนํามาปรับใช้เพื่อสร้างความสมานฉันท์ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ เพียงแต่การนําแนวทางของความสมานฉันท์มาปรับใช้นั้นต้องสอดคล้องกับแนวคิดของ ลีออง ดิวกี้ ด้วย กล่าวคือ จะนําเหตุผลมาใช้ไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่แตกต่างกันจากสภาพโครงสร้างของ สังคมที่ซับซ้อน การแก้จึงต้องเริ่มที่ใจ ทั้งการจัดองค์กรหรือระเบียบทั้งหมดในสังคมต้องมุ่งสู่การร่วมมือกันอย่าง เต็มพร้อม และประชาชนทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะผู้นําประเทศ เช่น นายกรัฐมนตรี จะต้องมีบทบาทในการสร้างความสมานฉันท์

Advertisement